ตะลอน ตะลอน จากเมืองตรัง ถึงกันตัง
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    คราวที่แล้ว ฉันได้มีโอกาสไปดูวิถีชีวิตชาวเกาะลิบง อ. กันตัง จ. ตรัง แต่ก่อนหน้าที่ฉันจะตัดสินใจเดินทางลงเกาะนั้น ฉันได้ไปนอนเล่น เดินเล่น ถ่ายรูปเล่น ในตัวเมืองตรัง และตบท้ายด้วยการเรียนรู้ความเป็นมาของเมืองตรังกันที่ อ. กันตัง เป็นเวลา 1 วันเต็ม เพื่อรอเวลาให้ฟ้าฝนเป็นใจ ดังนั้นฉันเลยอยากจะพาคุณผู้อ่านไปเดินตะลอน ตะลอน เที่ยวเมืองตรัง และเมืองกันตังด้วยกันสักตั้งค่ะ หลาย ๆ ท่านคงคิดว่าถ้าไม่ไปเที่ยวทะเลตรัง แล้วเมืองตรังจะมีอะไรให้เที่ยว แต่ฉันกลับคิดว่าเสน่ห์ของความเรียบง่ายนี่แหละ ที่ทำให้เมืองตรังน่าสนใจไม่แพ้ ความงามของท้องทะเล

    จากภูเก็ต สู่เมืองตรัง ฉันใช้บริการ ‘เจ้าโพลน’ รถยนต์คันขาวคู่ใจ บนเส้นทางถนนเพชรเกษม ขับไปเรื่อย ๆ ประมาณ 4 ชั่วโมงก็มาถึงเมืองตรัง ฉันมาถึงเสียค่ำ เลยยังไม่ได้ทำอะไรมาก เห็นมีคนเยอะแยะตรงสถานีรถไฟตรัง ออ วันนี้เขามีตลาดนัดหน้าสถานี ซึ่งตลาดนัดนี้จะมีทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ มีของมาขายเพียบ ทั้งของที่ระลึก เสื้อผ้า ของกิน ของใช้ แถมยังมีการแสดงของน้อง ๆ ที่ต้องการโชว์ความสามารถอีกด้วย สร้างสีสันให้ตลาดได้ไม่น้อย เดินกันเพลิน จนลืมดูเวลา ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้ว ต้องรีบนอนแล้วค่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า

    ฉันเริ่มต้นตะลอนทัวร์ด้วยการตื่นเช้า และหาของอร่อย ๆ ของเมืองตรังทานกันอย่างเต็มคราบ โดยเฉพาะ ติ่มซำ และ หมูย่างตรัง ที่มีให้เลือกทานกันตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ ริมถนน ไปจนถึงร้านใหญ่เทียบเท่าภัตตาคาร เรียกว่าแขกไปใครมาถ้าไม่ได้ทานล่ะก็ นับว่ายังมาไม่ถึงเมืองตรังแน่ ๆ ยิ่งได้ทานคู่กับชาเย็นรสเข้มข้น หรือโอวัลตินร้อนหอม ๆ สักแก้ว ไอย่ะ หรอยอย่างแรง! วัยรุ่นบอก “ถ้าให้ดี พั่นนี๊ต้องเบิ้ลนะพี๋เหอ” ฮากันทั้งวง


    เมื่ออิ่มท้อง หนังตาเริ่มหย่อน เอ๊ย ไม่ใช่ หนังตาเริ่มเบิกกว้างขึ้น สายตาเริ่มสอดส่ายในแผนที่ ว่าจะเริ่มเดินอย่างไรดี สุดท้ายต้องถามทางจากเจ้าถิ่น ได้ความว่าให้เดินไปเรื่อย ๆ อ้าว แล้วไปไงต่อ จนด้วยปัญญา เลยต้องเดินถ่ายรูปบ้านเรือนของชาวตรังไปเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส เหมือนบ้านเรา แตกต่างกันที่โซนที่ตั้งบ้านชิโนฯ จะไม่ใช่แหล่งการค้าแบบของเรา และในวันที่ฉันไปเป็นวันหยุด บ้านเรือน และร้านรวงต่างปิดตัวกันเงียบ บรรยากาศจึงดูสงบ สบาย ๆ จะมีเพียงตลาดสดของเทศบาลที่ยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ต่างออกมาจับจ่ายใช้สอยกันตามปรกติ

    ตะวันเริ่มเคลื่อนตัวสูงขึ้น ความเหนื่อยก็คืบคลานมาหาทันที ฉันจึงเดินไปที่สถานีรถไฟตรัง เพื่อพักเหนื่อย สิ่งแรกที่ได้เจอคือขบวนพาเหรดของรถตุ๊กตุ๊กกบ รถสามล้อที่มีช่วงหน้ามองดูคล้ายกับกบ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองตรังเลยก็ว่าได้ ชาวตรังจะไปไหนมาไหน ถ้าไม่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ ก็ใช้บริการรถตุ๊กตุ๊กกบนี่แหละค่ะ สะดวกดี ช้าหน่อย แต่ถึงชัวร์

    ช่วงบ่ายหลังจากที่เติมพลังงานเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดว่าควรจะเคลื่อนตัวไปให้ใกล้กับท่าเรือหาดยาวจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเร่งรีบเดินทางมากนัก จึงได้ขับรถออกจากตัวเมืองตรัง เพื่อตรงไปยัง อ. กันตัง เพื่อจะไปดูยางต้นแรก และสถานีรถไฟกันตังอันเลื่องชื่อ แต่ก่อนจะไปถึงกันตัง ฉันเหลือบไปเห็นสถานที่หนึ่งบนแผนที่ เขียนไว้ว่า ‘สวนพฤกศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย)’ คืออะไรกันนะ แบบนี้ต้องไปพิสูจน์กัน

    ฉันขับรถมาจากตัวเมืองตรัง โดยใช้ถนนรัษฎาอุทิศ 1 ตรงมาเรื่อย ๆ ผ่านวิทยาลัยเทคนิคตรัง และจะมีป้ายบอกทางไปสวนพฤกศาสตร์ฯ ชัดเจน ไม่นานก็มาถึง สามารถขับรถเข้าไปหาที่จอดรถได้ตามสบาย ซึ่งที่นี่จะเป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ไว้มากมายหลายประเภท เดิมชื่อว่า สวนรุกขชาติทุ่งค่าย ตั้งอยู่ในพื้นที่ 2,600 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าทุ่งค่าย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดตรังประมาณ 13 กิโลเมตร ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2529 ตามนโยบายของนายชวน หลีกภัย ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก และเป็นสถานที่อนุรักษ์พันธุ์ไม้ และสัตว์ป่า อีกทั้งยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนทั่วไป และได้ถูกยกฐานะให้เป็นสวนพฤกศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2536 ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ สามารถสอบถามได้จากไกด์ตัวน้อยที่จะมาต้อนรับเราตรงทางเข้าสวนเลยค่ะ

    ภายในมีเส้นทางเดินเท้าเพื่อศึกษาธรรมชาติ และยังมีเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ สะพานศึกษาเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) ที่มีความยาว 175 เมตร มีความสูง 10-18 เมตร มีจำนวนหอคอย 6 หอ งานนี้ใครที่กลัวความสูงคงต้องคิดหนัก แม้แต่ฉันที่เป็นคนไม่กลัวความสูงยังหวั่น ๆ ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ใช่ปัญหาค่ะ เพราะสะพานสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 200 กก. ต่อ 1 ตร.ม. ตอนเดินขึ้นบันไดฉันยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอเริ่มเดินข้ามสะพานนี่สิ ใจมันหวิว ๆ ชอบกล แต่ในที่สุดก็สามารถฝ่าด่านหอคอยทั้ง 6 ได้อย่างปลอดภัย เมื่อลงจากหอคอยแล้ว ต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านป่าดิบชื้น และป่าพรุ แล้วก็จะมาบรรจบตรงจุดเริ่มต้นค่ะ การเดินชมสวนพฤกศาสตร์แห่งนี้ จึงให้มากกว่าความรู้ แต่ยังได้ความสงบจากผืนป่า และยังได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วยค่ะ

    พักเหนื่อยกันพอประมาณ ฉันก็มุ่งหน้าต่อไปที่ อ. กันตัง โดยขับรถต่อไปจากสวนพฤกศาสตร์ฯ แล้วจะมีทางให้เลี้ยวขวา ขับต่อไปเรื่อย ๆ จนเข้าตัวเมืองกันตัง ผ่านโรงพยาบาลกันตัง สังเกตทางขวามือดี ๆ (ตรงข้ามปั๊มน้ำมัน ปตท.) จะมีต้นยางพาราตั้งต้นอยู่ริมถนน เป็นยางพาราที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอ ซิม บี้) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรัง ได้นำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียมาปลูกที่ อ. กันตัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2422 ต้นยางพาราต้นนี้จึงถือเป็นต้นยางพาราต้นแรกของประเทศไทย เก่าแก่มากเลยทีเดียว

    เมื่อกล่าวถึงพระยารัษฎาฯ เราก็ต้องไปเยี่ยมชมชีวประวัติของท่านกันถึงที่บ้านของท่าน ซึ่งได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แก่คนรุ่นหลังที่ พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ตั้งอยู่ไม่ไกลจากต้นยางต้นแรกเท่าใดนัก

    พิพิธพัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองตรัง เดิมทีเป็น ‘จวน’ หรือบ้านพักของอดีตเจ้าเมืองตรัง พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ด้านล่างมีหุ่นขี้ผึ้งจำลองเท่าตัวจริงของท่านตั้งอยู่ ภายในบ้านถูกจัดไว้ให้คงอยู่อย่างเดิมเมื่อครั้งท่านยังมีชีวิต พร้อมทั้งติดตั้งภาพถ่ายชีวประวัติของท่านและครอบครัวไว้โดยรอบ ซึ่งภาพถ่ายเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นฝีมือการบันทึกภาพของท่านเอง ทำให้อนุมานได้ว่าท่านเป็นนักถ่ายภาพตัวยงเช่นกัน นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยงาม และน่าศึกษามากอีกแห่งหนึ่ง สามารถเข้าชมได้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ (ถ้าตรงกับวันหยุดราชการเปิดตามปกติ และหยุดชดเชยในวันต่อไป) ตั้งแต่ 08.30 -17.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม กระซิบบอกเพิ่ม ห้ามนำรถยนต์เข้าไปจอดนะคะ

    ตะลอนกันมาเสียไกล แวะดื่มน้ำกันอีกสักครั้งที่ สถานีรถไฟกันตัง สถานีรถไฟสุดทางของทางรถไฟภาคใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ทาสีเหลืองมัสตาร์ด สลับน้ำตาล ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน และยังมีบริเวณที่เป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วย ด้านหน้ามีมุขยื่นประดับมุมเสาด้วยลวดลายไม้ฉลุ ประตูบานเฟี้ยมแบบเก่า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เดิมตั้งแต่รัชกาลที่ 6 ในอดีตใช้เป็นที่รับส่งสินค้ากับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีรางรถไฟต่อไปเป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร ถึงท่าเทียบเรือกันตัง ซึ่งเป็นท่าเรือเก่าแก่ตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันทางรถไฟส่วนนี้ถูกชาวบ้านรุกล้ำที่ และไม่มีรางรถไฟส่วนนี้แล้ว แต่ตัวสถานียังคงเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – กันตัง เป็นสถานีรถไฟที่สวยงาม และคลาสสิกอีกแห่ง นักท่องเที่ยวทุกคนมาถึงสถานีนี้ก็เพียงเพื่อจะถ่ายภาพคู่กับอาคารไม้สีเหลืองหลังนี้เท่านั้น

    ได้ยินเสียงรถไฟมาแต่ไกล ได้เวลาที่ฉันจะต้องกระโจนลงเรือเพื่อเดินทางต่อแล้ว สำหรับการตะลอนทัวร์ในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะแลกมาด้วยเหงื่อไคล และความเหนื่อยล้า แต่ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ฉันได้ไปเจอระหว่างเดินทาง กลับทำให้ฉันมีรอยยิ้มที่กว้างมากกว่าเดิม บางทีความงามของจุดหมายปลายทาง อาจไม่ได้สำคัญเท่าเรื่องราวระหว่างทาง ดังเช่นที่ฉันได้เจอกับมนต์เสน่ห์ของเมืองตรัง และ อ. กันตัง ที่แฝงตัวอยู่ในทั่วทุกเส้นทางที่จะไปอีกจุดหมายหนึ่ง อยู่ที่เราจะเลือกมองในแง่มุมไหน


อ้างอิงข้อมูล...
http://th.wikipedia.org/






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
มิถุนายน 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปลายฟ้าที่ฮุนซา… ตักกสิลา… แล้ว "เก็บฉาก"
  • เรื่องจากปก : ‘การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง’.... นิยามความสำเร็จ ของ บุญ ยงสกุล
  • Business : BCISโรงเรียนนานาชาติโฉมใหม่ของภูเก็ต
  • Business : Casa Signature...บ้านหรูบนชัยภูมิแบบผู้นำที่เก่งและเฮง
  • ห้องรับแขก : กว่าจะมาเป็น นางฟ้ากู่เจิง "แอนนี่ - อธิษฐ์รดา จันทร์ชูวณิชกุล"

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink