กาหยี จากอดีตสู่ปัจจุบัน
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    มาว่ากันด้วยเรื่องอาหารการกินบนเกาะภูเก็ตกันอีกสักครั้ง คราวนี้ขออนุญาตพูดถึงพืชเศรษฐกิจอีกชนิด ที่นับวันจะยิ่งหาผลสด ๆ หรือต้นเป็น ๆ ยากขึ้นทุกวัน จะอะไรเสียอีกถ้าไม่ใช่ ‘กาหยี’ หรือมะม่วงหิมพานต์ตามที่คนในเมืองหลวงเขาเรียกกัน แต่ชื่อเรียก กาหยี นั้น ชาวใต้ในแต่ละพื้นที่ก็ไม่ได้เรียกเหมือนกันไปเสียทีเดียว ชาวยะลาเรียกกาหยีว่า นายอ คนระนองเรียก กาหยู ทางนราธิวาสเรียก ม่วงยางหุย ตำหยาว หรือ กะแตแก สุราษฎร์ธานีเรียก ม่วงเล็ดล่อ นครศรีธรรมราชและพัทลุงเรียก หัวครก และยังมีอีกหลายชื่อที่คนใต้เรียก ไม่ว่าจะเป็น ยาร่วง ยาโงย ยะโห้ย ยาหยี หรือท้ายล่อ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่หมายถึง กาหยี ทั้งสิ้น แต่หากเราจะไปคุยกับคนทางเหนือ เขาอาจจะไม่เข้าใจ ก็ต้องเรียกเป็นภาษาพื้นถิ่นของเขา เช่น ม่วงชูหน่วย มะม่วงกาสอ มะม่วงลังกา มะม่วงสิงหล มะม่วงหยอด หรือมะม่วงไม่รู้หาว นี่แค่เกริ่นถึงชื่อเรียก ก็นับว่าน่าสนใจแล้ว

    กาหยี หรือ มะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ดอกยืนต้นซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล มีชื่อเรียกเป็นภาษาโปรตุเกสว่า ‘กาฌู’ (caju - ผล) หรือ ‘กาฌูเอย์รู’ (cajueiro - ต้น) ปัจจุบันเติบโตแพร่หลายทั่วไปในภูมิภาคเขตร้อน ซึ่งก็มีการนำทั้งเมล็ดและผลของมันไปใช้ประโยชน์กัน ต้นกาหยีได้ถูกนำเข้ามาปลูกครั้งแรกที่ภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2444 โดยพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)

    ลูกกาหยีมีลักษณะแปลกกว่าผลไม้ทั่ว ๆ ไป ส่วนของผลที่เราเห็นคล้ายกับลูกแพร์ สีแดงสด หรือสีเหลือง หรือที่ฝรั่งเรียก Cashew Apple นั้นเป็นผลวิสามัญ (Accessory fruit) คือไม่ใช่ผลจริงของกาหยี แต่ผลแท้คือเมล็ดที่โผล่ออกมานอกตัวผลสีแดง ที่มีลักษณะเป็นรูปไตหรือรูปนวมนักมวย หรือที่เราคุ้นกันดีว่า ‘เม็ดกาหยี’ (Cashew nut) นั่นเอง

    เม็ดกาหยีมีคุณค่าทางสารอาหารสูง ประกอบด้วยโปรตีนที่ย่อยง่าย ไขมันที่ส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว (เมื่อบริโภคเข้าไปจะไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือด) คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ, บี, อี และเกลือแร่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู แต่ที่เห็นจะเป็นที่รู้จักกันดี คงต้องยกให้เมนู ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่ถูกใจนักท่องเที่ยวนักแล แต่ถ้าจะเป็นอาหารบ้าน ๆ ของชาวใต้ ก็ต้องเป็นเมนูแกงไตปลาใส่เม็ดกาหยี ยิ่งได้ทานคู่ข้าวสวยร้อน ๆ รับรอง เอาพิซซ่ามาแลกก็ไม่ยอม หรือจะนำผลสดมาคลุกกับเกลือและน้ำตาล ทานสด ๆ เป็นของว่างก็น่าลอง

    นอกจากนี้ เม็ดกาหยียังสามารถใช้รับประทานด้วยการคั่วและกะเทาะเอาเปลือกนอกทิ้ง เป็นวิธีการรับประทานสุดคลาสสิก ที่หากเล่าย้อนไป หลาย ๆ ท่านคงเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกาหยีในวัยเด็กกันแทบทุกคน ฉันเองยังจำได้ดี สมัยก่อน พอถึงฤดูกาหยี ราว ๆ เดือนเมษายน บรรดาผู้ใหญ่แถวบ้านจะออกมาตั้งกระทะคั่วกาหยี บางบ้านก็ใช้กระทะเจาะรู บางบ้านใช้ปี๊บใส่ขนมผ่าเอาด้านข้างออก ส่วนเด็ก ๆ อย่างพวกฉัน แค่เพียงแผ่นสังกะสีเท่าที่หาได้เท่านั้นก็หรูพอแล้ว

    กระทะหรือภาชนะที่จะนำมาคั่วนั้น ต้องเจาะรูไว้ตรงกลางเพื่อให้ยางกาหยีไหลออกมาขณะที่คั่ว เวลาคั่วก็วางกระทะทิ้งไว้เฉย ๆ และใช้ไม้คั่วกาหยีที่มีความยาวพอสมควรไปจุดติดไฟ พอไฟติดที่ปลายไม้ ให้ใช้ไม้นั้นคนไปที่กาหยี ครู่เดียวเท่านั้นแหละ ไฟจะลุกท่วมกระทะเองเพราะยางกาหยีเป็นเชื้อไฟอย่างดี วินาทีนี้ สำหรับเด็ก ๆ เปรียบได้กับมหรสพที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ เสียงเฮ สนุกสนาน จะดังลั่นตลอดจนกว่าไฟจะมอดลง เมื่อคั่วจนได้ที่จึงคว่ำกระทะลง นำไม้ที่ใช้คั่วเขี่ย ๆ ให้ไฟดับ ทิ้งไว้รอให้เย็น แล้วก็เขี่ยเอาเม็ดกาหยีออกมา ใช้หินทุบให้เปลือกดำ ๆ แตก แต่ต้องทุบให้ได้จังหวะ ไม่เช่นนั้น เนื้อในก็จะเละไปด้วย กว่าจะทุบกันหมด เล่นเอานิ้วทั้งสิบดำกันถ้วนหน้า เด็กคนไหนนิ้วไม่ดำ จะไม่มีสิทธิ์กินกาหยีคั่วอร่อย ๆ เหมือนเพื่อนแน่นอน

    นอกจากการคั่วกาหยีเพื่อเป็นของว่างยามเล่นจนเหนื่อยแล้ว เม็ดกาหยีสดที่เก็บมาได้ ก็ยังสามารถนำไปใช้เล่นพนันขันต่อตามฉบับเด็กบ้าน ๆ ด้วยเช่นกัน ฉันยังจำการเล่นบางอย่าง เช่น ‘ฟัดราง’ ได้ดี มันคือการนำเม็ดกาหยีสดตามจำนวนที่ตกลงกันว่าจะออกกันคนละกี่เม็ด ไปวางเรียงไว้บนกระบอกไม้ไผ่ผ่าซีก แล้วนำไม้ไผ่นั้นไปวางพาดบนฐานหินหรือกระป๋องสองข้าง หลังจากนั้นก็ผลัดกันเขวี้ยงเม็ดกาหยีที่กำอยู่ในมือหนึ่งเม็ด ให้โดนรางไม้ไผ่ เพื่อให้เม็ดกาหยีที่อยู่ในรางหล่นลงมาให้มากที่สุด ผลัดกันจนกว่าเม็ดกาหยีจะหมดราง ใครได้เยอะกว่าก็เป็นผู้ชนะไป ส่วนเม็ดกาหยีที่ได้ก็ค่อยนำไปคั่วกินกันต่อไป ความสุขของเด็กสมัยก่อน มักอิงแอบอยู่กับธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ ไม่เหมือนเด็กสมัยนี้ที่เทคโนโลยีคือเพื่อนสนิทที่แทบจะไม่อยากแยกออกจากกัน

    ตอนฉันเด็ก อาชีพรับจ้างขูดเปลือกเม็ดกาหยีเพื่อให้ได้เม็ดกาหยีขาว ๆ อวบ ๆ เป็นอาชีพที่แม่บ้านแถวบ้านฉันนิยมเป็นอย่างมาก ภาพของหญิงวัยกลางคนสี่ห้าคน จับกลุ่มล้อมวงเพื่อขูดเปลือกเม็ดกาหยี ก่อนจะนำไปบรรจุซองแบ่งขาย เป็นภาพชินตาที่ฉันเห็นมาโดยตลอด จนเมื่อยุคของกาหยีคั่วทำมือเริ่มถดถอย หลาย ๆ สิ่งที่เคยคุ้นตาก็เลือนลางไป กลายมาเป็นร้านค้าขายส่งขนาดใหญ่ และวิธีการผลิตก็เริ่มเข้าสู่โลกของอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ก็นับเป็นเรื่องดี เพราะนั่นหมายถึงกาหยี เริ่มเป็นที่รู้จักสู่สายตาคนนอกมากขึ้น

    คุณบำรุง เรืองเกตุ ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับกาหยีมาเกือบ 30 ปี เจ้าของร้านกาหยีภูเก็ตน้องโอ ร้านจำหน่ายและขายส่งกาหยีแปรรูปหลากหลายชนิด บอกกับฉันว่า ถึงแม้กาหยี จะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อหรือของฝากอันดับต้น ๆ ของภูเก็ต แต่ความจริงแล้ว จังหวัดภูเก็ต กลับหลงเหลือพื้นที่ปลูกกาหยีเพียงไม่กี่แห่ง เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เจ้าของสวนหลาย ๆ แห่ง ต่างแห่กันขายที่ดินเกษตรเพื่อแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นสินทรัพย์ทดแทน ทุกวันนี้จึงแทบไม่เห็นต้นกาหยีจริง ๆ อีกแล้ว

    “กาหยีจะเติบโตในเขตร้อน เป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้ง เจริญเติบโตเร็ว ซึ่งภาคใต้เองก็มีภูมิประเทศที่ร้อนชื้น เหมาะแก่การเจริญเติบโตของกาหยี หลาย ๆ จังหวัด รวมถึงภูเก็ต จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์กาหยีที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง และเกาะยาว จังหวัดพังงา ที่มีภูมิประเทศเป็นเกาะ จะให้ผลผลิตที่มีเนื้อแน่น รสหวานกว่ากาหยีที่ปลูกในพื้นดินทั่วไป แต่ปัจจุบันกาหยีที่นำมาแปรรูปและวางขายในภูเก็ตบางส่วนได้มีการนำเข้ามาจากฝั่งพม่า ซึ่งบ้านเขาสามารถปลูกกาหยีที่เม็ดแน่น อวบกว่าได้ แต่รสชาติก็ยังสู้ของเราไม่ได้ ถ้าเรามีการรณรงค์ให้ปลูกกาหยีกันไว้ที่บ้านกันคนละต้นสองต้น ผมว่าในอนาคตภูเก็ตก็จะกลับมากลายเป็นแหล่งผลิตกาหยีแหล่งใหญ่ได้เหมือนเดิม”

    คุณบำรุงยังกล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อก่อนความต้องการของลูกค้ามีเพียงเม็ดกาหยีคั่วธรรมดาแบบเต็มเม็ดเพียงอย่างเดียว แต่ทางโรงงานเอง ก็ยังมีเม็ดกาหยีคั่วที่แตกครึ่งซีกบ้าง หักท่อนบ้าง ซึ่งหากจะนำไปขายก็ไม่ได้ราคา หรือหากจะทิ้งก็เสียดาย เพราะยังสามารถรับประทานได้ จึงได้นำความรู้ในการทำขนมที่เคยมีประสบการณ์การทำงานจากร้านเค่งติ้น ร้านขนมพื้นเมืองเก่าแก่ของภูเก็ต มาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปกาหยีและเพิ่มมูลค่าให้กาหยีอีกด้วย

    “ผมลองผิดลองถูกมาเรื่อย ๆ คิดหาวิธีปรุงสูตรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกาหยี จากกาหยีคั่วธรรมดาให้กลายเป็นของฝาก เป็นขนม ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น เพราะผมคิดว่า กาหยี ยังคงเป็นสินค้าเศรษฐกิจของภูเก็ตได้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันที่จะหายไป เพราะกาหยีเป็นพืชที่อยู่คู่ภูเก็ตมานาน ผมอยากให้คนที่นึกถึงกาหยี ต้องนึกถึงภูเก็ตเป็นที่แรก”

    นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนรักกาหยี เพราะที่ร้านกาหยีภูเก็ตน้องโอนั้น มีผลิตภัณฑ์กาหยีแปรรูปให้เลือกทานกันกว่า 20 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น กาหยีเคลือบน้ำตาล กาหยีเคลือบปาปริก้า กาหยีทอดเกลือ แต่ทีเด็ดนั้น ฉันว่าน่าจะเป็นกาหยีรสต้มยำ ที่ถึงรสถึงเครื่องต้มยำจริง ๆ แถมยังดังไกลไปถึงต่างประเทศอีกหลายประเทศ รวมถึงเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายบนสายการบินแอร์เอเชียอีกด้วย กาหยีภูเก็ตไม่ธรรมดาจริง ๆ

    จากเรื่องเล่าในอดีต กลับมาสู่ความจริงในปัจจุบัน กาหยีคั่วเม็ดดำ ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่ยังคงมีกาหยีคั่วที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย สะอาด และได้มาตรฐานให้ได้รับประทานกันอยู่ แถมมีให้เลือกกินแบบหลากรส หลายสไตล์จริง ๆ ถึงตอนนี้ภูเก็ตจะเหลือที่ดินเพาะปลูกกาหยีเพียงไม่มาก แต่หากกาหยียังคงเป็นของฝากอันดับต้น ๆ ของภูเก็ตเช่นนี้ต่อไป ได้รู้อย่างนี้แล้ว ฉันว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงนึกอยากจะมีต้นกาหยีเป็นของตัวเองสักคนละต้นสองต้นแล้วล่ะสิ








 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
มิถุนายน 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปลายฟ้าที่ฮุนซา… ตักกสิลา… แล้ว "เก็บฉาก"
  • เรื่องจากปก : ‘การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง’.... นิยามความสำเร็จ ของ บุญ ยงสกุล
  • Business : BCISโรงเรียนนานาชาติโฉมใหม่ของภูเก็ต
  • Business : Casa Signature...บ้านหรูบนชัยภูมิแบบผู้นำที่เก่งและเฮง
  • ห้องรับแขก : กว่าจะมาเป็น นางฟ้ากู่เจิง "แอนนี่ - อธิษฐ์รดา จันทร์ชูวณิชกุล"

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink