พักกาย พักใจ ที่เกาะลิบง
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ถึงแม้จะก้าวผ่านปีใหม่มาเดือนเศษ แต่ในห้วงความรู้สึกลึก ๆ ยังคิดว่าร่างกาย และจิตใจยังต้องการการพักผ่อนอีกสักหน่อย โดยเฉพาะเดือนแห่งความรักอย่างนี้ จะให้เดินทางคนเดียว ก็คงเปล่าเปลี่ยวหัวใจแย่ แบบนี้ต้องหาคู่หู คู่ใจ หรือเพื่อนซี้ เกี่ยวก้อย จูงมือ ไปหาที่สงบ ๆ พักผ่อนกันอีกสักสองสามวัน ซึ่งหลาย ๆ คนคงเลือกดื่มด่ำกับบรรยากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือ ในขณะที่หลาย ๆ คนเลือกจะดื่มด่ำกับความสดชื่น สดใสของทะเลภาคใต้ ฉันก็เป็นอีกหนึ่งเสียง ที่ยกมือโหวตให้ทะเลใต้สวยไม่แพ้ชาติใดในโลกไม่ว่าจะเป็น เกาะตาชัย สิมิลัน เกาะพีพี อ่าวมาหยา ฯลฯ หรือแม้แต่หาดดัง ๆ ในภูเก็ต ก็มีให้เลือกหย่อนกาย พักใจกันเยอะแยะ เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน หาดในหาน เป็นต้น แต่เพราะไม่อยากไปช่วงชิงสาธารณูปโภคต่าง ๆ กับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงไฮซีซั่น ฉันจึงปักหมุดการเดินทางในครั้งนี้ไว้ที่ ‘เกาะลิบง’เกาะที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดตรังกันค่ะ

    ฉันได้ยินชื่อเกาะลิบงมานานพอควร แต่เพิ่งมีโอกาสได้ไปทำความรู้จัก รู้มาว่าเกาะนี้เป็นแหล่งหญ้าทะเลใหญ่ที่สุดของประเทศ และแน่นอน เมื่อมีหญ้าทะเล ก็ย่อมมีพะยูน หรือ ดูหยงอาศัยอยู่มาก ฉันหวังลึก ๆ ว่าจะมีโอกาสเจอพะยูนตัวเป็น ๆ สักครั้งหนึ่ง

    เกาะลิบง ตั้งอยู่ในน่านน้ำทะเลตรัง บริเวณปากแม่น้ำตรัง และแม่น้ำปะเหลียน ห่างจากฝั่งบ้านเจ้าไหมไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเกาะที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าเกาะใด ๆ ของจังหวัดตรัง เกาะลิบงมีฐานะเป็นตำบลที่อยู่ในเขตปกครองของอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

    การเดินทางไปเกาะลิบงไม่ยุ่งยากอะไรนัก โดยจะต้องขึ้นเรือโดยสารที่ท่าเรือหาดยาวหากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็เพียงแค่ขับรถโดยใช้ถนนเพชรเกษมเป็นหลัก ไปทางอำเภออ่าวลึก ผ่านอำเภอเหนือคลอง และอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และขับต่อไปเรื่อย ๆ จะเห็นป้ายบอกทางให้เลี้ยวขวาไปอำเภอสิเกา ขับตามป้ายไปทางหาดปากเมง เมื่อถึงหาดปากเมงให้ขับเรียบริมหาดไปทางซ้าย หลังจากนี้จะมีป้ายบอกทางไปชายหาดต่าง ๆ ให้ขับไปทางหาดยาว ซึ่งมีระยะทางราว ๆ 20 กิโลเมตร จนไปถึงท่าเรือหาดยาว ซึ่งเป็นท่าเรือเล็ก ๆ มีบ้านเรือนของชาวบ้านอาศัยอยู่โดยรอบ สามารถฝากรถยนต์ไว้บริเวณท่าเรือได้ วันละ 20 บาทแต่หากไม่อยากกังวลเรื่องรับฝากรถ ก็สามารถโดยสารรถทัวร์ประจำทาง ภูเก็ต-ตรัง ซึ่งมีบริการทุกวัน แล้วจึงต่อรถตู้มาลงที่ท่าเรือหาดยาวได้เช่นกัน

    เมื่อมาถึงท่าเรือหาดยาว ฉันก็จัดแจงสัมภาระ และเจรจากับชาวบ้านเรื่องเรือโดยสาร เพราะจากที่มองไปรอบ ๆ ท่าเรือไปเกาะลิบง ดูไม่แตกต่างจากท่าเทียบเรือประมงทั่ว ๆ ไป จนฉันเองก็เริ่มลังเลว่ามาถูกท่าเรือหรือเปล่า ไม่กี่นาทีก็ได้รับคำยืนยันจากชาวบ้านซึ่งเป็นคนเก็บค่าโดยสารเรือ ว่าตรงนี้แหละ ท่าเรือหาดยาว ท่าเรือไปเกาะลิบง ส่วนค่าเรือนั้นเริ่มต้นที่คนละ30 บาท โดยจะเก็บให้ครบจำนวน 470 บาท (หรือมากกว่า) เรือจึงจะออกเดินทาง ซึ่งต้องมีผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 16 คน กว่าจะครบจำนวนก็คงต้องใช้เวลานาน นายเรือจึงใช้วิธีเรี่ยไรเงินเพิ่มตามจำนวนคนที่มีให้ครบ 470 บาท หรือผู้โดยสารบางคนอาจจะเหมาจ่ายตามจำนวนเงินที่ขาดไป จะได้ออกเรือโดยไว นักท่องเที่ยวคนไหนมีกำลังจ่ายกว่านั้น อยากจะเหมาทั้งลำก็สามารถทำได้ โดยเรือจะไปส่งถึงหน้ารีสอร์ทเลย ส่วนฉันและผู้โดยสารอื่น ๆ ต้องไปหามอเตอร์ไซค์ หรือสามล้อรับจ้างให้ไปส่งที่รีสอร์ทอีกต่อหนึ่งใช้เวลาในการนั่งเรือประมาณ 15 นาที นี่แค่เริ่มต้น ฉันก็ได้สัมผัสวัฒนธรรมการเดินทางของชาวลิบงไปในตัวเสียแล้ว


    อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อมาถึงท่าเทียบเรือเกาะลิบง สิ่งแรกที่ต้องทำ คือเรียกสามล้อรับจ้างเพื่อไปส่งที่รีสอร์ท สามล้อที่นี่นั่งสบาย มีหลังคา มีเบาะที่นั่ง รับรองไม่เมื่อยก้น ซึ่งนอกจากจะรับส่งระหว่างท่าเรือกับรีสอร์ทแล้ว ยังมีบริการนำเที่ยวรอบเกาะอีกด้วย สามารถติดต่อได้จากรีสอร์ทที่เข้าพัก หรือติดต่อโดยตรงที่เจ้าของสามล้อก็ได้ หรือถ้าใครไม่กลัวหลงทาง อยากสวมบทเด็กแว๊น หาเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยวรอบเกาะก็ได้ ไม่ว่ากัน สำหรับฉัน แน่นอนค่ะ ชีวิตคือการค้นหา มอเตอร์ไซค์เช่าจึงเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับการเที่ยวบนเกาะนี้

    เกาะลิบง มีพื้นที่ประมาณ 25,000 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง รอบ ๆ เกาะมีแหลม และหาดหลายแห่ง ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประกอบไปด้วย 3 หมู่บ้าน คือ บ้านพร้าว จุดที่ตั้งของท่าเรือ เปรียบเสมือนประตูเข้าสู่เกาะบ้านบาตูปูเต๊ะ จุดที่สามารถมองเห็นฝูงดูหยง และบ้านหลังเขา จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดของเกาะ โดยทั้ง 3 หมู่บ้านถูกเชื่อมโดยถนนที่ปูด้วยอิฐบล็อก (อิฐตัวหนอน) ขนาดความกว้างเพียงพอสำหรับรถยนต์ 2 คันขับสวนกันไปมา แต่บนเกาะนี้มีรถยนต์อยู่เพียงไม่กี่คัน สำหรับนำนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ท่องเที่ยวรอบเกาะ และสำหรับขนสินค้า โดยมากจะใช้มอเตอร์ไซค์ และรถสามล้อพ่วงข้าง เพราะถนนสายหลักที่ทำจากอิฐบล็อกนี้เชื่อมต่อกันตั้งแต่ทิศเหนือจนถึงทิศใต้ก็จริง แต่ไม่เชื่อมต่อเข้าไปถึงในหมู่บ้าน พูดง่าย ๆ คือในตรอก ซอก ซอยบนเกาะก็ยังเป็นถนนดินแดงเล็ก ๆ ที่ผ่ากลางสวนยางของชาวบ้าน หรือเป็นถนนคอนกรีตแคบ ๆ เท่านั้น รถยนต์จึงไม่สามารถเข้าถึงได้

     รีสอร์ทที่ฉันพัก ตั้งอยู่ที่บ้านบาตูปูเต๊ะ ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะ บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ ซึ่งสามารถเลือกพักได้ทั้งบังกะโล และกางเต็นท์ ด้านข้างเป็นบ้านของชาวบ้าน ซึ่งผู้คนที่นี่ยังสามารถใช้พื้นที่ชายหาดร่วมกันได้เป็นอย่างดี แตกต่างกับบ้านเรา ที่ชายหาดสาธารณะหลาย ๆ แห่ง กลับกลายเป็นของส่วนบุคคลไปโดยปริยาย หากมีการก่อสร้างใด ๆ บนหาดนั้น

    ฉันมาถึงเกาะก็บ่ายแก่ ๆ แล้ว อากาศก็ขมุกขมัว เรียกได้ว่าทัศนียภาพย่ำแย่มาก ดีหน่อยตรงที่ฝนไม่ตก ไม่เช่นนั้นคงต้องนอนเฝ้าห้องอย่างเดียวแน่นอน กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมักเลือกทำบนเกาะนี้ คือชมรอบเกาะ พายเรือคายักชมพะยูน นั่งเรือเที่ยวทะเลตรัง และเกาะแก่งต่าง ๆ ซึ่งสามารถติดต่อรีสอร์ทเกี่ยวกับโปรแกรมต่าง ๆ ได้ ทริปนี้สำหรับฉันคงเป็นการท่องเที่ยวแบบสบาย ๆ มากกว่าจะทำกิจกรรมมากมาย ฉันจึงเลือกเดินเล่นเลาะริมหาดหน้ารีสอร์ทไปทางหมู่บ้านบาตูปูเต๊ะเรื่อย ๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ชีวิตผูกพันกับทะเล บ้านเรือนถูกสร้างให้ยกสูงเหนือระดับน้ำทะเล เพื่อป้องกันน้ำทะเลท่วมถึง และเพื่อเป็นที่ผูกเรือ ฉันจึงได้เห็นภาพเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุกอยู่ไม่ไกลจากเรือหางยาวที่ถูกผูกโยงไว้ใกล้ ๆ บ้าน ถัดไปเป็นสะพานท่าเทียบเรือเก่าที่กลายมาเป็นสนามเด็กเล่น ที่พบปะพูดคุยของชาวบ้าน จุดตกปลา และจุดชมวิวของหมู่บ้านไปในตัว ซึ่งสามารถมองเห็นแนวเขาบาตูปูเต๊ะ ที่เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านได้จากบนสะพาน

    เช้าตรู่ของวันใหม่ เสียงคลื่นที่ซัดกระทบผืนทรายหน้าบังกะโล ปลุกฉันให้ตื่นมารับแสงแรกของวัน เช้านี้อากาศเริ่มสดใสขึ้นมาบ้าง หลังจากจัดแจงล้างหน้า แปรงฟันเรียบร้อย ฉันก็รีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปชมวิถีชีวิตยามเช้าของชาวเกาะลิบง ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากชาวเกาะอื่น ๆ คือออกเรือ แต่ด้วยสภาพอากาศที่ไม่อำนวย ชาวบ้านหลาย ๆ คนจึงหยุดออกเรือ และมีบางส่วนที่ทำสวนยางสลับกับการทำประมง เมื่อว่างเว้นจากงานหลัก ชาวบ้านจะออกมาสมาคมกันตรงสภากาแฟกลางหมู่บ้าน ซึ่งเฉพาะที่บ้านบาตูปูเต๊ะ ก็มีสภากาแฟไม่ต่ำกว่า 5 แห่ง นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายอาหารเช้าเช่น ข้าวหมกไก่ ไก่ย่าง ไก่ทอด อีกหลายร้านให้คุณผู้อ่านได้เลือกชิมกันจนเพลินปาก ร้านขายของชำก็มีเยอะ จึงรับรองว่ามาบนเกาะนี้จะไม่อดอยากอย่างแน่นอน ที่สำคัญค่าครองชีพไม่ได้สูงจนเกินไป


    เมื่ออิ่มท้องก็พร้อมสำรวจเกาะแห่งนี้แล้ว ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ลงทางใต้เพื่อไปที่แหลมปันหยังชายหาดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ น้ำทะเลใสสะอาด เหมาะแก่การเล่นน้ำ และนอนพักผ่อน หลังจากนั้น ตั้งใจว่าจะพายเรือคายัก เพื่อชมฝูงดูหยงที่มากินหญ้าทะเลตรงบริเวณชายหาดหน้ารีสอร์ท แต่เรือคายักไม่เพียงพอ ฉันจึงต้องเก็บความฝันที่จะได้เห็นดูหยงตัวเป็น ๆ เอาไว้ในใจต่อไป สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมฝูงพะยูน สามารถพายเรือคายัก หรือติดต่อเรือหางยาวของชาวบ้านให้นำเที่ยวได้ หรือจะปีนขึ้นไปดูจากจุดชมวิวบนเขาบาตูปูเต๊ะก็ได้เช่นกัน

    หลังจากนั้นฉันก็มุ่งขึ้นทิศเหนือไปที่หาดทุ่งหญ้าคา ซึ่งเป็นชายหาด ที่มีแนวหินวางตัวเรียงรายกันตลอดหาด และเป็นที่ตั้งของ สะพานหินไฮไลต์ของหาด ที่เป็นหินชายหาดขนาดใหญ่ต่อกัน และมีช่องว่างด้านล่าง มองดูเหมือนสะพานที่ทำจากหิน ไม่ใช่สะพานหินอย่างภูเก็ตบ้านเรา

    ตกเย็นฉันย้อนกลับมาทางเดิม และเลี้ยวไปทางทิศตะวันตก เข้าสู่บ้านหลังเขา เพื่อชมอาทิตย์อัสดงของเกาะลิบง ซึ่งบริเวณหาดจะมีเรือหางยาวของชาวบ้านจอดเรียงกันหลายลำ เบื้องหน้ามีเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ ภาพนี้เป็นภาพเดียวกับที่ฉันเคยเห็นจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งถึงแม้จะไม่สวยสดเท่า แต่ธรรมชาติที่ปรากฏตรงหน้าก็สามารถสะกดฉันให้หยุดนิ่งได้นานตราบเท่าแสงตะวันจะลับฟ้า

    อันที่จริง ยังมีชายหาด และแหลมอีกหลายแห่งบนเกาะลิบงที่มีความสวยงาม และมีเสน่ห์ซุกซ่อนอยู่ เช่น แหลมโต๊ะชัย อ่าวโต๊ะมัย อ่าวโต๊ะเก ซึ่งสามารถขี่มอเตอร์ไซค์ไปถึง แต่เส้นทางค่อนข้างลำบาก และยังมีแหลมจูโหย และหาดตูบที่ต้องนั่งเรือไปชม แต่ในช่วงน้ำลง ก็สามารถเดินเท้าไปถึงหาดตูบเช่นกัน ครั้งนี้ถือเป็นการทำความรู้จักกันเบื้องต้นก่อนแล้วกัน

    คืนนั้นฉันนอนหลับสนิทกว่าที่เคยเป็น ด้วยบรรยากาศที่สงบ และอากาศที่บริสุทธิ์ บวกกับความเหนื่อยล้าจากการใช้ทักษะการขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากในการซอกแซกไปตามเส้นทางเล็ก ๆ รอบเกาะ ทำให้หัวไหล่ทั้งสองแข็งเกร็งไปตาม ๆ กัน เช้าวันพรุ่งนี้ฉันจะต้องอำลาเกาะนี้แล้ว แต่ภาพธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งชายหาด ต้นไม้ และสัตว์ทะเล รวมไปถึงมิตรไมตรีของผู้คนบนเกาะจะยังคงจับจิตจับใจฉันไปอีกนาน และฉันมั่นใจว่าต้องได้เจอกันอีกแน่นอน ‘เกาะลิบง’

ข้อมูลอ้างอิง...
http://th.m.wikipedia.org
http://www.libongcamp.com





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink