สาหร่ายช่อพริกไทย น้องใหม่ความอร่อยจากท้องทะเล
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share


    สองเดือนก่อนฉันมีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับคณะของ ททท. พังงา เพื่อไปร่วมงานปล่อยเต่าประจำปี ที่หาดท้ายเหมือง บรรยากาศสนุกสนาน คึกคัก คึกครื้นมาก โอกาสนี้ฉันจึงได้ชิมเมนูอาหารหลาย ๆ จาน ที่ปรุงจากสาหร่ายช่อพริกไทย พืชน้ำที่ไม่ค่อยคุ้นตานัก เช่น ส้มตำสาหร่าย น้ำพริกสาหร่าย แซลม่อนโรล คานาเป้ ฯลฯ ซึ่งรสชาติแต่ละจานนั้น อร่อยเด็ด ใช้ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังได้รับความรู้ต่าง ๆ มากมายจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายช่อพริกไทย รวมไปถึงสัตว์และพืชทะเลอื่น ๆ

    สาหร่ายทะเล ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารต่าง ๆ มากมาย และได้รับความนิยมเป็นอย่างยาวนานในต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น เนื่องจากเชื่อว่าสาหร่ายทะเลมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ และสามารถสกัดเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง ยารักษาโรค ปุ๋ย หรือแม้แต่อาหารสัตว์ ประเทศที่มีการเลี้ยงและส่งออกสาหร่ายมีหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน เวียดนาม แคนาดา ฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยมีการบริโภคสาหร่ายทะเลในจังหวัดทางภาคใต้และภาคตะวันออก โดยรับประทานแทนผักสด คู่กับอาหารอื่น ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลกันหลายชนิด แต่สำหรับภาคใต้แล้ว สามารถเพาะสาหร่ายช่อพริกไทยได้แล้วที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา

    สาหร่ายช่อพริกไทยเป็นหนึ่งในสาหร่ายหลาย ๆ ชนิดที่นิยมนำมาบริโภคกันมาก เป็นสาหร่ายสีเขียวที่มีรูปร่างหลากหลายมาก แต่ที่จะกล่าวถึงคือแบบที่เป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ สีเขียว ขึ้นบนก้าน เหมือนช่อพริกไทยสด และมันก็มองดูคล้ายพวงองุ่นจิ๋วด้วยเช่นกัน จึงมีหลายคนเข้าใจว่าสาหร่ายช่อพริกไทย และสาหร่ายพวงองุ่นคืออย่างเดียวกัน อันที่จริงก็จัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่สาหร่ายช่อพริกไทย จะมีขนาดเล็กกว่าสาหร่ายพวงองุ่นเล็กน้อย แต่บอกตรง ๆ นะคะ ถ้าจะให้ตัดสินด้วยตาเปล่า ทำได้ยากจริง ๆ ค่ะ ซึ่งต่างประเทศจะรู้จักกันดีในนาม Sea Grape หรือ Green Caviarส่วนชาวญี่ปุ่นจะเรียกสาหร่ายชนิดนี้ว่า Umibudo ซึ่งแปลว่า องุ่นแห่งท้องทะเล
นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายเม็ดพริก ที่ถึงแม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่เม็ดเล็กกว่า และเนื้อจะบางกว่าสาหร่ายช่อพริกไท       สาหร่ายช่อพริกไทยสามารถพบได้ตามบริเวณชายฝั่งเขตน้ำขึ้น น้ำลง หรือแอ่งน้ำขัง มักจะเกาะอยู่ตามเกาะหิน หรือปะการัง เป็นพืชที่ไม่สามารถทนน้ำที่มีความเค็มต่ำได้ จะมีมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม เพราะเมื่อเข้าฤดูฝน ปริมาณน้ำฝนจะมีมาก และเจือจางในน้ำทะเล ทำให้สาหร่ายไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ส่วนการขยายพันธุ์นั้น จะเกิดจากการแตกยอดจากกิ่งที่แตก

    คุณสุภาพ ไพรพนาพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา ได้อธิบายถึงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายช่อพริกไทยว่า ได้ทำการเพาะเลี้ยงควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา ซึ่งมีอยู่เดิมแล้ว จนกระทั่งเมื่อพบว่าสาหร่ายช่อพริกไทยนี้ สามารถนำมารับประทานได้ และเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ จึงได้คิดหาวิธีแปรรูปออกมาเป็นอาหาร หลังจากนั้นในปี 2540 ทางศูนย์ฯ จึงได้นำต้นอ่อนจากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงอย่างจริงจัง และเปิดอบรมให้กับชาวบ้านได้สามารถเพาะเลี้ยงได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มอาชีพให้แก่คนในชุมชน

    “ตอนนี้มีสาหร่ายทั้ง 2 แบบ ที่ทางศูนย์ได้พยายามทดลองเพาะ และอบรมให้ชาวบ้านได้ลองเพาะเองด้วยจุดเด่นของสาหร่ายชนิดนี้ก็คือมันจะกรอบแล้วก็ต้องทานสดแล้วก็สาหร่ายชนิดนี้ประกอบด้วยวิตามินมากมายนะครับเอบีซีอีแล้วก็ยังมีแร่ธาตุที่พืชบกไม่มีเยอะเช่นแม็กนีเซียมแมงกานีสแร่ธาตุสังกะสีที่มีความสำคัญต่อการรักษาเซลล์ เพราะฉะนั้นทานสาหร่ายนี้แล้วจะทำให้เรานั้นรู้สึกชุ่มชื่น อาจจะดูหนุ่มหรือสาวขึ้น”

    “ที่เราเพิ่มทำวิจัยและเพาะเลี้ยงก็เพราะว่า เราอยากจะทำอาหารให้คนกิน มีตัวเลือกสำหรับประชาชนมากขึ้น และเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ซึ่งการเพาะเลี้ยงสาหร่าย เราก็เลี้ยงร่วมกับปลา แล้วก็เริ่มมีการวิจัยเลี้ยงในตะกร้าบ้าง แต่ตอนนี้ก็มีการนำมาเลี้ยงเดี่ยวในตะกร้า ตอนแรกเราไปเอาสาหร่ายมาจากทะเลทางธรรมชาติและนำมาเพาะเลี้ยงในบ่อ และตอนนี้ในบ่อเริ่มมีพอ เราก็จะเลี้ยงเดี่ยวๆ ในตะกร้า แต่ว่าก็ยังแขวนอยู่ในบ่อเหมือนเดิม แทนที่จะปล่อยสะเปะสะปะ เรียกว่ามีการจัดการมากขึ้น”

    “วิธีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายช่อพริกไทยนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ คือ ใช้วิธีหว่านสาหร่ายช่อพริกไทยลงไปในบ่อ ให้สาหร่ายเจริญเติบโตบนพื้นบ่อ กับผนังบ่อ  หรือนำสาหร่ายมาใส่ในตะกร้าแล้วลอยไว้ที่ผิวน้ำ ซึ่งเป็นบ่อเดียวกับบ่อที่เลี้ยงปลา หรือนำมาใส่อวนที่ทำเป็นจานไว้ แล้วก็นำสาหร่ายมาใส่ หรือว่ามัดกับก้อนหินไว้ก็ได้แล้วก็แขวนไว้ สาหร่ายเป็นคล้ายๆ พืชก็จะดูดแร่ธาตุจากในน้ำที่เราเลี้ยงปลาในธรรมชาติ ไม่ให้อาหารอะไรทั้งสิ้น เป็นน้ำทะเลที่เราสูบขึ้นมาเลี้ยงปลา แล้วสาหร่ายก็จะสร้างการเจริญเติบโตเอง”

    ตอนนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา ได้เพาะเลี้ยงสาหร่ายช่อพริกไทยได้แล้ว และมีการทดลองใส่ปุ๋ย เป็นปุ๋ยที่ทำมาจากปุ๋ยอินทรีย์ เป็นการย่อยจากสาหร่ายตัวอื่นที่ไม่นิยมนำไปรับประทาน ทางศูนย์ฯจึงได้นำไปทำเป็นปุ๋ย แล้วก็นำปุ๋ยนี้หยอดลงไปในน้ำที่ใช้เลี้ยงสาหร่าย ซึ่งสามารถใช้ได้กับการเลี้ยงปลาสวยงามด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ทางศูนย์ฯ ได้มีการจัดฝึกอบรมให้กับเกษตรจำนวน 40 ราย เพื่อนำไปขยายการเลี้ยงเพาะในทะเล เพื่อให้ชาวบ้านได้เพาะเลี้ยงสาหร่ายช่อพริกไทยเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สามารถจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น นอกจากการเลี้ยงปลาเดี่ยวๆ อย่างเดียว ก็ให้หันมาเลี้ยงสาหร่ายช่อพริกไทยควบคู่ไปด้วย

    ซึ่งการเพาะเลี้ยงสาหร่าย หากมีสาหร่ายมากพอ ระยะเวลาในการเลี้ยงเพียงแค่ 1 เดือน ก็จะได้ปริมาณเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เช่น ถ้าใส่ไปในตระกร้า1 ใบ จำนวน 1 กิโลกรัม รอไปอีกเดือนก็จะได้สาหร่าย2 กิโลกรัม ก็สามารถเก็บเกี่ยว 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้นมาไปจำหน่าย

    นอกจากสาหร่ายช่อพริกไทยแล้ว สาหร่ายพวงองุ่นก็เป็นอีกชนิดที่ทางศูนย์ฯ ให้ความสนใจ “เรายังมีสาหร่ายอีกตระกูลที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายช่อพริกไทย คือ สาหร่ายพวงองุ่น ซึ่งเม็ดจะใหญ่กว่าสาหร่ายช่อพริกไทยนิดหน่อย เราได้เอาสาหร่ายพวกองุ่นมาทดลองวิจัยดู การตอบรับของผู้บริโภคก็ดีเหมือนกัน สาหร่ายพวงองุ่นน้ำหนักจะได้เยอะกว่าสาหร่ายช่อพริกไทย เกษตรกรก็ควรจะดูตัวนี้ด้วยเหมือนกัน คิดว่าภายในอีก 1 ปีถ้าสาหร่ายพวกองุ่นได้รับการตอบรับดี เราก็จะได้ส่งเสริมชาวบ้านให้เพาะเลี้ยงต่อไป เพราะว่าจะได้น้ำหนักที่ดีกว่าสาหร่ายช่อพริกไทย” คุณสุภาพอธิบาย

    เห็นเป็นพวงสีเขียว ๆ สด ๆ เม็ดกลม หน้าตาน่าทาน อยากจะรู้แล้วใช่ไหมล่ะค่ะว่าจะมีวิธีการรับประทานอย่างไร สามารถทานได้สด ๆ เลยค่ะ รสชาติจะเค็มนิดหน่อย กรอบ แต่ถ้าจะให้อร่อยล้ำกว่าเดิมต้องทานคู่กับเครื่องเคียงอื่น ๆ เช่นน้ำพริก น้ำยำ ส้มตำ หรือน้ำจิ้มแจ่วค่ะ

    เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ได้สาธิตทั้งวิธีการปรุง และวิธีการรับประทานให้พวกเราได้ชมทันที ซึ่งเมนูเด็ดที่ทางศูนย์ฯ นำเสนอคือ ส้มตำสาหร่าย หรือชื่อเรียกเก๋ ๆ ว่า ส้มตำอันดามัน ซึ่งก็มีส่วนประกอบเหมือน ๆ กับการปรุงส้มตำทั่ว ไป เช่น พริก มะนาว กุ้งแห้งป่น ถั่วลิงสงคั่ว มะเขือเทศ เป็นต้น แตกต่างตรงที่ไม่ต้องใส่มะละกอสับ แต่ใช้สาหร่ายช่อพริกไทยแทน อ๊ะ ๆ อย่าคิดว่าจับสาหร่ายล้างน้ำ แล้วใส่ลงไปในครก ตำพร้อมกับเครื่องปรุงอื่น ๆ เหมือนตำหมากฮุ่งที่เคยกินนะคะ เพราะหากทำแบบนั้น น้ำทะเลที่สาหร่ายดูดซับไว้ในเม็ดเล็ก ๆ กลม ๆ นั้น จะแตกทันที แล้วสาหร่ายก็จะตายค่ะ คราวนี้สาหร่ายจะกองรวมกัน เวลาทานจะรู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวเชือกเลยค่ะ หมดหรอยทันที วิธีการรับประทานที่ถูกต้อง คือต้องจัดสาหร่ายให้อยู่แยกต่างหากกับน้ำส้มตำค่ะ แล้วค่อยตักน้ำยำ และหยิบสาหร่ายขึ้นมาวางในช้อนที่ตักน้ำยำไว้แล้ว หลังจากนั้นก็เอาเข้าปากพร้อม ๆ กันค่ะ รสชาติเค็มของสาหร่าย จะเข้าไปผสมกับน้ำส้มตำที่มีความหวาน และเปรี้ยวนำ ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม ลงตัวจริง ๆ ค่ะ


    อีกเมนูคืออาหารทานเล่น คือคานาเป้หน้าสาหร่าย ที่มีชื่อเมนูว่า กรีนคาเวียร์ โดยการนำแครกเกอร์มาทามายองเนส โปะด้านบนด้วยไข่ต้มฝานเป็นแว่น แล้วนำสาหร่ายไปวางด้านบนสุด สุดท้ายนำเข้าปากพร้อม ๆ กันเลยค่ะ รสชาติหวาน มัน เค็ม กรุบกรอบ เคี้ยวหนึบ ยิ่งกินยิ่งเพลิน อึดใจเดียว... สาหร่ายกองโตก็โดนพวกเรารับประทานพร่องไปกว่าครึ่ง

    ก่อนที่สาหร่ายช่อพริกไทยจะโดนรับประทานจนหมดบ่อ นาฬิกาข้อมือก็บอกเวลาว่างานปล่อยเต่าประจำปีกำลังจะเริ่มขึ้น พวกเราจึงต้องผละจากอาหารแสนอร่อยออกไปทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวกันต่อไป แหม๊... น่าเสียดายจัง ยังอยากทำความรู้จักกับเจ้าสาหร่ายแสนอร่อย และคุณประโยชน์คับพวงอีกสักหน่อย แต่ก็ต้องพอก่อนค่ะ หากคุณผู้อ่านอยากลองหาซื้อสาหร่ายช่อพริกไทยมาปรุงอาหาร สามารถหาซื้อได้ที่จังหวัดพังงา แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกส่งมาขายอยู่ในร้านอาหารในจังหวัดภูเก็ต แต่ที่แน่ ๆ หากไม่อยากเสียเวลาปรุงเองก็มาเลือกรับประทานได้ที่ร้านอาหารไอทะเล ที่หาดท้ายเหมือง และในอนาคตจะมีให้รับประทานกันอย่างแพร่หลายอย่างแน่นอนค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.fisheries.go.th/
http://www.manager.co.th/






 เรื่องอื่น ๆ




dream
8 กันยายน 58 15:11
หาซื้อที่ไหน ราคาเท่าไร
1




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
กุมภาพันธ์ 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ตรุษจีน - ไหว้เทดา และโคมแดง
  • เรื่องจากปก : ณปภัช – ทรรศชล ทรัพย์สุนทรกุล กับห้องรับแขกของประเทศ ‘The Coral Executive Lounge’
  • Business : Origami Cafe คัดสรรทุกเมนูเพื่อคุณ
  • Business : Surf Hotel Patongรองรับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
  • ห้องรับแขก : ธีระ เจี่ยสกุล กับความสมดุลของการใช้ชีวิต

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink