ลูกชก มรดกทางธรรมชาติ ของบ้านบางเตย จังหวัดพังงา
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share


    เคยได้ยินชื่อ ‘ลูกชก’ มั้ยค่ะ ชื่อฟังดูคุ้น ๆ แต่ก็ไม่เคยชินเสียทีเดียว เอ๊ะ หน้าตาผิวพรรณของมันจะเป็นอย่างไรนะ มันจะคล้ายลูกชิด ที่นิยมใส่ในไอศกรีมทรงเครื่องไหมนะ เวลาเคี้ยว รสสัมผัสจะหนึบหนับ กรุบกรับ เหมือนกันไหมนะ แล้วมันจะอร่อยไหมนะ นานาคำถามเกิดขึ้นทันที เมื่อได้ยินชื่อเจ้าลูกที่ว่าไป

    ฉันรู้จักลูกชกครั้งแรกเมื่อครั้งที่เจ้าของร้านวันจันทร์ ร้านอาหารพื้นเมืองภูเก็ตตรงสี่แยกแถวน้ำ ได้นำเสนอมาให้เป็นของหวานล้างปากหลังอาหารเที่ยงมื้อใหญ่ในบ่ายของวันทำงาน

    “…รับลูกชกลอยแก้วไหมคะ” เจ้าของร้านหน้าหวาน ส่งเสียงหวาน ๆ พร้อมภูมิใจนำเสนอเมนูของหวานชื่อแปลกให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลอง เมื่อเชื้อเชิญกันขนาดนี้ จะไม่สั่งมาชิม ก็เห็นจะเป็นการเสียน้ำใจแก่เจ้าของร้าน เลยจัดมาเลยคนละถ้วย และเมื่อนำมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ แต่ละคนต่างร้อง “อ๋อออออออ” เสียงยาวเหยียด หน้าตามันเป็นพันนี้นี่เอง คล้าย ๆ ลูกชิด แต่เล็กกว่า พอตักเข้าไปคำแรก ก็ออกปากร้อง “โอวววว” เสียงยาวเหยียดกันเช่นเคย รสชาติมันเป็นพันนี้นี่เอง นุ่ม ๆ มีแกนแข็งตรงกลางเล็กน้อย รสสัมผัสคล้าย ๆ ตอนรับประทานลูกชิด แต่เนื้อลูกชกจะนุ่ม ค่อนคล้ายไปทางเนื้อลูกตาลเสียมากกว่า แต่สรุปสุดท้ายของลูกชกในถ้วย ก็ไม่แคล้วจะโดนรับประทานเสียจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำเชื่อมสักหยดให้มดแดง มดคันร้อนได้ไต่ตอม เรียกว่าอร่อยจนลืมมารยาทกันไปตาม ๆ กัน

    จากประสบการณ์การทำความรู้จักลูกชกแบบงง ๆ งวย ๆ นำพามาสู่ความอยากรู้อยากเห็นว่า ไอ้เจ้าลูกชกเม็ดเล็ก ๆ นี้ มันมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง เพราะที่รู้ ๆ ลูกชกกลายเป็นอาหารหาทานยากเสียแล้วในยุคสมัยนี้ ดังนั้นเมื่อศูนย์การท่องเที่ยวจังหวัดพังงาเชิญฉันให้ไปดูกรรมวิธีการเตรียมลูกชกก่อนนำมาแปรรูป ฉันจึงไม่รั้งรอที่จะตอบรับคำและเตรียมตัวออกเดินทางไปหาจุดกำเนิดของลูกชกในทันที

    ตัดภาพมาที่ตำบลบางเตย จังหวัดพังงา ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจังหวัดภูเก็ตมากนัก แต่ที่แห่งนี้กลับให้ความรู้สึกแตกต่างโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะความสดชื่นของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ภูเขา หรือสายหมอก รวมไปถึงป่าต้นชกที่ขึ้นอยู่เต็มเชิงเขาและพื้นที่ชุ่มน้ำของตำบลบางเตย ต้นชกเหล่านี้ได้รับการดูแลจากชาวบ้านและผู้นำชุมชน อันได้แก่ คุณพงษ์วัฒน์ บุญโกย กำนันตำบลบางเตย คุณมนตรี ปรีดาผล ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 และ คุณสมทรง พุทธรักษา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ทั้งหมดเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากลูกชกให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ภายใต้การบริหารงานในรูปแบบ ‘วิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวบ้านบางเตย’ ซึ่งลูกชกก็เป็นหนึ่งในความน่าสนใจของวิสาหกิจนี้


    ต้นชก เป็นพืชยืนต้นมีลักษณะคล้ายต้นปาล์ม เจริญเติบโตตามแนวภูเขาหิน มีลำต้นตรง เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดใหญ่กว่าต้นตาล สูงประมาณ 20-25 เมตร ใบยาวประมาณ 3 เมตร คล้ายใบมะพร้าวแต่ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า ก้านใบและทางใบเหยียดตรงกว่าทางมะพร้าว มีรกสีดำตามกาบใบหนาแน่น ลักษณะลูกคล้ายลูกตาลขนาดจิ๋ว ออกผลเป็นทะลายเนื้อ ภายในผลมี เมล็ดอยู่ 3 เมล็ด เจ้าเนื้อในเมล็ดนี่แหละที่เป็นพระเอกของเราในวันนี้

    ต้นชกตัวเมียปีหนึ่งจะให้ดอกออกผล 1 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม ส่วนต้นตัวผู้จะมีดอกแต่ไม่มีผล ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เชิงเขาหรือเนินเขาเตี้ย ๆ ในป่าเขตร้อนชื้น ซึ่งมีมากเป็นพิเศษในพื้นที่ ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา

    การเก็บเกี่ยวผลลูกชก จะต้องปีนขึ้นไปเก็บ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญเป็นอย่างมากในการปีนป่าย ตรงนี้แหละที่เป็นสีสันและความบันเทิงของชาวบางเตย เพราะเมื่อมีคนปีนขึ้นไปเก็บลูกชกแล้ว คนอื่น ๆ ก็จะยืนล้อมวง รออยู่ใต้ต้นและร้องเพลงให้กำลังใจเชียร์อยู่ด้านล่าง นับเป็นประเพณีประจำถิ่นที่เชื่อว่า ต้นชกจะให้ผลผลิตดีหากมีเสียงเพลงให้ความรักความเอาใจใส่ดูแล ฮั่นแน่... ชื่อออกจะดุดัน แต่กลับมีมุมความอ่อนหวานกับเขาเหมือนกันแฮะ....

    ลูกชกสด จะมีลักษณะคล้ายกับลูกตาล แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ลูกจะโตติดอยู่บนนิ้ว (กิ่ง) เดียวกัน และมีหลายนิ้วรวมกันอยู่ในทลายเดียว บางนิ้วยาวเกือบสองเมตร และบางทลายมีลูกชกขึ้นอยู่เป็นหลายสิบนิ้ว ทำให้เก็บเกี่ยวลูกชกได้คราวละมาก ๆ  


    ผลผลิตจากต้นชกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เนื้อเมล็ดใช้รับประทานเป็นของหวาน ดังเช่นที่ฉันเคยได้รับประทานที่ร้านวันจันทร์ บางสูตรอาจจะปั้นแป้งแบบบัวลอยแต่นำลูกชกมาใส่เป็นไส้แล้วนำไปต้มกับน้ำเชื่อมและยอดมะพร้าว รับประทานเข้าไป จะคล้าย ๆ กับทับทิมกรอบ อร่อยไปอีกแบบ ฉันว่าถ้าได้ต้มในน้ำใบเตยหรือน้ำตะไคร้ น่าจะอร่อยไม่แพ้กัน แถมน่าจะเพิ่มมูลค่าให้กับลูกชกได้อีกทาง

    แต่ก่อนที่จะได้ลูกชกขาว ๆ ใส ๆ ให้ได้นำปรุงเป็นเมนูของหวานดังที่กล่าวไปแล้วนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะจะต้องนำลูกชกสดไปต้มในน้ำเดือดสักชั่วโมงเสียก่อน โดยต้มในกระทะใบใหญ่และใช้พลาสติกคลุมเอาไว้เพื่อให้ไอความร้อนคุกรุ่นโดยทั่ว วิธีการนี้จะทำให้ยางในลูกชกละลายออกมา เพราะยางของลูกชกนั้นมีฤทธิ์ทำให้คันเมื่อโดนผิวหนัง หากผู้ที่แพ้จะทำให้ผิวหนังแสบไหม้ได้ เมื่อก่อนนั้น จะใช้วิธีเผาไฟ คือหมกลงไปในไฟคล้ายกับการเผากาหยี แต่การเผาไฟจะทำให้เมล็ดลูกชกมีสีเหลือง ไม่สวย ชาวบ้านจึงหันมาใช้วิธีต้มแทน

    เมื่อต้มจนสุกแล้ว ก็นำลูกชกมาพักไว้ รอให้เย็น จึงนำไปตัดขั้วด้วยกรรไกรหนีบหมาก จะเผยให้เห็นเมล็ดลูกชกด้านใน ที่เรียงกันอยู่ 3 เมล็ด ชาวบ้านบอกว่า ให้ใช้หางช้อนกลาง “แคว้ก” ออกมา พร้อมทำท่าให้ดู ตอนนั้นแหละ ถึงจะเข้าใจว่า “แคว้ก” ก็คือ “แคะ” นั่นเอง เสร็จแล้วจะต้องนำไปแช่น้ำสะอาดไว้อีกหนึ่งคืน จึงจะได้เมล็ดลูกชกผิวขาวใสและไม่มียางจริง ๆ อ้อ.. ชาวบางเตยเขาแนะเพิ่มมาว่า อย่าใช้น้ำฝนหรือน้ำประปา ต้องใช้น้ำบาดาลหรือน้ำบ่อ เพราะฝุ่นในน้ำฝนหรือคลอรีนในน้ำประปาจะทำให้เมล็ดดำ ไม่สวยและไม่อร่อย ท้ายสุดจึงนำลูกชกที่ได้เหล่านี้ไปทำขนม เช่น ลูกชกเชื่อมหรือลูกชกลอยแก้ว หวานหอมชวนรับประทาน เนื้อนุ่มกว่าลูกชิด อร่อยเหมือนกินลูกตาล แต่เคี้ยวง่ายกว่ามาก เห็นเมล็ดเล็ก ๆ จิ๋ว ๆ แค่นี้ แต่ราคาขายลูกชกสดนั้นไม่ธรรมดา ตกกิโลกรัมละ 100-120 บาทเลยทีเดียว

    นอกจากจะใช้ผลสดของลูกชกมาแปรรูปเป็นของหวานแล้ว ยอดอ่อนก็สามารถนำไปประกอบอาหารคาวหวานได้เช่นกัน ทำนองเดียวกับที่เราใช้ยอดมะพร้าวมาปรุงนั่นแหละค่ะ ส่วนงวงหรือดอก เขาก็นิยมทำน้ำตาลชกสด คือนำน้ำหวานที่ได้จากดอกชกไปเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำตาลเหนียวหนืด แล้วจึงแปรรูปเป็นน้ำตาลแว่นต่อไป

     คุณประโยชน์ที่เอื้อต่อการรับประทานนั้นมีอยู่มากเหลือเกิน แต่คุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ ก็มีมากไม่แพ้กัน อย่างก้านชกก็สามารถนำไปทำเป็นไม้กวาดได้ นิ้วชกก็นำไปทำฟืน ส่วนเปลือกที่เหลือก็นำไปทำปุ๋ย เป็นต้น

    ถึงแม้จะมีประโยชน์ไปทั้งต้นขนาดเรียกได้ว่า จับส่วนไหนก็เอามาแปรรูปสร้างทรัพย์กันได้ทุกเศษเสี้ยว แต่ต้นชกนับเป็นต้นไม้ที่อาภัพ ชาวบ้านเรียกว่า “ลูกกินแม่” คือเมื่อผลิดอกออกผลจนหมดสิ้นแล้ว ต้นแม่ก็จะค่อย ๆ ตายไปเอง และหากจะปลูกใหม่ก็ต้องเพาะพันธุ์จากเมล็ด ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปีจึงจะให้ผลซึ่งนับว่านานมาก และชาวบ้านก็สามารถเก็บเกี่ยวลูกชกได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม หลังจากนั้นเมื่อลูกชกออกผลจนหมด ก็จะเริ่มผลิดอก ซึ่งช่วงเวลานี้สามารถนำน้ำหวานจากดอกไปทำน้ำตาล และในฤดูเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป ก็จะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลชกได้อีกแล้ว จะมีเพียงดอกที่ผลิบานแต่ให้ความหวานที่ค่อย ๆ จางลง จนกว่าจะตายไป ฟังแล้วก็แอบเศร้านะคะ วงจรชีวิตต้นไม้ก็ไม่ต่างอะไรกับวงจรชีวิตมนุษย์

    กำนันพงษ์วัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายก่อนจากกันว่า “ต้นชกเป็นผลผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่ชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาของตัวเองมาทำเป็นอาชีพ นอกจากจะทำเป็นอาหารคาวหวานได้มากมาย วันนี้ได้พัฒนาให้กลายเป็นสินค้าโอทอป โดยเฉพาะน้ำตาลชกสด น้ำตาลแว่น และลูกชกเชื่อม สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้ไม่น้อย แต่ชาวบ้านก็มีการอนุรักษ์ต้นชกไว้ด้วยเช่นกัน คือจะรักษายอดอ่อนของต้นชกเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้มีผลผลิตลูกชกและดอกชกตลอด และยังมีการปลูกต้นชกทดแทน ถึงจะต้องรอนาน แต่คนรุ่นหลังก็จะยังได้เห็นต้นชก”

     หากใครมีโอกาสได้แวะเวียนไปท่องเที่ยวที่ ต.บางเตย จ.พังงา แล้ว อย่าลืมเลือกซื้อลูกชกแปรรูปไปเป็นของฝาก หรือลองรับประทานด้วยตัวเองนะคะ เพราะต่อให้ฉันสาธยายว่ารสชาติของลูกชกลอยแก้วจะอร่อยแค่ไหน ก็คงไม่สมจริงเท่าที่ลิ้นสัมผัสของคุณผู้อ่านจะได้พิสูจน์เองหรอก

    นับเป็นอีกหนึ่งพืชผลที่น่าสนใจ เป็นมรดกที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นมรดกที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้แบบไม่ต้องถามหา โชคดีที่ฉันได้มีโอกาสไปเห็นมรดกชิ้นนี้ด้วยตัวเอง เพราะเริ่มจะไม่แน่ใจว่า อีกไม่นานนับต่อไปจากนี้ จะยังมีต้นชกให้ได้เห็น และมีลูกชกเชื่อมให้ได้กินกันอีกหรือเปล่า


ขอขอบคุณ
ศูนย์การท่องเที่ยวจังหวัดพังงา
วิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวบ้านบางเตย







 เรื่องอื่น ๆ




Thanaporn chanasakul
11 ธันวาคม 57 14:54
อยากจะไปเยี่ยมชม ลูกชน มรดกทางธรรมชาติ รบกวน ขอแผนที่ในการเดินทาง ไป ตำบลบางเตย จ. พังงา chanasakul.muly@gmail.com
1

Admin
12 ธันวาคม 57 10:12
สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้น การขอเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ กำนันพงษ์วัฒน์ บุญโกย เบอร์โทรศัพท์ 085 519 5600 และ 086 275 4448 ขอบคุณคะ
2

ต้น
11 กรกฎาคม 60 13:14
วิธีต้มลูกชกจะต่างจากลูกชกที่เผาไฟคือกลายเป็นว่า ลูกชกที่ต้มจะไม่มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแบบเดิมๆ เหมือนกับกินลูกชิดที่เนื้อนุ่มเฉยๆ ใครอยากลองให้หากินที่เค้าเผาก่อนจะหอมอร่อยมาก ถ้าหาไม่ได้แนะนำกินลอนตาลอ่อนดีกว่าอร่อยกว่าแถมถูกกว่าเยอะ หลังๆผมเลิกกินละเพราะมันเอามาต้มนี่แหละ
3




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
เมษายน 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : การเสด็จมาของ "พระมหาโพธิสัตต์" บนเกาะภูเก็ต
  • เรื่องจากปก : หุ่นสายภูเก็จ กับความภูมิใจสู่เวทีหุ่นโลก
  • Business : About BEฟินดี๊ดี ทั้งซีฟู้ดและของหวาน
  • Business : เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุข… ที่ Dolphins Bay Phuket
  • ห้องรับแขก : ปลูกวัคซีนให้ชีวิต กับ พระอาจารย์อานนท์ อัมมโร

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink