Home | Back Issue | Membership | Bulletin Club   

คาราวะเทพเจ้าจีน ร่วมถือศีล กินผัก Text size:
By ภาสกร
http://localhost/bul/magazine/view.php?id=18

Photo : พฤษดีย์ ศรีนุ่น
สั่งพิมพ์ส่งเมล์แนะนำเพื่อน
เทพเจ้าจีน, กินเจ เทพเจ้าจีน, กินเจ เทพเจ้าจีน, กินเจ
เทพเจ้าจีน, กินเจ เทพเจ้าจีน, กินเจ เทพเจ้าจีน, กินเจ
เทพเจ้าจีน, กินเจ เทพเจ้าจีน, กินเจ เทพเจ้าจีน, กินเจ

ในวาระพิเศษ แห่งประเพณี ถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ที่เวียนมาถึงในปีนี้ ชาวภูเก็ตบูลเลทิน ขอน้อมคารวะแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวจีน ที่ได้รับการอัญเชิญให้มาร่วมในพิธีอันทรงคุณค่าแห่งเมืองนี้ และเนื่องด้วยความศรัทธาและมุ่งมั่นในการทำความดี ถือศีล กินผัก ละเว้นจากความชั่วทั้งปวง พวกเราจึงขอน้อมนำเอาประวัติของเทพเจ้าจีน มานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันโดยทั่วกัน
( หมายเหตุ: เทพเจ้าตามความเชื่อของขาวจีนมีมากมาย ในที่นี้คัดมาบอกเล่าเป็นความรู้จำนวน 10 องค์)

ลี้โลเชี้ย
เทพปราบมาร

ลี้โลเชี้ยซัมไท่จื้อ นาจา ลี้โลเชี้ย โลเชี้ยไท่จื้อ หรือตงตั๋นหง่วนโส่ย ล้วนเป็นชื่อเรียกเทพเจ้าองค์เดียวกัน ตามประวัติ ท่านเป็นเทพผู้เฝ้าอารักขาเง็กเซียนฮ่องเต้อยู่บนสวรรค์ โดยปกติบนสวรรค์จะมีขุนนางเฝ้าอยู่ 5 ทัพ คือ ทิศตะวันตก ตะวันออก เหนือ ใต้ และทัพกลาง โดยลี้โลเชี้ยเฝ้าอยู่ทัพกลาง ท่านมีรูปร่างสูง 6 โยชน์ มี 3 เศียร 9 เนตร 8 กร
สมัยเจาเฉา เมื่อ 4,000 กว่าปีก่อน แผ่นดินจีนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เพราะฮ่องเต้ถูกปีศาจจิ้งจอก 9 หางที่แปลงตัวเป็นหญิงงามหลอกล่อให้มัวแต่หลงในกาม ไม่ออกว่าราชการ เง็กเซียนจึงให้ลี้โลชั้ยจุติลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อปราบปีศาจ โดยไปเกิดเป็นลูกเป็นลูกชายคนสุดท้องของขุนนางเฝ้าด่านที่ชื่อ เจ๋ง แซ่ลี่ หรือ ลี่เจ๋ง มีพี่ชายสองคนชื่อ กิ้มเชี้ย และบกเชี้ย โดยก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์ แม่ของท่านได้ฝันเห็นไข่มุกราตรี 1 เม็ดลอยมาหา และตั้งครรภ์นานกว่าคนปกติทั่วไปมาก ก่อนกำเนิดนั้น บริเวณรอบๆ บ้านของลี่เจ๋งจะหอมไปด้วยกลิ่นของดอกไม้ และมีแสง 7 สี สว่างวาบไปทั่ว และเมื่อจุติออกมา ลี่เจ๋งก็ต้องประหลาดใจที่ภรรยาคลอดเป็นเพียงก้อนเนื้อออกมา ด้วยความตกใจว่าจะเป็นปีศาจ เขาจึงได้เอาดาบฟันก้อนเนื้อนั้นออกเป็นสองท่อน และจึงได้พบว่าข้างในนั้น มีเด็กชายคนหนึ่ง พร้อมทั้งอาวุธติดตัวมา คือ ต้อ ( ชุดที่ใส่ ) ห่วง และอิฐทองคำ ซึ่งขณะนั้นมีอาจารย์ที่เก่งกาจท่านหนึ่ง ชื่อ เซียนซือจุน ได้บอกลี่เจ๋งและภรรยาว่าให้เลี้ยงดูต่อไป เพราะลูกชายเป็นเทพจุติลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ เพื่อปราบปีศาจ
เมื่อโตขึ้นมีครั้งหนึ่ง ลี้โลเชี้ย ไปเที่ยวเล่นข้างนอก เห็นทะเล จึงถอดต้อและของวิเศษออก แล้วเล่นน้ำ พร้อมกับซักต้อของตัวเอง การกระทำนี้ทำให้ ใต้สมุทรกระเทือน จนจ้าวสมุทรหรือฮ่ายเหล็งอ๋อง ต้องส่งมังกรทางทิศตะวันออกคนมาดูบนโลกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มังกรก็ได้กลับไปรายงานจ้าวสมุทรว่า โดนลี้โลเชี้ยทำร้ายจนบาดเจ็บ จ้าวสมุทรจึงส่งลูกไปบ้าง ปรากฏว่าโดนลี้โลเชี้ยฆ่าตาย แล้วเอาเส้นเอ็น เกล็ด ของลูกจ้าวสมุทร มาถักกันไปมา จ้าวสมุทรโกรธมากจึงขึ้นไปฟ้องเง็กเซียน ฮ่องเต้ บนสวรรค์ว่าจะทำให้โลกมนุษย์เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ลี้โลเชี้ยก็แปลงร่างตามไปสู้ถึงบนสวรรค์ จนฮ่ายเหล็งอ๋องกลายเป็นมังกรตัวเล็ก และลี้โลเชี้ยได้พับมังกรตัวเล็กนั้นใส่กระเป๋าลงมายังโลกมนุษย์ พอกลับบ้าน ลี่เจ๋งโกรธมากที่ลูกทำเรื่องเดือดร้อนครั้งใหญ่มาให้ จึงบอกว่าจะฆ่าลี้โลเชี้ยเสียให้ได้ ลี้โลเชี้ยสำนึกผิดจึงเชือดเนื้อตัวเอง แล้วคืนกระดูกให้กับพ่อของตน
เมื่อตาย วิญญาณของท่านได้ล่องลอยไปหาอาจารย์เซียนซือจุน ท่านบอกว่าให้ไปเข้าฝันประชาชน เพื่อช่วยเหลือเขา เขาจะได้สร้างศาลให้อยู่ จะได้กินควันธูปควันเทียนสร้างบารมี ต่อมาลี่เจ๋งได้มาตรวจพบว่าในเมืองมีคนบูชาศาลแห่งหนึ่งมาก ตรวจพบดู จึงทราบว่าเป็นศาลของลูกชายตนเอง จึงสั่งให้ทหารทำลายเสีย ลี้โลเชี้ยเสียใจมาก เพราะตนไม่ได้คิดจองเวรกับพ่ออีกแล้ว จึงไปหาอาจารย์อีกครั้ง

โป้เส่งไต่เต่
หมอยา รักษาโรค


โป้เส่งไต่เต่ เทพเจ้าโป้เส้งไต่เต่ หรือไตโตก้อง นามของท่านคือ หัวกี้ ชื่อตอนที่ยังไม่สำเร็จอรหันต์ เรียกคุนอาย ตามประวัติ ท่านบำเพ็ญบารมีจนอยู่ในระดับ ไต่ หรือขงจื้อ ( ตามคติแบบจีนโบราณ ผู้บำเพ็ญศีล มี 3 ระดับ คือ เจ๋ง เปรียบได้กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เต๋า เทียบได้กับพราหมณ์ และไต่ เทียบได้กับขงจื้อหรืออาจารย์)
ท่านกำเนิด ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งทะเล ชื่อ แป๊ะเซ่ว หรือศิลาขาว ในอำเภอ ตังอ้าน จังหวัดฮกเกี้ยน สมัยราชวงค์ซ้ง พ่อของท่านชื่อ ท้ง แซ่หงอ แม่ของท่านแซ่อ๋อง เดิมท่านชื่อ ฝุ้น แซ่หงอ ก่อนเกิด แม่ของท่านได้ฝันเห็นดาวปักเต้าทางทิศเหนือวิ่งเข้ามาหาในท้อง และยังได้กลืนเต่าเผือก 1 ตัวเข้าไปในท้อง วันที่ท่านเกิดคือ วันที่ 15 เดือน 3 ของจีน ค.ศ. 979 ได้เกิดมีกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณบ้าน และมีแสงจ้าไปทั่ว
ปุ้น นับว่าเป็นเด็กที่ฉลาดและอัจริยะกว่าใครในแถบนั้น เมื่อตอนอายุ 17 ปี ท่านได้ออกจากบ้านไปเรียนวิชาแพทย์เพื่อรักษาโรคและเรื่องยาสมุนไพรต่างๆ กับผู้รู้นามว่า “ไชอ๋องพู” จนต่อมาได้ออกไปรักษาคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยทั่วหัวระแหงจนเป็นที่โด่งดังไปทั่ว จนพระเจ้าแผ่นดินเรียกให้เข้าไปอยู่ในวัง ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง ตลอดชีวิตท่านได้บำเพ็ญเพียรบารมี จนเมื่อวันที่ 12 เดือน 5 จีน ค.ศ. 1036 ท่านได้สำเร็จอรหันต์ และลอยขึ้นสวรรค์ เจ้าสวรรค์แต่งตั้งให้เป็นเทพ นามว่า เชียวเห่งเหลงอ๋อง และได้ยศเป็นไต่เต่ หรือ มหาราช ท่านมีอายุในโลกมนุษย์ 58 ปี
เมื่อเป็นเทพแล้ว ท่านปรากฏกายอีกครั้งในสมัยพระเจ้าเกาจงฮ่องเต้ ราชวงศ์ซ้ง ค.ศ.1128 หรือ 92 ปีหลังจากท่านเสียชีวิต ขณะนั้นบ้านเมืองอ่อนแอมาก ทหารจีนก่อนยุคมองโกเลียหรือพวกเง็กฮวย บุกจีน ท่านใช้อิทธิฤทธิ์ทางน้ำทำให้ศัตรูถอยทัพ จน ค.ศ. 1151 ท่านได้ลงมาช่วยคนอีก จนคนในโลกมนุษย์เห็นในบุญญาบารมีของท่าน จึงได้สร้างศาลเจ้าให้ท่าน ปัจจุบันอยู่ที่มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน
หลังจากนั้นท่านก็ได้สร้างอิทธิฤทธิ์ช่วยเหลือคนเรื่อยมา จน ค.ศ.1171 ทางการจึงแต่งตั้งยศให้ท่าน เป็นเทพผู้เมตตา คอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ชื่อคือ ไต่โต่จินหยิน ต่อมา ค.ศ.1227 ท่านได้รับยศเป็นเสนาบดีหรือ ชงเองจินหยิน พอ 5 ปี ถัดมาท่านได้รับยศอีกเป็นเหมี่ยวโตจินหยิน จนมาถึงสมัยหมิง ค.ศ. 1409 ท่านมาปรากฏกายอีก เข้าวังไปช่วยเหลือคน โดยท่านไปในฐานะพราหมณ์ จนเมื่อพระราชินีของพระจ้าเชียงจงเฉียนทรงประชวร รักษาด้วยหมอใดใดก็ไม่หาย ท่านได้เข้าไปถวายการรักษาจนพระราชินีหายป่วยจากโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นองค์ฮ่องเต้ไม่ทราบว่าผู้ที่ทำการรักษาเป็นเทพ ท่านจึงทรงประทานทรัพย์สินเงินทองมากมายแก่ท่าน แต่ท่านได้เขียนรูปนกกระเรียนขึ้น และขี่นกกระเรียนนั้นเหาะขึ้นสวรรค์ไป ตอนหลังฮ่องเต้จึงบูรณะศาลเก่าของท่านโป้เส้ง และประทานเสื้อมังกรให้ เทียบยศเท่ากับกษัตริย์องค์หนึ่ง และแต่งตั้งยศ ให้เป็น โป้เส้งไต่เต่ หรือ มหาราช จนถึงปัจจุบัน
ในปีหนึ่งๆ ประชาชนจะไหว้ เทพเจ้าโป้เส้งไต่เต่ 2 ครั้ง คือ ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง

เฮี้ยนเที้ยนซงเต่
ผู้ถือดาบ 7 ดาว

เฮี้ยนเที้ยนซงเต่เทพเจ้าเฮี้ยนเที้ยนซงเต่ ตอนเป็นคนอยู่บนโลกมนุษย์ ท่านเป็นพ่อค้าหมูและฆ่าหมูด้วยตนเองมากที่สุดคนหนึ่ง จนวันหนึ่งเกิดละอายแก่ใจ จึงตั้งปฏิญาณว่าจะไม่ทำบาปอีก จึงตัดสินใจเอามีดที่เคยใช้ฆ่าหมูนั้นไปทิ้งลงทะเลเสีย แต่เมื่อจะทิ้งเกิดจิตคิดเมตตาไปอีกว่า มีดเล่มนี้อาจจะไปทำร้ายเอาสัตว์น้ำที่อยู่ในน้ำได้ จึงตัดสินใจเอามีดนั้นมาผ่าท้องตัวเอง แล้วควักเอาไส้ กระเพาะ และอวัยวะภายในออกมาทิ้งทะเลแทน และชำระท้องของตัวเองให้สะอาด เพื่อลบล้างบาปกรรมที่เคยทำไว้ ทันใดนั้น ที่ท้องฟ้าเกิดแสงสว่างจ้าขึ้นมา และแสงนั้นเข้าไปอยู่ในร่างพ่อค้าหมูที่เสียชีวิต แล้วลอยขึ้นไปบนสวรรค์
บนสวรรค์ พ่อค้าหมูได้ตั้งใจปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรบารมี จนได้สำเร็จเป็นองค์เทพ ได้พระนามว่า เฮี้ยนเที้ยนซ่งเต่ หรือว่ามหาราชทางทิศเหนือ ต่อมาท่านได้ทราบว่า ไส้ที่เคยทิ้งลงทะเลไปนั้นได้กลายเป็นพญางูร้าย ส่วนกระเพาะได้กลายเป็นพญาเต่าร้าย คอยทำร้ายมนุษย์ ฆ่าคน กินคน ทำให้เกิด น้ำท่วม เภทภัยต่างๆ ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ตอนนั้นท่านไม่มีอาวุธเป็นของตนเอง จึงไปยืมดาบวิเศษ 7 ดาวของโป๊ยเซียนองค์หนึ่ง ชื่อว่า ลี้ตงปิ้น เพื่อมาปราบปีศาจ ตอนแรกลี้ตงปิ้นไม่ให้ยืม ตอนหลังลี้ตงปิ้นเห็นใจจึงให้ยืม จนท่านเฮี้ยนเที้ยนซ่งเต่สามารถปราบพญางูและพญาเต่าที่โลกมนุษย์ได้สำเร็จ ตอนหลังท่านเกิดคิดเสียดายที่จะต้องคืนดาบ จึงถ่วงเวลาว่ายังคงต้องใช้ดาบต่อไป ส่วนทางลี้ตงปิ้นก็เกรงใจไม่กล้าขอคืน จนปัจจุบัน ดาบวิเศษ 7 ดาวก็ยังคงอยู่กับท่านเฮี้ยนเที้ยนซ่งเต่
ดังนั้นใครที่รู้ประวัติท่านจึงไม่แปลกใจที่รูปปั้นของเทพเจ้าเฮี้ยนเที้ยนซ่งเต่นั้น เหยียบงูและเต่า ส่วนมือขวานั้นถือดาบ 7 ดาว ของลี้ตงปิ้น นั่นเอง

กวนอู / เต้กู้น
เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์

กวนอู / เต้กู้นกวนเต้กู้น หรือเทพเจ้ากวนอู หรือเทพเจ้าเต้กู้น เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ท่านถือกำเนิดวันที่ 24 เดือน 6 ของจีน ค.ศ.160 หมู่บ้านฉางผิง ตำบลเจียเหลียง (ไหเหลียง) อำเภอจิ้น เมืองเหอตง ( ฮอตั๋ง ) มณทณซานซี ในปีที่สาม แห่งรัชกาลเฮ้งเต้ สมัยราชวงศ์ตงฮั่น เดิม ท่านชื่ออู กวน หรืออีกชื่อคือ ฮุนเตี๋ยว
ตามประวัติว่า ท่านมีรูปร่างสูงใหญ่ถึง 6 เซียะ ( ประมาณ 198 ซม.) หนวดงามยาว 1 เซียะครึ่ง ( ประมาณ 49.5 ซม.) ริมฝีปากแดงดั่งแต้มชาติ ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทธาสุก คิ้วเหมือนตัวไหม ตายาวดั่งนกการะเวก โดยกล่าวกันว่าตั้งแต่เด็ก ท่านชอบอ่านประวัติศาสตร์ชุนชิว เป็นชีวิตจิตใจ มีอุปนิสัยรักความเป็นธรรมและรอบรู้การทหาร ชอบสู้กับคนที่เก่งกว่า ไม่รังแกคนอ่อนแอ เป็นคนมีศีลมีสัตย์ รู้คุณคน เจ็บแล้วจำจนตาย ยามปกติจะถ่อมตนต่อคนที่ต่ำต้อย แต่หากเป็นผู้มีอำนาจที่ชั่วช้า ท่านจะไม่ยอมก้มหัวให้อย่างเด็ดขาด
สำหรับอาวุธคู่กายของท่านนั้น คือ ง้าวรูปจันทร์เสี้ยว ประดับลายมังกรยาว 11 เซียะ (ประมาณ 3 ม. 63 ซม.) หนัก 82 ชั่ง ( 65.6 กก.) ง้าวนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ชิงหลง เยี่ยน เย่ เตา หรือง้าวมังกรเขียวพระจันทร์เสี้ยวระรื่น มีม้าศึกฝีมือดีชื่อ “เชกเธาว์”
กวนอู นับเป็นบุคคลที่เก่งทั้งทางบู้และทางบุ๋น โดยท่านเป็นทั้งปัญญาชนนักปราชญ์ อ่านหนังสือหนังหา วางแผนการศึก และยังเป็นทหารที่เก่งกาจ มีฝีมือหาคนเทียบเคียงได้ยากอีกด้วย
วีรกรรมตอนหนึ่งของท่าน คือตอนอายุ 19 ปี ลูกชายเจ้าเมืองสมคบคนชั่วใช้กำลังข่มขืนหญิงนางหนึ่ง จนเรื่องถึงศาล แต่ด้วยอำนาจอธรรม ศาลจึงสั่งให้หญิงนางนั้นแพ้คดี ท่านกวนอูซึ่งฟังคดีความมาตลอดบันดาลโทสะ เข้าทุบตีลูกชายเจ้าเมืองจนเสียชีวิตคามือ จากนั้นจึงไปวางเพลิงที่ว่าการอำเภอ และช่วยหญิงสาวออกมา และภายหลังยังตามไปฆ่าเจ้าเมืองจนตายไปอีกคน ในการนี้แม้ว่าฝ่ายชาวบ้านจะเห็นดีเห็นงาม แต่กวนอูก็ต้องหนีอาญาแผ่นดิน เร่ร่อนไปตามหัวเมืองอีก 6 ปี
สมัยสามก๊ก กวนอู ได้เล่าปี่ และเตียวหุย เป็นพี่น้องร่วมสาบาน เพื่อสู้กับพวกโจรโพกผ้าเหลืองที่ก่อความเดือดร้อนไปทั่ว กวนอูได้ออกรบกับพี่น้อง จนเล่าปี่ได้ครองหนึ่งในสามก๊ก เป็นจักรพรรดิ และกวนอูได้รับแต่งตั้งให้เป็นฮั่นซิ่วติง หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่ แม้ตอนหลังทัพแตก กวนอูจำเป็นต้องไปอยู่ฝ่ายเดียวกับโจโฉ ซึ่งครองอีกก๊กหนึ่ง กวนอูได้บอกโจโฉตลอดเวลาว่ามีโอกาสเมื่อไรจะขอกลับไปอยู่กับเล่าปี่เหมือนเดิม แม้ว่าโจโฉจะให้ทรัพย์สินเงินทอง อาวุธวิเศษ แก่กวนอูมากมาย แต่ท่านก็คืนให้โจโฉทั้งหมด ตอนหลังกวนอูเสียชีวิตลงด้วยน้ำมือของฝ่ายตังหุย เมื่อเสียชีวิตลง สวรรค์สงสารกวนอู และเห็นว่ากวนอูเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ประทานยศให้เป็น เต้กู้น เต้ แปลว่าเทพ กู้น แปลว่า องค์ท่าน แปลรวมๆ ว่าเทพแห่งสวรรค์ เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ และด้วยความที่กวนอูตายในหน้าที่ เพื่อปกป้องกษัตริย์ กวนอู จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเง็กเซียน บนสวรรค์ด้วย

เตียวเทียนซือ
ราชครูแห่งสวรรค์

เตียวเทียนซือเตียวเทียนซือ เป็นเทพเจ้า ที่ได้สมญานามว่า ราชครูแห่งสวรรค์ ตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์ ท่านชื่อ เต้าหลิง แซ่เตียว ท่านมีรูปร่างสูง 9 ฟุต 2 นิ้ว คิ้วดก หน้าผากกว้าง ผมดก ตาออกสีเขียว คางกว้าง ตาสามเหลี่ยม มีหนวดสวยงาม แขนยาวเลยเข่า ตอนอายุประมาณ 7 ปี ท่านสามารถเรียนรู้หนังสือ และตำรับตำราต่างๆ รู้ประวัติศาสตร์ รู้ดินฟ้าอากาศ รู้สวรรค์ รู้มนุษย์ เรียกว่าเป็นผู้หยั่งรู้ก็ได้
สมัยฮั่น ค.ศ.59 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางเมืองเสฉวน ตอนหลังท่านลาออกจากราชการเพื่อออกปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นฤษี ณ มณฑลเหอหนาน อำเภอโละเหลียง ตำบลวังต๋าน ท่านมีความเคารพยกย่องแก่บรรดาครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เคยสอนวิชาความรู้ให้กับท่าน ภายหลังท่านได้สร้างสถานปฏิบัติธรรมของท่านเองขึ้นมา ต่อมาปี ค.ศ. 89 ทางการได้เชิญให้ท่านเข้ารับราชการอีกครั้ง เพื่อเป็นขุนนางชั้นสูง ตำแหน่งราชครู อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อท่านอายุ 63 ปี ท่านก็ได้ขอลาออกจากราชการอีกครั้ง เพื่อเข้าปรุงยาอายุวัฒนะ ณ เขาแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันคือเขามังกรเสือ อำเภอซิ่นโจว ระหว่างที่อยู่ในเขาแห่งนั้น ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์เพื่อปราบบรรดาปีศาจร้าย อาทิ ปราบปีศาจงูสองตัว ตัวผู้และตัวเมีย โดยฆ่าจนตาย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วปีศาจงูนั้นก็คือสิ่งที่สวรรค์ส่งมาให้ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์นั่นเอง ต่อมางูตัวนั้น จึงกลายเป็นอาวุธพิเศษของท่าน ตัวหนึ่งกลายเป็นดาบวิเศษ ส่วนอีกตัวกลายเป็นตราประทับ
ค.ศ.156 เดือนอ้ายวันที่ 7 เมื่อท่านอายุ 123 ปี สวรรค์ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นมหาราชย์แบบไม่มีจำกัด สามารถมีบารมีมาก และยังได้ตำแหน่งเทียนซือ หรือราชครูแห่งสวรรค์ ต่อมา เดือน 9 วันที่ 9 สวรรค์เรียกให้ท่านไปปฏิบัติธรรม ณ เขา หยินไถ และแต่งตั้งพระนามให้เป็น เจียหยิดจินหยิน โดยตั้งเมฆต่างๆ มาเป็นบริวาร ท่านเตียวเทียนซือ มีลูกศิษย์ 2 คน คือ ฉาง แซ่อ๋อง และซึ้ง แซ่เจ้า ซึ่งภายหลังท่านได้นำศิษย์ทั้งสองขึ้นไปบนสวรรค์ด้วย

ม้าจ้อโป๋
เจ้าแม่แห่งท้องทะเล

ม้าจ้อโป๋ม้าจ๋อโป๋ แม่ย่านาง เจ้าแม่ทับทิม หรือ เจ้าแม่แห่งท้องทะเล เป็นเทพเจ้าที่ชาวเรือ ชาวประมง และชุมชนริมฝั่งทะเล แม่น้ำทั้งหลายเคารพบูชาด้วยเชื่อว่า ท่านสามารถปกป้องคุ้มครองไม่ให้เกิดภัยพิบัติทางน้ำได้ ตามประวัติ เดิมท่านชื่อมุเหนียง แซ่หลิม เป็นลูกคนที่ 6 ของครอบครัว เกิดในสมัยรอยต่อระหว่างยุคสุดท้ายราชวงศ์ หมิง และยุคเริ่มต้นของราชวงศ์แมนจู ณ อำเภอเหมยโจว มณฑลฮกเกี้ยน พ่อของท่านเป็นขุนนางลาดตระเวน ส่วนแม่นั้นแซ่อ๋อง
วันที่ 23 เดือน 3 จีน เด็กหญิงมุเหนียงก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งวันนั้นเองรอบๆ บ้านของท่านได้มีแสงสว่างฉายจ้าไปทั่ว และยังมีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณบ้าน ต่อมาเมื่อมุเหนียงโตขึ้น ทุกคนได้สังเกตเห็นว่า เด็กหญิงเป็นคนฉลาด พูดจาฉะฉาน และมีสติปัญญาดี นอกจากนี้ยังขอบพูดคุยกับชาวบ้าน ที่สำคัญชอบนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นเพราะท่านมีเทพอยู่ในตัว ( สวรรค์มักส่งเทพลงมาโลกมนุษย์ เมื่อคราวเกิดเรื่องวุ่นวาย เสมอๆ)
น่าเสียดายที่มุเหนียง เสียชีวิตไปตั้งแต่อายุเพียงแค่ 30 กว่าปี เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ท่านได้สร้างอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เพื่อช่วยเหลือคนมากมาย เช่น ท่านมักจะไปปรากฏอยู่กลางทะเล เพื่อช่วยเหลือชาวเรือเวลาประสบคลื่นลมแรง ท่านก็จะดลบันดาลให้คลื่นและลมสงบ คนเมื่อเห็นท่านเข้าจึงเกิดความศรัทธาและเคารพ เมื่อคนเชื่อถือกันมากขึ้น เขาก็ได้สร้างศาลเจ้าให้ท่าน ที่มณทลฮกเกี้ยน
อีกคราวหนึ่ง ทางการทหารออกไปปราบกบฏ พวกสลัดในทะเล พวกเขาก็ได้กราบไหว้เจ้าทะเล ว่าขอให้ทุกคนเดินทางโดยปลอดภัย ซึ่งมุเหนียงท่านก็ได้แปลงกายไปปรากฏกลางทะเล ใส่เสื้อสีแดงเห็นเป็นเด่นชัด และช่วยให้พวกทหารสามารถเดินทางไปปราบพวกโจรได้สำเร็จ ( พวกทหารไม่ทราบว่าเป็นมุเหนียง คิดว่าเป็นเจ้าทะเล) ภายหลังพวกทหารจึงไปกราบทูลฮ่องเต้ว่า มีเทพองค์หนึ่งมาช่วยเอาไว้ ฮ่องเต้จึงประทานยศให้เป็น “เทียนซงเซ่งบู้” หรือพระมารดาแห่งสวรรค์ สมัยต่อมาท่านได้รับยศต่างๆ ให้สมกับความดีความชอบ ที่ช่วยเหลือมนุษย์อีกหลายชื่อด้วยกัน จนยศที่สูงสุด คือ เทียนเฮา หรือ เจ้าแม่แห่งสวรรค์

เฉ่งจุ้ยจ้อซู่ ( จ้อซู่ก้ง )
เฉ่งจุ้ยจ้อซู่ ( จ้อซู่ก้ง ) ตามประวัติของเทพเจ้าองค์นี้ มีว่า เมื่อประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว ในสมัยราชวงศ์ซ่งของจีน ณ หมู่บ้านเสียวก้อ เมืองเอ้งฉุ้น มีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ชื่อ พ้อจอก แซ่ตัน ซึ่งได้บวชเรียนตั้งแต่ยังเยาว์วัย และอยู่ในสมณเพศของพระภิกษุรูปหนึ่งที่บำเพ็ญตนเพื่อส่วนรวมมากมาย โดยท่านได้อุทิศตนสร้างสะพาน ถนนหนทาง เพื่อสาธารณประโยชน์แก่ประชาชนทั้งปวง ซึ่งเนื่องด้วยคุณงามความดีทั้งหลายนี้เอง บรรดาพุทธศาสนิกชนและบรรดาสานุศิษย์ที่เคารพในตัวท่านจึงพากันขนานนามท่านภิกษุรูปนี้ว่า เฉ่งจุ้ยจ้อซู่ และได้สร้างศาลเจ้าหลังใหญ่โตสำหรับท่านโดยเฉพาะ ณ เมืองอันโข้ย ภูเขาฮ่องหลายส้าน พร้อมทั้งสร้างรูปจำลองของท่าน คือเฉ่งจุ้ยเงี๋ยมไว้ประดิษฐานบูชา จนกระทั่งองค์จักรพรรดิฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ซ่ง หลองหิ้นปีที่ 2 ได้ทรงพระราชทานสมณศักดิ์ ( สังฆราช) แก่เฉ่งจุ้ยจ้อซู่ว่า เจียวเอ่งไต่ซือ และสร้างศาลเจ้าให้ ณ ส่วนกลางของภูเขา
เมื่อเดินทางจากข้างศาลเจ้าขึ้นบนยอดเขาจะพบสุสานของเฉ่งจุ้ยจ้อซู่ หน้าสุสานจะมีเจดีย์สูง 10 ชั้น ตั้งอยู่ และยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดคือ บริเวณสุสานของท่านจะมีต้นใบชาที่ท่านปลูกด้วยมือของท่านเองอยู่ 1 ต้น เมื่อเก็บเอาใบชามาชงน้ำชา จะชงได้ถึง 6-7 ครั้ง โดยที่รสชาติเหมือนกันทุกครั้ง และยังมีต้นผ่างฉา หรือ ไม้จัน เป็นต้นไม้ใหญ่ขนาด 5 คนโอบ โดยที่แปลกคือ กิ่ง ก้านสาขาของต้นไม้นี้จะงอกหันออกทางทิศเหนือทั้งหมด
ปัจจุบันองค์เฉ่งจุ้ยจ้อซู่ รู้จักกันทั่วไปในหมู่ของคนที่เคารพนับถือว่า“จ้อซู่ก้ง” นั่นเอง

ส่ามต่องอ๋อง
3 เทพเจ้าผู้ภักดีต่อประเทศชาติ

ส่ามต่องอ๋อง ส่ามต่องอ๋อง เป็นสามขุนนางผู้ซื่อสัตย์แห่งราชวงศ์ซ้ง อันได้แก่ เหวินเทียนเสียง หรือ บุ่นเซ้งฮูจื้อ ( อ๋องสวมเสื้อเหลือง) จางซื่อเจี๋ย หรือ เตี่ยวเซ้งฮูจื้อ ( อ๋องสวมเสื้อดำ) และลู่ซิ่วฟู หรือ ลกเช้งฮูจื้อ ( อ๋องสวมเสื้อแดง)
กล่าวถึงเหวินเทียนเสียง ท่านเป็นชาวตำบลชุนฮว่า เมืองหลุหลิง ( คือเมืองจี๋อัน มณฑลเจียงซีในปัจจุบัน) สอบจอหงวนได้เมื่ออายุได้ 21 ปี รับราชการจนเป็นอัครเสนาบดี จนสิ้นราชวงศ์ซ้ง ท่านเป็นคนที่พลีชีพเพื่อชาติ จงรักภักดีไม่ยอมสยบต่อข้าศึก จนเป็นที่ยกย่องอย่างสูง
โดยใน ค.ศ.1274 พระเจ้าซ่งกงตี้วัย 4 ชันษา ขึ้นครองราชย์ โดยมีพระนางเซี่ย พระอัยยิกา สำเร็จราชการแทน ค.ศ.1275 กองทัพมองโกลยกลงใต้ พระอัยยิกาทรงให้หัวเมืองต่างๆ ยกทัพมาช่วย เวลานั้น เหวินเทียนเสียง ว่าราชการเมืองก้านโจว ท่านได้ขายทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดเพื่อใช้จ่ายในการทหาร รวบรวมกำลังทหาร ราษฎร พร้อมชาวเขาเผ่าแม้ว ยกทัพขึ้นเหนือในเดือน 8 ช่วยรักษานครหลินอัน (หางโจว) ทั้งหมดทำสงครามจนถึงเดือน 12 พระนางเซี่ยจึงขอเจรจาสงบศึก
ต่อมาวันที่ 19 เดือน 1 ปีที่ 2 แห่งศักราชเต๋อโย่ว เหวินเทียนเสียง ได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองหลินอัน อีก 10 กว่าวันต่อมาได้รับตำแหน่งสมุหกลาโหม ครั้นเที่ยงก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา พอรุ่งขึ้นได้รับพระราชโองการร่วมกับอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายให้ไปเจรจาสงบศึกกับกองทัพมองโกล ในที่สุดนครหลินอันถูกกองทัพมองโกลตีแตกในเดือนนั้นเอง เหวินเทียนเสียง ถูกจับส่งตัวไปทางเหนือ แต่ภายหลังหนีออกมาได้ และได้พบกับพระเจ้าซ่งตวนจง ที่ฝูโจว เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เพื่อรวบรวมไพร่พลไปตีทัพมองโกล ที่นี่เขาพบกับจางซื่อเจี๋ย( อ๋องสวมเสื้อดำ) และร่วมออกศึกด้วยกัน จนต่อมาถูกกองทัพมองโกลไล่ตามรุกหนัก และพวกเขายังได้พบกับ ลู่ซิ่วฟู ( อ๋องสวมเสื้อแดง) และร่วมต้านทัพข้าศึกด้วยกัน
ต่อมากองทัพมองโกลรุกเข้าเรื่อย จนในที่สุด ลู่ซิ่วฟู และจางซื่อเจี๋ย ได้อุ้มฮ่องเต้ของราชวงศ์ซ้งใต้องค์สุดท้าย วัย 8 ชันษา ซึ่งพวกตนนำพระองค์หนีมาด้วยตลอด กระโดดลงน้ำ เป็นการปิดฉากราชวงศ์ซ้ง ฝ่ายมองโกลได้เกลี้ยกล่อมให้เหวินเทียนเสียง ยอมสวามิภักดิ์ แล้วจะมอบยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ ให้ แต่ไม่ว่าทางฝ่ายมองโกลจะเสนออย่างไร เหวินเทียนเสียง ก็ไม่ยอม แม้จะต้องแลกกับการไม่ได้พบกับลูกเมีย และต้องติดคุกก็ตาม จนภายหลังเมื่อ วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 ปีที่ 12 แห่งศักราชจื้อหยวน จึงถูกสั่งให้ประหารชีวิต โดยก่อนถูกนำตัวไปประหาร ท่านได้เขียนข้อความบนสายคาดเอวว่า “ปราชย์ขงจื้อ สอนให้มีมนุสสธรรม เมธีมิ่งจื้อ ให้สละตนเพื่อคุณธรรม มีแต่ปฏิบัติตนจนถึงด้วยคุณธรรมพร้อม จึงได้ชื่อว่ามนุสสธรรมบริบูรณ์ อ่านคำสอนของอริยชนก็เพื่อร่ำเรียนสิ่งใดเล่า ทั้งบัดนี้และภายภาคหน้าไม่ละอายแก่ตน”
ดังนั้น ส่ามต่องอ๋อง อันได้แก่ เหวินเทียนเสียง ลู่ซิ่วฟู และจางซื่อเจี๋ย จึงสถิตอยู่ในใจคนตลอดมา ในฐานะขุนนางที่ภักดีต่อประเทศชาติ จนเป็นที่เคารพบูชาของผู้คน โดยเฉพาะทางภาคใต้ของจีน สำหรับ จ. ภูเก็ต ขุนเลิศโภคารักษ์ ได้อัญเชิญส่ามต่องอ๋อง มาประดิษฐาน ณ บ้านบางเหนียว ซึ่งต่อมาคือ ศาลเจ้าบางเหนียวในปัจจุบัน

เห้งเจีย
ผู้ยิ่งใหญ่เสมอสวรรค์

เห้งเจียผู้คนบนโลกมนุษย์ รู้จักของเทพเจ้าลิง ในนาม เห้งเจีย มากกว่าชื่ออื่น แต่ชื่อเจเทียนไต่เส่ง ฉีเทียนต้าเสิ้ง หรือ ไต่เส่งปุดจ้อ ล้วนเป็นชื่อเรียกของเห้งเจียเช่นเดียวกัน ตามประวัตินั้น เห้งเจียมีการกำเนิดที่แตกต่างจากวานรทั่วไป กล่าวคือ ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีเมืองชื่อว่าอ้าวไหลกั๋ว ซึ่งตั้งอยู่ริมมหาสมุทร โดยกลางมหาสมุทรนั้นมีภูเขาชื่อ ฮวากั่วซาน ซึ่งบนยอดเขานั้นได้มีหินเทวะเกิดขึ้น สูงสามจ้าง หกวา ห้านิ้ว หินเทวะนั้นตั้งอยู่กลางแจ้ง แต่บริเวณโดยรอบมีต้นไม้อยู่โดยรอบ เมื่อเวลาผ่านไป หินเทวะตั้งครรภ์และให้กำเนิดฟองไข่หิน ครั้นฟองไข่โดนหินลมพัด ก็บังเกิดเป็นลิงกายสิทธิ์ จนเมื่อแขนขาทั้งสี่ครบถ้วน ลิงนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวและเรียนรู้การเดินการปีนป่ายด้วยตัวเอง และกระทำกิริยาคารวะทิศทั้งสี่ ส่วนนัยน์ตาทั้งสองก็ฉายแสงโชติช่วงไปยังสวรรค์ ซึ่งชื่อแรกของลิงตัวนี้คือ หงอคง ต่อมาพระโพธิสัตว์กวนอิมประทานชื่อให้ว่า เห้งเจีย
เห้งเจียมีนิสัยส่วนตัว ดุเดือด มุทะลุ หยิ่งผยอง ชอบคุยโวโอ้อวด ครั้งหนึ่งได้แสดงความกล้าหาญ เสี่ยงภัย จนได้ค้นพบถ้ำสุ่ยเหลียนต้ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขาฮวากั่วซาน จึงได้รับการยกย่องจากบรรดาฝูงลิงว่าเป็น มุ้ยเกาอ๋อง ( เม่ยโหวหวัง) หรือ ราชาผู้ปกครองถ้ำสุ่ยเหลียนต้ง ต่อมาเห้งเจียได้ศึกษาความรู้ ปรัชญาทางธรรม วิชาเหาะเหินเดินอากาศ และแปลงร่างได้ 72 อย่าง จากพระอาจารย์ซิวผูถีจู่จือ โดยท่านได้ตั้งชื่อให้เห้งเจียว่า “ซุนหงอคง” คำว่าซุน หมายถึงผู้มีจิตใจคืนสู่ความบริสุทธิ์ของทารก และหงอคง (อู้คง) คือผู้เห็นแจ้งในสุญตา นอกจากนี้เห้งเจียยังได้สร้างวีรกรรมอันสะเทือนฟ้าและพิภพอีกมากมาย อาทิ บุกอาละวาดสววรค์ อาละวาดท้องสมุทร ริบกระบองวิเศษ รองเท้าใยบัว เกราะทองคำ มาลาปีกหงส์ทองคำ จากเมืองบาดาล
สำหรับสมญานาม “ผู้ยิ่งใหญ่เสมอสวรรค์” ของเห้งเจียนั้น ได้มาจาก หลังจากที่เห้งเจียดับอายุขัยลง ก็ได้ไปต่อล้อต่อเถียงกับพญายมราช และขีดฆ่าชื่อของวานรทุกตัวให้พ้นจากสารบวัฏสงสาร จนทำให้ฮ่ายเหล็งอ๋อง เจ้าแห่งสมุทรและเจ้าท้องพิภพยมราช ยอมไม่ได้ จึงไปกราบทูลต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้ มีรับสั่งให้แป๊ะกิมแช หรือ ไท้ไป๋จินจง นำเห้งเจียมาตัดสินคดี แป๊ะกิมแช กราบทูลฮ่องเต้ว่าให้ใช้สันติวิธี โดยมอบตำแหน่ง เป๊กเบ๊อุน หรือ ปี้ม่าเวิน ให้เห้งเจีย คอยทำหน้าที่เลี้ยงม้าบนสวรรค์ ซึ่งเห้งเจียก็ยอมรับแต่โดยดี แต่เมื่อทราบว่าเป๊กเบ๊อุน เป็นตำแหน่งที่ด้อยที่สุดบนสวรรค์ จึงผิดหวังที่โดนเบื้องบนหลอกลวง คือหนีกลับอาณาจักรสุ้ยเหลียนต้งของตน และเล่าเรื่องราวให้พรรคพวกวานรทั้งหลายฟัง “ตู๋เจี่ยวกุ่ยหวัง” หนึ่งในปีศาจบอกแทนฝูงลิงว่า “ ท่านอ๋องมีฤทธิ์สูงส่งดังนี้ จะรับตำแหน่งเป็นแค่พนักงานเลี้ยงม้าได้อย่างไร เช่นท่านอ๋องของเราแล้วไซร้ ตำแหน่งฉีเทียนเต้าสิ้ง ผู้ยิ่งใหญ่เสมอสวรรค์ ไหนเลยจะเป็นของท่านไม่ได้” นับแต่นั้นมาเห้งเจียก็ได้รับตำแหน่งนี้ไป ส่วนทางด้านเง็กเซียนฮ่องเต้แม้จะอยากกำราบเห้งเจียให้อยู่หมัด แต่เพื่อความสงบสุขของสวรรค์ จึงปล่อยเลยตามเลย
ซึ่งหลังจากนั้นเห้งเจียยังได้สร้างวีรกรรมเพิ่มอีกมาย ทั้งดีและไม่ดี จนสุดท้าย ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะพระถังซัมจั๋ง เดินทางไปอาราธนาพระไตรปิฎกจากแดนไกล จนตอนสุดท้ายได้รับพระราชทานตำแหน่งจากพุทธองค์เป็น เต้าเจี้ยนเส้งฮุด – พุทธพิชิต

ข้อมูล
เทพเจ้า ลี้โลเชี้ย โป้เส้งไต่เต่ เฮี้ยนเที้ยนซ่งเต่ กวนอู เตียวเทียนซื้อ ม้าจ้อโป๋ ได้ข้อมูลจาก คุณศุภกร ดีก้องเสียง บอกเล่าจากหนังสือประวัติพระจีน ฉบับภาษาจีน ซึ่งได้รับตกทอดมาจากเพื่อนชาวไต้หวัน
เทพเจ้าเฉ่งจุ้ยจ้อซู่ ได้ข้อมูลจาก หนังสือที่ระลึก ฉลองครบรอบ 100 ปี ศาลเจ้าจ้อสู่ก้ง นาคา
เทพเจ้าส่ามต่องอ๋อง เรียบเรียงข้อมูลจาก นิตยสารภูเก็ตบูลเลทิน ฉบับที่ 5 เดือน พฤษภาคม 2548
เทพเจ้าเห้งเจีย ได้ข้อมูลจาก หนังสือ “เห้งเจีย (ฉีเทียนต้าเสิ้ง) ลิงในวรรณกรรมที่เป็นเทพเจ้า” ศิลปะวัฒนธรรมฉบับพิเศษ เขียนโดยจรัสศรี จิระภาส สำนักพิมพ์มติชน


หมายเหตุ : เนื่องจากคำในภาษาจีนมีการออกเสียงที่แตกต่างกันไป ผู้เขียนจึงขออภัยมาล่วงหน้า หากว่ามีการ สะกดคำจีนที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง นอกจากนี้ ด้วยแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย หากว่ามีการใช้คำที่ผิดพลาด ไปก็ขออภัย มา ณ ที่นี้เช่นกัน
: ประวัติของเทพเจ้าจีนทั้ง 10 องค์นี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย แต่ผู้เขียนนำมาเล่าพอสังเขป
เพื่อให้ทราบประวัติคร่าวๆ เท่านั้น


1เทพเจ้าจีน : ชาวจีนเชื่อกันว่า เทพเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์ที่คอยปกปักรักษาคุ้มครองผู้คนบนโลกมนุษย์ โดยตามบ้านของผู้คนจะมีรูปสลักพระประจำองค์ต่างๆ ไว้เพื่อกราบไหว้บูชา สำหรับ จ. ภูเก็ต ประชาชนเชื่อกันว่า ทุกปีในช่วงประเพณีถือศีลกินผัก เทพเจ้าเหล่านี้จะมาปัดเป่าความทุกข์โศกให้กับประชาชน ผ่านทางผู้ที่เป็นม้าทรง หรือ คนทรงเจ้า


Copyright© 2007 Phuket Bulletin, All rights reserved