ผังเมืองชิโน-โปรตุกีส กับสิ่งที่คุณอาจไม่รู้
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ‘ชิโน-โปรตุกีส’ (Chino-Portuguese Architecture) ชื่อเรียกสถาปัตยกรรมลูกผสมของผู้คนในอดีต ที่เมื่อเอ่ยกล่าวคำนี้หลายคนมักนึกถึงตึกรามบ้านช่องที่ปรากฏกายอยู่เรียงรายในย่านเมืองเก่าของเกาะภูเก็ต

    ไม่ผิด! ถ้าคุณเองก็คิดเช่นนั้น แต่เชื่อไหม ภาพอาคารบ้านเรือนบนถนนถลางนั้น เป็นเพียงจิกซอชิ้นเดียวของภาพใหญ่ในการเป็นเมืองชิโน-โปรตุกีสทั้งหมด...

    คอลัมน์ Southern charm ฉบับนี้ เรามีนัดพูดคุยกับอาจารย์ศิวพงศ์ ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมผังเมือง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ถึงเรื่องราวองค์ประกอบของเมืองชิโน-โปรตุกีส โดยเริ่มต้นปูพื้นความเข้าใจในคำว่า ‘ชิโน-โปรตุกีส’ ว่าหมายถึง... อะไร

    “จริง ๆ ลักษณะของสถาปัตยกรรมแนวนี้ในเชิงของนักวิชาการเขาจะเรียกว่า ‘สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล’ (Colonial Style) เป็นงานสถาปัตยกรรมในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งหมายถึง สถาปัตยกรรมที่มาจากการเข้าไปยึดครองของฝรั่ง เกิดเป็นการสร้างบ้านแบบฝรั่งผสมกับท้องถิ่นที่เป็นอาณานิคมปรากฏขึ้นบนแผ่นดินตะวันออก ส่วนคำว่า ‘ชิโน-โปรตุกีส’ ก็เป็นคำที่ใช้เรียกสถาปัตยกรรมเช่นนี้เหมือนกัน แต่จะใช้เรียกในแถบเมืองเก่าของภูเก็ตเท่านั้น เพราะต้องการชี้ให้เห็นเอกลักษณ์แบบเจาะจง ซึ่งในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย บางพื้นที่ก็พบงานสถาปัตยกรรมในช่วงอายุเดียวกันนี้ แต่เขาจะเรียกว่า ‘ชอปเฮ้าส์’ (Shop Houses) หมายถึง ร้านค้าอาคารพาณิชย์”

    ย้อนกลับไปในอดีต ยุคที่ชาวจีนโพ้นทะเลต่างอพยพตัวเองเดินทางล่องเรือเพื่อค้นหาแผ่นดินใหม่ที่จะใช้ลงหลักปักฐาน เขาเหล่านั้นต่างกระจายตัวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ของแหลมมลายู โดยเมืองมะละกา เมืองแห่งประวัติศาสตร์การค้าโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องเทศ และทำเลอันเหมาะสมในการแวะพักหลบมรสุมของนักเดินเรือ เป็นเมืองแรก ๆ ที่มีผู้คนทั้งคนพื้นถิ่นอย่างชาวมาเลย์ พ่อค้าวานิชตาน้ำข้าวอย่างชาวโปรตุเกส ฮอลันดาหรือดัชท์ และผู้หอบเสื่อผืนหมอบใดเพื่อแสวงหาโชคในดินแดนใหม่อย่างชาวจีนโพ้นทะเล แวะเวียนอาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งชาวจีนในยุคอพยพโดยส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยน ที่เดิมเคยอาศัยอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยนที่อยู่ติดทะเล ที่แม้จะย้ายถิ่นฐานแต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นตัวเองด้วยการยึดถือธรรมเนียม วัฒนธรรมและภูมิปัญญาสร้างที่อยู่อาศัยอิงแอบอยู่กับทะเลคล้ายกับสภาพถิ่นฐานเดิม และใช้แม่น้ำสายหลัก อย่างแม่น้ำมะละกาในการนำเรือเข้ามายังที่อยู่อาศัย พร้อมกับสร้างบ้านเรือนหันหน้าเข้าหาเส้นทางแม่น้ำเป็นแถวเรียงรายขนานไปทั้งซ้ายและขวา โดยเว้นพื้นที่ระหว่างหน้าบ้านและริมน้ำไว้สำหรับขนถ่ายสินค้า จนกลายเป็นเมืองท่าของเรือสำเภาและทำเป็นแหล่งค้าขายอย่างดี

    และด้วยเป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคม การเข้ามาของประเทศมหาอำนาจที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทำสงครามแย่งชิงประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียบูรพาจึงไม่ได้นำพามาเพียงกองกำลังและยุทโธปกรณ์ผู้คน แต่ได้นำเอาสถาปัตยกรรมของประเทศแม่ไปก่อสร้างในดินแดนอาณานิคม แล้วจึงค่อยปรับรูปแบบสู่ลักษณะที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ตามสภาพอากาศในแต่ละพื้นถิ่น ผสมผสานรูปแบบการก่อสร้างของชนชั้นแรงงานชาวจีนกับความสัดทัดงานปูน รวมถึงการปั้นตกแต่งลวดลายต่าง ๆ ทำให้สถาปัตยกรรมผังเมืองในลักษณะนี้มีความแตกต่างกันตามแต่ละภูมิภาคของท้องถิ่นนั้น ๆ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเข้ามาสร้างอาคารสำคัญทางศาสนา เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนอาณานิคม จนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศผู้ปกครองที่ผลัดเปลี่ยนกันช่วงชิงอำนาจในเวลาต่อมา
สำหรับอิทธิพลของการก่อสร้างแบบชาวจีนฮกเกี้ยน คือการก่อสร้างหลังคาสูงตามจากสภาพภูมิอากาศของแหลมมลายู ที่ฝนตกลงมาบ่อย ๆ จะมีการเว้นพื้นที่โล่ง (Open Space) กลางตัวบ้าน เพื่อใช้ระบายความชื้น รวมถึงการเก็บรักษาและอายุเครื่องเทศ ตลอดจนสร้างทางเดินโค้งด้านหน้าอาคารติดต่อกันหลาย ๆ หลังเรียกว่า ‘อาเขต’ (Arch) หรือในภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียก ‘หง่อคาขี่’ ซึ่งแปลว่าทางเดินกว้างห้าฟุต เพื่อใช้สัญจรขนเครื่องเทศไปมา ไม่ว่าแดดจะร้อนจ้าหรือฝนจะตกหนัก ทุกสภาพภูมิอากาศ การค้าก็ยังดำเนินไปได้ตามปกติ  ขณะที่การตกแต่งทั้งภายในและภายนอกก็ยังแสดงความเป็นศิลปะงานปั้นระบายสีนูนต่ำนูนสูงของตนเอง ผสมสอดแทรกกับสถาปัตยกรรมหัวเสาหรือหน้าต่างวงโค้งเกือกม้าแบบยุโรปให้เข้ากันได้อย่างลงตัว

    เมื่อมีเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เป็นปัจจัยหลักของการขนส่งสินค้าและการเดินทางที่มีความสะดวก มีการก่อสร้างบ้านเรือน มีผู้คนมาอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและอาชญากรรมก็เกิดขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์ที่สำคัญของฝรั่งเศสในสมัยนั้น ได้เกิดแนวคิดการผ่าตัดแปลงโฉมเมืองโดยการสร้างศูนย์กลางเมืองเป็นสัญลักษณ์และผ่าตัดเมือง คล้ายคลึงกับการตัดเค้ก ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมของสำหรับการออกแบบเมืองในยุโรปในระยะเวลาต่อมา เครื่องมือนี้จึงเป็นวิทยาการหนึ่งในรูปแบบการวางผังเมืองที่ชาวยุโรปนำมาใช้บนดินแดนตะวันออกก็คือ การสร้างวงเวียน แล้วตัดถนนผ่าเมืองเป็นซีก ๆ กลายเป็นถนนหนทางที่มุ่งเข้าหาศูนย์กลางเมือง ซึ่งนอกจากจะสามารถมองทะลุไปยังมุมเมืองต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นการสร้างจุดศูนย์กลางและสถานที่จัดกิจกรรมของเมือง ทำให้ผู้คนได้พบปะกันมากขึ้นด้วย ปัญหาอาชญากรรมก็น้อยลง อิทธิพลท้องถิ่น ที่ยังคงรักษาองค์ประกอบเมืองในลักษณะนี้คือ การสร้างโรงเรียนจีน เพื่อใช้เป็นสถานศึกษาสอนความรู้ให้กับลูกหลาน และสร้างศาลเจ้าตามจุดแยกของถนน เพื่อใช้เป็นศาสนสถานที่พึงพิงทางใจของผู้คน ควบคู่กับถนนหนทางที่เป็นปัจจัยสำคัญของการคมนาคมในเวลาต่อมา

    “มะละกา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองในแบบชิโน-โปรตุกีส เพราะถือเป็นเมืองอาณานิคมแรกของแหลมมลายูที่มีการเข้าไปตั้งรกราก ติดต่อค้าขาย และเชื่อมสัมพันธไมตรีของพ่อค้าต่างแดน เกิดเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งแบบมาเลย์ จีน อินเดีย อาหรับ และชาติตะวันตกอย่างโปรตุเกส โดยที่สิงคโปร์ในสมัยนั้นยังคงเป็นเพียงเกาะ ๆ หนึ่งที่ยังไม่เหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐานเท่าใดนักเนื่องจากทรัพยากรมีน้อยและจำกัด  เมื่อมะละกาเจริญมาก ๆ ความเจริญก็ขยายตัวไปสู่เมืองปีนัง และสิงคโปร์ และอินโดนีเซียบางส่วน เกิดการย้ายถิ่นฐานและแรงงานฝีมือชาวจีนในมะละกาบางส่วนไปตั้งถิ่นฐานในเมืองดังที่กล่าวมา เนื่องจากการค้นหาทรัพยากรและการแผ่ขยายอำนาจของตะวันตก ซึ่งเวลาไปเขาก็นำเอาเทคนิควิทยาการก่อสร้างไปด้วย แล้วก็ไปปรับผสานให้เข้ากับพื้นที่อีกครั้ง ทีนี้พอถึงราวสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองภูเก็ตและเมืองตะกั่วป่าของจังหวัดพังงา ก็มีการเชื่อมต่อการค้ากับชาวจีนปีนัง ชาวตะวันตก รวมถึงมีชาวจีนเชื้อสายอื่นอพยพเข้ามาทำงานในเหมืองแร่มากขึ้น ความเจริญ ศิลปวัฒนธรรม และลักษณะการก่อสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ เราจึงได้รับการถ่ายทอดมาพร้อมกับการเชื่อมโยงเหล่านั้นด้วย”

    จากเมืองมะละกา สู่ปีนัง และสิงคโปร์ แล้วแตกขยายมาสู่เกาะภูเก็ต และเมืองตะกั่วป่า เหล่านี้คือเส้นทางการมาเยือนและปรากฏกายของเมืองชิโน-โปรตุกีสที่อาจารย์ศิวพงศ์บอกว่า มีองค์ประกอบของความเป็นเมืองที่คล้ายกัน คือ...

    มีแม่น้ำสายหลักเป็นองค์ประกอบและเส้นทางเดินเรือจากทะเลเข้าสู่เมือง
    มีตึกรามบ้านช่องในแบบชิโน-โปรตุกีส
    มีถนนและวงเวียนเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน
    มีโรงเรียนจีนสอนหนังสือให้เด็กนักเรียน
    และมีศาลเจ้า เป็นที่พึงพิงทางจิตใจ
    “จากการศึกษาใน 5 เมือง คือ มะละกา ปีนัง สิงคโปร์ ภูเก็ต และตะกั่วป่า เราพบว่ามีองค์ประกอบการเป็นเมืองชิโน-โปรตุกีสที่เหมือนกัน คือ มีแม่น้ำหรือลำคลองไหลผ่านเมือง มีตึกแบบชิโนฯ มีวงเวียน มีเส้นทางถนน มีโรงเรียนจีน และก็มีศาลเจ้า แต่รายละเอียดในองค์ประกอบบางอย่างก็จะแตกต่างกันบ้างตามพื้นที่ตั้ง เช่น เมืองมะละกา มีแม่น้ำมะละกา เป็นเส้นทางเดินเรือเข้าไปสู่ตัวเมือง ภูเก็ตมีคลองบางใหญ่ที่เมื่อก่อนเรือสำเภาสามารถแล่นเข้ามาถึง ตะกั่วป่าก็มีแม่น้ำตะกั่วป่าในการเดินเรือ ส่วนปีนัง ไม่ได้ใช้แม่น้ำในการสัญจร เพราะตัวเมืองตั้งติดริมทะเล เรือสำเภาสามารถเทียบท่าได้ทันที โดยไม่ต้องล่องไปตามลำน้ำ เป็นต้นครับ”
องค์ประกอบ... สู่ความเป็นชิโน-โปรตุกีสของเกาะภูเก็ต


    สำหรับเกาะภูเก็ต องค์ประกอบที่อาจารย์ศิวพงศ์ได้กล่าวมาทั้งหมดล้วนมีปรากฏอยู่ตามมุมเมืองต่าง ๆ แม้ในปัจจุบันบางสิ่งบางอย่างอาจแปรเปลี่ยนสภาพไปตามยุคสมัยและการใช้งาน แต่ก็ยังคงพบเห็นได้...

    คลองบางใหญ่  เส้นทางคมนาคมของเรือสำเภาในอดีต ที่ ณ เวลานี้กลายเป็นลำคลองสายเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่หลักในการระบายน้ำเชื่อมต่อระหว่างตัวเมืองและทะเล

    “ภูเก็ตจะมีลักษณะการก่อสร้างบ้านเรือนต่างกับเมืองมะละกาตรงที่ว่า ภูเก็ตจะสร้างบ้านหันหลังให้คลองบางใหญ่ แต่นิยมสร้างบ้านหันหน้าเข้าหาถนน ซึ่งก็คือ ถนนพังงา ถลาง ดีบุก กระบี่ เยาวราช เพราะภูเก็ตมาเจริญในยุคหลังที่เริ่มมีการสร้างถนนสัญจรในเมืองกันเยอะแล้ว” 

    ย่านเมืองเก่า     ตึกรามบ้านช่อง ร้านค้า ร้านอาหาร ริมฝั่งถนนสายประวัติศาสตร์อย่าง ดีบุก กระบี่ ถลาง พังงา เยาวราช ล้วนเป็นแถบย่านเมืองเก่าที่โด่งดังเรื่องงานสถาปัตยกรรมดั่งเดิมที่สวยงาม

    “พวกงานสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีสที่พบในเกาะภูเก็ตจะเป็นลูกผสมระหว่างจีน โปรตุเกส อังกฤษ และอินเดีย คือมีการสอดแทรกลวดลายปูนปั้นแบบจีนบนผนังด้านนอกตึกแถวแบบฝรั่ง โดยเฉพาะบริเวณที่ว่างระหว่างหัวเสาเหนือกรอบซุ้มหน้าต่าง มักพบลวดลายประเภทน้ำเต้า ไข่มุกไฟ ดอกไม้สี่ฤดู ลายประแจจีน ลายเมฆ ปะปนอยู่เสมอ”  

    วงเวียน
    วงเวียนสุรินทร์ (วงเวียนหอนาฬิกา) และวงเวียนสุรเดช (วงเวียนน้ำพุ) คือ จุดศูนย์กลางเมือง 2 แห่งที่ปัจจุบันผู้คนนิยมแวะเวียนไปถ่ายรูปอย่างไม่ขาดสาย

    “วงเวียนนี่ถือเป็นความเหนือชั้นในวิทยาการของการออกแบบเมืองของยุโรป คือ เขาสร้างวงเวียนเพื่อใช้ในการจัดการและดูแลบ้านเมือง ซึ่งเมืองโปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษและชาติตะวันตกอื่นเข้ามาในบ้านเรา วิทยาการเหล่านี้ก็เข้ามาปรากฏด้วยเช่นเดียวกัน”

    โรงเรียนจีน
    ภูเก็ตไทยหัว โรงเรียนจีนเก่าแก่ที่สุดของเมืองภูเก็ต ปัจจุบันแปรสภาพจากห้องเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนของชาวจีนโพ้นทะเล

    “ชาวจีนเป็นคนที่ขยัน ชอบให้ลูกหลานเรียนหนังสือ ซึ่งสมัยก่อนเมืองภูเก็ตไม่มีโรงเรียนจีน เด็ก ๆ ในสมัยนั้นจะถูกส่งไปเรียนที่เมืองปีนังจำนวนมาก ทำให้เดินทางลำบากและใช้เวลานาน จึงมีการระดมทุนและเปิดโรงเรียนจีนสอนตามคำเรียกร้องของคนในเมือง”

    ศาลเจ้า
    ณ เมืองที่มีความเชื่อของกลุ่มคนเชื่อสายจีนอยู่อย่างเหนี่ยวแน่น ศาลเจ้าจึงมีให้พบเห็นอยู่อย่างมากมาย แต่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและตั้งอยู่ใกล้แยกจุดตัดของถนนก็คือ ศาลจุ้ยตุ่ย

    “การตั้งศาลเจ้าตามจุดตัด จุดแยกของถนน ด้านหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของความเชื่อ แต่อีกด้านก็เป็นเรื่องของความโดดเด่นในทำเลที่ตั้ง ที่เมื่อมองจากถนนก็สามารถเห็นได้ชัดเจน ซึ่งก็ถือเป็นที่พึงพิงจิตใจของคนในยุคนั้น โดยศาลเจ้าแต่ละแห่งมักมีเทพเจ้าที่ผู้คนนับถือแตกต่างกัน”

    “ ...องค์ประกอบเหล่านี้มันมีอยู่ในภูเก็ตอย่างครบถ้วน แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าความเป็นเมืองชิโน-โปรตุกีส มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และมีที่มาที่ไปของการวางผังและออกแบบเมืองอย่างไร โดยมุ่งสนใจเรื่องของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเป็นหลัก ส่วนองค์ประกอบอย่างอื่นกลับปล่อยปละละเลย ซึ่งหากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งขาดหายไปหรือถูกทำลายลง เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็คงจะย้อนกลับเอาคือมาไม่ได้ รวมถึงการสนใจดูแลองค์ประกอบเรื่องแม่น้ำ ลำคลอง น้อยคนนักที่จะสนใจว่าทำไมชุมชนจึงต้องมีสายน้ำไหลผ่านกลางเมือง แม่น้ำในยุคนั้นสำคัญอย่างไร ตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างไร ต้องดูแลรักษาและฟื้นฟูวิถีชีวิตแห่งสายน้ำอย่างไร เพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของแม่น้ำต่อไป ทีนี้ถ้าเรารู้ว่าองค์ประกอบแต่ละอย่างมีอะไร เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร เราก็จะเห็นวิถีชีวิต เห็นพัฒนาการของความเป็นเมือง และนำสู่การดูแลในแต่ละส่วนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญและสามารถเชื่อมโยงต่อกันได้ดียิ่งขึ้น”

    คำกล่าวทิ้งท้ายของอาจารย์ทำให้เราฉุกคิดว่า ภาพต่อจิ๊กซอขนาดใหญ่จะสวยงามสมบูรณ์ไม่ได้ หากจิ๊กซอตัวเล็ก ๆ ตัวใดตัวหนึ่งหลุดหายไป หรือแม้จะไม่หลุดหาย แต่ถ้าผุพังโดยกาลเวลา ขาดการดูแลรักษาจิ๊กซอตัวหนึ่งตัวใดไป ภาพใหญ่แห่งนี้ก็คงจะไม่สวยงาม และคงหาความสมบูรณ์ได้ยาก

    ดังนั้นเมื่อทราบอย่างนี้ การดูแลให้องค์ประกอบทุกส่วนให้ยังคงสภาพดีและชวนมอง เป็นหนทางหนึ่งของการอนุรักษ์เมืองชิโน-โปรตุกีสไว้ได้อย่างดีที่สุด เพราะไม่ใช่แค่การเก็บสิ่งที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้ แต่นี้ยังเป็นรักษาสินค้าการท่องเที่ยวชั้นเลิศของบ้านเราไว้ขายให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมกันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink