เล่าประวัติศาสตร์ ผ่านหมวกใบร่มข้าว
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    คุณผู้อ่านคงพอจะเคยเห็นหรือนึกภาพของหมวกสานจากไม้ไผ่ มีปีกกว้าง มียอดแหลม ที่ชาวไร่ชาวนาสวมใส่ออกไปหว่านพืชเก็บผลกลางแจ้งกันออกหากถูกใครถามถึงหมวกสาน แล้วถ้าฉันถามว่ารู้จัก ‘หมวกเปี้ยว’ มั้ย หลายคนอาจรีบส่ายหัวทันควัน เพราะทั้งชื่อและหน้าตาหมวก ดูจะไม่เป็นที่คุ้นเคยเลยสักนิด ตัวฉันเองก็ยอมรับว่าไม่รู้จักเช่นกัน อาจจะเคยเห็นมาบ้าง จากภาพในหนังสือ สื่อโทรทัศน์ หรือคำบอกเล่าจากเพื่อนร่วมก๊วน แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสหมวกเปี้ยวของจริงสักที มาคราวนี้โอกาสดี มีรุ่นพี่แนะนำให้รู้จักกับแหล่งผลิตหมวกเปี้ยวแหล่งใหญ่ของพังงา ที่บ้านท่านา อำเภอกะปง

    แต่หมวกเปี้ยวที่นี่ มีความพิเศษตรงที่ใช้ ‘ใบร่มข้าว’ พืชประจำถิ่น เป็นวัสดุหลักของหมวก จนมีชื่อเรียกเป็นเอกลักษณ์ว่า ‘หมวกใบร่มข้าว’ ฉันจึงรีบบึ่งไปเจอกับ คุณบุญสม มีเกิด หรือ นุช ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านปากพู่ร่วมใจ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับหมวกใบร่มข้าวในทันทีที่ฟ้าฝนเป็นใจ

    คุณนุชเล่าว่า ในอดีตคนเฒ่าคนแก่ในอำเภอกะปง ได้ใช้ใบร่มข้าวในการรวบข้าวหลังเก็บเกี่ยว บ้างก็ใช้คลุมกองข้าวเปลือกบนจอมข้าว และยังใช้ในพิธีทำขวัญข้าวอีกด้วย ใบร่มข้าวนี้ ก่อนหน้านั้นถูกเรียกว่า ‘ใบรวบข้าว’ แต่เพี้ยนมาจนเป็นใบร่มข้าวเพราะใช้ปกคลุมกองข้าวนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการนำใบร่มข้าวไปมุงหลังคาบ้านเรือนและขนำ เพราะทนทานกว่าใบไผ่หรือใบจาก ต่อมามีชาวจีนเข้ามาปลูกบ้านสร้างเรือนกันมากมายในอำเภอกะปง อีกทั้งยังได้เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุก ชาวจีนเหล่านั้นได้นำหมวกเปี้ยว ที่เป็นหมวกปีกกว้าง มียอดแหลม ด้านในบุด้วยใบไผ่เข้ามาด้วย และใช้สวมเวลาออกไปทำงานหรือทำเหมืองแร่ ต่อมาก็ได้มีการสืบทอดการทำหมวกเปี้ยวนี้ให้กับภรรยาชาวไทยของตน ทั้งทำไว้ใส่เองและให้แก่คนงานเหมืองแร่ได้ใช้ ชาวบ้านเห็นว่าหมวกทรงจีนนี้สวมใส่ดี จึงได้ทำต่อกันเรื่อยมา

    แต่หมวก หรือหลังคาที่ทำจากใบไผ่ มีอายุใช้งานไม่ยาวนานนัก เพียงไม่กี่เดือนก็แห้ง แตก และพังในที่สุด ชาวบ้านจึงลองหาใบไม้อื่น ๆ มาทำหมวก และมุงหลังคา จนไปเจอใบร่มข้าว ซึ่งเป็นพืชในท้องถิ่นและมีอยู่มาก จึงได้ทดลองนำมาใช้งาน ปรากฏว่าทนทานกว่าใบไผ่มาก หมวกใบร่มข้าวจึงเป็นที่รู้จักนับตั้งแต่นั้นมา

    “การนำใบร่มข้าวมามุงหลังคา หรือทำหมวกเปี้ยว เป็นภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ที่ต้องการหาวัสดุที่ทนทานกว่าใบไผ่ ที่กรอบ แตกง่าย เมื่อใช้ไปไม่กี่เดือน หมวกก็จะกรอบ และฉีกขาดในที่สุด แต่ถ้าใช้ใบร่มข้าวจะสามารถใช้งานได้อย่างน้อย 3 ปี หากไม่ได้นั่งทับ หรือขึ้นเหยียบบนยอดหมวก รับรองว่าไม่พังอย่างแน่นอน”

    ต้นใบร่มข้าว เป็นพืชยืนต้นที่มีเฉพาะถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอกะปง เพราะเป็นพื้นที่ป่าดิบชื้น เชิงเขา หุบเขา เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นใบร่มข้าวเป็นอย่างยิ่ง ส่วนใบร่มข้าวมีลักษณะเรียวยาว มีใบติดกันกับกิ่งเป็นวง ใบด้านหนึ่งเป็นขนนุ่ม ส่วนอีกด้านจะสากมือ ยิ่งถ้าเป็นใบแห้งจะมีความทนทานต่อความชื้น มีความยืดหยุ่นสูง จึงเหมาะแก่การนำมาทำหมวก

    เมื่อก่อนนั้นสามารถหาใบร่มข้าวได้ง่ายดายตามเชิงเขาในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันเมื่อคนมากขึ้น มีการทำหมวกใบร่มข้าวมากขึ้น พื้นที่ในการปลูกต้นใบร่มข้าวกลับลดลง เพราะมีการขยายพื้นที่เพื่อทำการเกษตรชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นยางพารา หรือปาล์ม ชาวบ้านปากพู่จึงต้องหาเมล็ดมาปลูกทดแทนไว้ในแปลงเพาะของชุมชน ที่มีพื้นที่ 5 ไร่ และยังมีการปลูกไว้ในครัวเรือนของชาวบ้านแทบทุกหลัง

    “ต้นใบร่มข้าว ขยายพันธุ์ยาก ใช้เวลานาน จะปลูกด้วยเมล็ด ใช้เวลา 2-3 ปี ก็จะเก็บใบได้ เวลาเก็บก็จะตัดจากยอดทั้งช่อ พอตัดแล้ว มันจะงอกยอดใหม่ขึ้นมา ทำให้ต้นหนึ่งสามารถเก็บใบได้หลายครั้ง คือมีใบเยอะเต็มต้น ส่วนใบที่เหมาะจะทำหมวกจะต้องไม่แก่เกินไป เพราะจะทำให้มีรอยด่างดำ และไม่อ่อนเกินไป เพราะใบมีขนาดเล็ก”

    เมื่อภูมิปัญญาไทย มาผนวกกันเข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจีน จึงก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนขึ้น หลายบ้านเริ่มทำหมวกใบร่มข้าวไว้ใช้เอง และเริ่มมีการทำขายบ้าง หมวกใบร่มข้าวจึงกลายมาเป็นอาชีพเสริม ที่สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านปากพู่ร่วมใจขึ้นมา


    “ภูมิปัญญาการทำหมวกใบร่มข้าว สืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ชาวบ้านก็ยังคงทำหมวกใบร่มข้าวไว้ใช้เอง ใส่ไปสวน หรือทำไว้ขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เราอยากเก็บรักษาภูมิปัญญาอันนี้เอาไว้ จึงตัดสินจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านขึ้นมา ตั้งแต่พ.ศ. 2540 เพราะเราพร้อมทั้งบุคลากรและวัตถุดิบ ซึ่งเรามีอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาจากที่อื่น”

    นอกจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านหมวก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้คนในชุมชนได้ร่วมมือกันสร้างรายได้แล้ว ขั้นตอนและวิธีการทำหมวกก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความประณีตของชาวบ้านอีกด้วย เพราะแต่ละขั้นตอนกว่าจะได้หมวกมาสักใบนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ เริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ทั้งหมด คือใบร่มข้าว ต้องลอกแกนใบด้านหลังออกเสียก่อน นำไปตากแดด แล้วนำมาเก็บไว้ในถุงดำ เพื่อยืดอายุใบร่มข้าว โดยใบที่แห้งดีจะสามารถเก็บไว้ได้นาน 2-3 ปี หรืออาจจะนานถึง 5 ปี ต่อมาจึงเตรียมเหลาไม้ไผ่ และหวาย ซึ่งก็ต้องเหลาให้ไร้เสี้ยนจริง ๆ ลูบแล้วไม่บาดมือ ขั้นตอนในการเหลานี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะชาวบ้านต้องนั่งเหลาด้วยมือทีละเส้น งานนี้จึงรีบร้อนไม่ได้ ใครอยากได้หมวกสวย ๆ ต้องใจเย็น ๆ

    เมื่ออุปกรณ์ครบ จึงเริ่มสานโครงหมวกด้วยตอกไม้ไผ่ ขั้นตอนนี้ก็เช่นกัน ใช่ว่าจะทำลวก ๆ ได้ เพราะหมวก 1 ใบ จะใช้โครงไม้ไผ่ 2 อันมาซ้อนกัน และทั้ง 2 อันก็จะต้องเท่ากัน หากไม่มีสมาธิอาจสานออกมาไม่เท่ากัน หรือหากสานผิด ก็ต้องรื้อ แล้วสานใหม่ทันที เสียเวลากันไปอีกเป็นวัน ๆ

    หลังจากได้โครงหมวกทั้งด้านบน และด้านล่างแล้ว ก็นำใบร่มข้าวที่ตากแห้งไปแช่น้ำ ให้ใบกลับมาอ่อนนุ่มเหมือนเดิม แล้วนำมาเรียงลงไปด้านในของหมวก ซึ่งหมวกใบขนาดมาตรฐานจะใช้ใบร่มข้าวจำนวน 35 ใบ แล้วนำโครงหมวกอีกอันมาซ้อนทับและร้อยด้วยหวาย จากนั้นตกแต่งยอดหมวกและรายละเอียดอื่น ๆ ก็จะได้หมวกใบร่มข้าวไว้สวมใส่ หรือจะเอาไปทำโคมไฟ หรือของตกแต่งบ้านเก๋ ๆ ก็ได้ แต่นี่เป็นเพียงวิธีการทำแบบคร่าว ๆ หยาบ ๆ นะคะ เพราะของจริง กว่าชาวบ้านจะทำได้แต่ละใบ เห็นแล้วเมื่อยหลัง ปวดตาแทนมาก เพราะแต่ละชิ้นส่วนผ่านกระบวนการทำด้วยมือที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก สมกับที่เป็นสินค้าแฮนด์เมด โอท็อป ขึ้นชื่อ หนึ่งเดียวของกะปง  

    ก่อนจากกัน คุณนุชได้กล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า “หมวกร่มข้าวเป็นความภาคภูมิใจของคนบ้านปากพู่ เป็นสินค้าที่เป็นของคนในชุมชนจริง ๆ จากใบไม้ที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย โตอยู่ในป่า แต่บรรพบุรุษเราได้ทำให้กลายเป็นของมีค่า สร้างคุณค่า จากภูมิปัญญา จนกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วิถีชีวิตอันนี้เอาไว้ และจะสืบทอดให้กับลูกหลานได้ภาคภูมิใจต่อไป”

    หมวกใบร่มข้าว นับเป็นเครื่องใช้ที่มีการผสมผสานกันของวัฒนธรรมต่างถิ่น คือวัฒนธรรมจีนและวัฒนธรรมไทย จนก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ไม่น่าเชื่อว่าหมวกเพียงใบเดียว จะบอกเล่าประวัติศาสตร์ได้มากเพียงนี้ และยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวของไทยด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความประทับใจ และความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก น่ายินดีกับชาวบ้านปากพู่ อำเภอกะปง จังหวัดพังงาจริง ๆ

ขอขอบคุณ
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านปากพู่ร่วมใจ
59/3 ม.3 ต.ท่านา อ.กะปง จ.พังงา 82170
โทร. 08 7281 2474, 08 1272 5325






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
กุมภาพันธ์ 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ตรุษจีน - ไหว้เทดา และโคมแดง
  • เรื่องจากปก : ณปภัช – ทรรศชล ทรัพย์สุนทรกุล กับห้องรับแขกของประเทศ ‘The Coral Executive Lounge’
  • Business : Origami Cafe คัดสรรทุกเมนูเพื่อคุณ
  • Business : Surf Hotel Patongรองรับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
  • ห้องรับแขก : ธีระ เจี่ยสกุล กับความสมดุลของการใช้ชีวิต

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink