ระนอง....เมืองแห่งธารน้ำแร่
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share

ระนอง....เมืองแห่งธารน้ำแร่
          “ชวนเที่ยว”  เมืองหน้าด่าน ฝนแปด แดดสี่ ของอันดามัน “ระนอง”  จังหวัดแรกของภาคใต้ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 600 กิโลเมตร เมืองนี้มีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองระนองตั้งอยู่อย่างสงบเงียบท่ามกลางหุบเขาอันสลับซับซ้อน มีอากาศเย็นสดชื่นตลอดปี ชายหาดที่นั่นสวยงามและสงบเงียบ ท้องทะเลสวยใส อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรแร่ดีบุกและป่าไม้ มีเกาะขนาดเล็กใหญ่รายล้อมจำนวนมาก ถึง 62 เกาะในทะเลอันดามัน


เส้นทางลำธารสุขภาพแห่งอันดามัน
          เส้นทางตลอดชายฝั่ง สี่ในหกจังหวัดของอันดามัน กินระยะทางประมาณสองพันกิโลเมตร จากจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ และตรัง อุดมไปด้วยสารธารน้ำแร่ธรรมชาติ โดยเฉพาะที่จังหวัดระนองได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีบ่อน้ำแร่ธรรมชาติที่ดีที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง เพราะน้ำแร่ที่นี่ติดอันดับหนึ่งในสามของโลกที่ปราศจากการปนเปื้อนของธาตุกำมะถัน บ่อน้ำแร่ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในฝั่งอันดามันนั้น ถ้าจัดอันดับแล้วที่จังหวัดระนองถือได้ว่ามีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติใหญ่ที่สุด จังหวัดพังงาซึ่งอยู่ถัดลงมานั้น เป็นที่น่าเสียดายว่าแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติเก่าแก่ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ถูกพัดพาเปลี่ยนเส้นทางไปกับสายน้ำคราวเกิดสึนามิเมื่อปี พศ. 2547  จังหวัดกระบี่ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่บ่อน้ำแร่ธรรมชาติได้รับความนิยมและมีชื่อเสียง ที่นั่นมีทั้งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และน้ำตกร้อนให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส นอกจากนั้นยังมีรีสอร์ทเปิดใหม่ให้บริการอาบน้ำแร่ บำบัดปัญหาสุขภาพแบบองค์รวมอีกด้วย สำหรับจังหวัดตรังนั้น แหล่งน้ำพุร้อนสาธารณะมีให้เที่ยวชม เพียงยี่สิบนาทีจากตัวเมืองกันตัง   เปิดให้บริการทั้งในรูปของสระกลางแจ้ง และห้องอาบน้ำส่วนตัว

น้ำพุร้อนรักษะวาริน
          บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติของระนอง ได้รับการกล่าวขวัญถึง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2433 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองระนอง ได้พระราชทานชื่อถนนที่จะไปยังบ่อน้ำร้อนว่า “ถนนชลระอุ” ต่อมาบริเวณใกล้ ๆ บ่อน้ำร้อนนี้ได้จัดเป็นสวนสาธารณะ “รักษะวาริน” ซึ่งเป็นนามที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานไว้ เมื่อคราวเสด็จเยือนระนอง พ.ศ.2510 อันมีความหมายว่า “น้ำที่ใช้รักษาโรคได้”
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีแหล่งน้ำพุร้อนในประเทศไทย ถึง 112 แหล่ง กระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ และที่ติดอับดับหนึ่งในสามของโลกอยู่ที่จังหวัดระนองนี่เอง ที่ น้ำพุร้อนรักษะวาริน  (หรืออีกเรียกอีกชื่อว่า แหล่งน้ำพุร้อนวัดตโปทาราม) เกิดบนหินแกรนิตยุคครีเทเชียส บริเวณริมคลองหาดส้มแป้น ห่างจากตัวจังหวัดระนองไปทางทิศตะวันออก เป็นระยะทางประมาณ 2กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีปริมาณน้ำมากและมีความร้อนที่ปากบ่อสูงสุดถึง 65 องศาเซลเซียส ไม่มีกลิ่นกำมะถัน หรือกลิ่นหินปูนเจือปนเลย ด้วยอุณหภูมิสูงที่สุดของน้ำแร่ร้อนธรรมชาติที่สามารถรับประทานได้ โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองใด ๆ นี้ ได้สร้างความโดดเด่นให้น้ำแร่ธรรมชาติของที่นี่มีศักยภาพเหนือกว่าน้ำแร่จากแหล่งอื่น นอกจากนี้ยังถือเป็นน้ำบริสุทธิ์แหล่งหนึ่งที่นำไปผ่านพิธีพุทธาภิเษก  ทำน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้เป็นน้ำพระพุทธมนต์ในคราวพระราชพิธีฉลองพระชนมพรรษา ครบ 5 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ครอบครัวน้ำพุร้อน

น้ำพุร้อนธรรมชาติรักษะวาริน  มี ๓ บ่อด้วยกัน เรียกกันว่า บ่อพ่อ บ่อแม่ บ่อลูกสาว ซึ่งบ่อพ่อจะร้อนกว่าบ่ออื่นมีความร้อน 65 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนจนต้มไข่สุก จะพบว่าน้ำร้อนจะไหลล้นออกนอกบ่อตลอดเวลา ทำให้บริเวณบางส่วนของปากบ่อและผนังบ่อน้ำด้านนอก มีการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ ซึ่งเป็นแร่ที่มีขนาดผลึกละเอียดมีส่วนผสมของแคลเซียมคาร์บอเนต
ในทุก ๆ วันจะมีผู้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมารับบริการจากน้ำพุร้อนทั้ง 3 นี้ ทั้งในบริเวณสวนสาธารณะ และที่วัดตโปทาราม ซึ่งมีศาลาที่พักและห้องอาบน้ำร้อนไว้บริการ และบริการแช่น้ำร้อนนวดสปาด้วย

วารีบำบัด
          คุณภาพความเป็นกรดด่างของน้ำพุร้อนรักษะวาริน อยู่ที่ 6.5-8.5 ซึ่งเป็นระดับที่สามารถใช้ทั้งดื่มและอาบได้โดยไม่ต้องกังวล การอาบน้ำแร่ธรรมชาติมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากทีเดียว ทำให้โลหิตในร่างกายหมุนเวียนได้ทั่วถึง ทำความสะอาดผิวหนัง ลดความเครียดของร่างกายและจิตใจ ลดความดันโลหิตได้ บ่อน้ำพุร้อนของระนองได้รับความนิยมในการบำบัดโรคต่าง ๆ เช่น โรคไขข้อกระดูก เส้นประสาทอักเสบ หรือลดอาการบาดเจ็บจากกีฬา การลงแช่ในน้ำพุร้อนจึงเป็นทั้งการรักษาและกระตุ้นให้ร่างกายมีความกระฉับกระเฉง ชลอความชราได้ชงัดนัก

เหนื่อยล้ามาทั้งปี ให้ของขวัญปีใหม่กับร่างกายตัวเอง มาอาบน้ำแร่กันที่ระนอง ขัดสีฉวีวรรณ ท่ามกลางร่มเงาป่าครึ้ม ทอดกายปล่อยใจไปกับสายน้ำอุ่น หลับตาพริ้มเคล้าสายหมอกยามเช้าดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าสวรรค์อยู่แค่เอื้อมนี้เอง

การเดินทางไประนอง
ฤดูที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวจังหวัดระนองคือช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนไม่ชุกนัก
เครื่องบิน : เครื่องบินจากกรุงเทพ ฯ ตรงไประนองถูกยกเลิกไปแล้ว ต้องบินไปลงที่สุราษฎร์ธานี และนั่งรถประจำทางหรือเช่ารถขับต่อไปอีก 200กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง: จากกรุงเทพ ฯ ขึ้นรถที่สถานีขนส่งสายใต้  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถโดยสารปรับอากาศ และรถโดยสารธรรมดา ระหว่างกรุงเทพฯ - ระนอง ทุกวัน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
รถโดยสารธรรมดา โทร. 0 2434-5557 - 8    
รถโดยสารปรับอากาศ โทร. 0 2435 1199
สถานีขนส่งจังหวัดระนอง โทร. 0 7781 1548
รถยนต์ส่วนบุคคล : จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ ระยะทาง 90 กม. แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ถึงสี่แยกปฐมพร (ชุมพร) เลี้ยวขวาไปจนถึงจังหวัดระนอง ระหว่างทางยังมีที่ท่องเที่ยวให้แวะชมเช่นน้ำตกปุญญาบาล คอคอดกระ และอย่าลืมแวะทานซาละเปาทับหลีอันลือเลื่องด้วยนะ





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink