สับปะรดภูเก็ต ความอร่อยจากภูมิปัญญาคนบ้านเรา
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    สับปะรด  ยานัด หรืออ่องหลาย กับคนภูเก็ตนั้น เป็นสิ่งที่อยู่เคียงคู่กันมาอย่างช้านาน อาหารหลาย ๆ อย่าง มักจะมีสับปะรดเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น ข้าวอบสับปะรด แกงส้ม ต้มส้ม แกงเลียง ผัดผัก ฯลฯ หรือจะนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทานคู่กับอาหารคาวต่าง ๆ เช่นขนมจีน หรือ เกลือเคย ก็อร่อยไปอีกแบบ และเนื่องจากภาษาจีนที่เรียกว่า ‘อ่องหลาย’ สื่อความหมายถึงความเป็นสิริมงคล สับปะรดจึงถูกนำมาใช้เป็นของไหว้หลัก ๆ ในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดภูเก็ต

    นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตยังมีอ่องหลายสายพันธุ์พื้นถิ่นของเราเอง ที่สืบทอดภูมิปัญญากันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ตกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อพ.ศ. 2552 หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ‘สับปะรดภูเก็ต’ นั่นเอง

    สับปะรดภูเก็ต เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับคนภูเก็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงหลาย ๆ จังหวัดในภาคใต้ เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ในช่วงที่ยางพารามีอายุน้อย ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นผลไม้ที่ทานได้สด ๆ โดยสายพันธุ์สับปะรดภูเก็ต เป็นสับปะรดในกลุ่ม Queen ซึ่งเชื่อว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกับพันธุ์สวี และพันธุ์ตราดสีทอง เนื่องจากมี DNA ที่เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างของลักษณะภายนอก และรสชาติ เนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่ปลูกแตกต่างกัน ซึ่ง คุณชาลี สิตบุศย์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต เล่าถึงที่มาของการปลูกสับปะรดในภูเก็ตว่า “พระยาจรูญ ราชโภคากร (คอซิมเต็ก ณ ระนอง) ซึ่งในสมัยนั้นท่านเป็นเจ้าเมืองหลังสวน ได้นำสายพันธุ์สับปะรดจากเมืองปีนัง เข้ามาปลูกในหลังสวน และสวี  ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ‘ยานัดผรัง’ ต่อมาได้แพร่หลายมาสู่จังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ ทั้งกระบี่ พังงา รวมถึงภูเก็ต ซึ่งจะปลูกแซมในสวนยางพารา หรือสวนมะพร้าว ปรากฏว่าจังหวัดภูเก็ตที่มีภูมิศาสตร์เป็นเกาะ พื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย โดยเฉพาะผิวหน้าดินที่เป็นทรายเสียส่วนใหญ่ และมีความเป็นกรดค่อนข้างสูง ส่งผลให้สับปะรดที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีรสชาติดีกว่าสับปะรดที่ปลูกในจังหวัดใกล้เคียงกัน”

    ‘หวาน กรอบ หอม อร่อย’ คือคำนิยามของสับปะรดภูเก็ต ที่คุณชาลีได้สรุปให้ฉันฟัง แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยว หรือชาวภูเก็ตอีกหลายคน หรือแม้แต่ตัวฉันเองก็เคยทานสับปะรดในจังหวัดภูเก็ต แล้วก็ส่ายหัว ทำหน้าเบ้ เพราะเจอสับปะรดรสชาติเปรี้ยวปรี๊ด และยังไม่กรอบอีกต่างหาก คุณชาลีเลยรีบเฉลยว่าสับปะรดที่จำหน่ายอยู่ในบ้านเราในปัจจุบันนั้น มีหลาย ๆ เจ้าที่เป็นผลิตผลมาจากที่อื่น ๆ และได้มีการ ‘แอบอ้าง’ ว่าเป็นสับปะรดภูเก็ต ทำให้เสียชื่อเสียงไปหลายต่อหลายครั้ง ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต และกลุ่มเกษตรกรชาวไร่สับปะรดจังหวัดภูเก็ต จึงได้พยายามคิดหาวิธีกอบกู้ชื่อเสียงให้สับปะรดภูเก็ตอยู่ตลอดเวลา

    “ถ้าเป็นสับปะรดภูเก็ตแท้ ผลจะไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ขนาดพอดี ผ่าออกมาจะมีสีเหลืองทองตลอดทั้งลูก มีกลิ่นหอม มีรสชาติที่หวาน ไม่ฉ่ำน้ำ มีกากใยน้อยทำให้มีความกรอบมาก แม้แต่แกนกลางก็สามารถทานได้ ซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต ประกอบกับภูมิปัญญา และฝีมือของเกษตรกรดชาวภูเก็ตที่สั่งสมกันมานาน ทำให้ได้รสชาติที่ดีแตกต่างจากที่อื่น โดยปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีไร่สับปะรดรวมราว ๆ 2,500 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอถลาง มีเกษตรกรประมาณ 50 ท่าน ซึ่งไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค ทำให้มีแม่ค้า พ่อค้าหลาย ๆ คนนำสับปะรดจากที่อื่นเข้ามาจำหน่ายในภูเก็ต และบอกว่าเป็นสับปะรดภูเก็ต สร้างความเข้าใจผิด และความเสียหายให้กับจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก เราจึงไม่หยุดนิ่งที่จะหาวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เช่นการติดสติ๊กเกอร์บ่งบอกว่าเป็นสับปะรดภูเก็ตแท้ การจัดทำถุงพลาสติกที่มีสัญลักษณ์สับปะรดภูเก็ต และในอนาคตยังมีการจัดจุดจำหน่ายสับปะรดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค และนักท่องเที่ยวมากขึ้น” คุณชาลีกล่าวทิ้งท้าย

    เป็นอย่างนี้นี่เอง ที่ฉันเคยทานไม่ใช่สับปะรดภูเก็ต แต่เป็นสับปะรดจากจังหวัดใกล้เคียง ที่หากดูจากภายนอกแล้ว ไม่แตกต่างอะไรกันมาก ถ้าเช่นนั้นเราไปหาสับปะรดภูเก็ตแท้ ๆ ทานกันดีกว่าค่ะ ซึ่งฉันจะนำคุณผู้อ่านไปพิสูจน์ความหวาน กรอบ หอม อร่อยของสับปะรดภูเก็ตสด ๆ กันกลางไร่สับปะรดของ คุณวิชัย แซ่ตัน ที่ถือได้ว่าเป็นไร่สับปะรดที่เป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน โดยกวาดรางวัลการประกวดสับปะรดมาแล้วหลายเวทีตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ซึ่งคุณวิชัยเป็นรุ่นที่ 2 ที่มาร่วมสืบทอดภูมิปัญญานี้ค่ะ

    “การปลูกสับปะรดภูเก็ตต้องปลูกในดินร่วนปนทราย โดยเฉพาะในภูเก็ตนี้มีดินที่มีความเหมาะสมกับการปลูกสับปะรดภูเก็ตมากที่สุด ซึ่งถึงแม้จะนำสายพันธุ์ภูเก็ตไปปลูกในที่อี่น ๆ ที่มีดินแตกต่างไปจากนี้ ก็จะให้รสชาติที่ไม่เหมือนกัน เช่น จะมีรสหวานอมเปรี้ยว ไม่กรอบ สีขาวซีด หรืออย่างสับปะรดภูแล ที่นำพันธุ์สับปะรดภูเก็ตไปปลูกในพื้นที่หนาวเย็นของภาคเหนือ ก็ทำให้มีลักษณะแคระเกร็น จนกลายเป็นอีกสายพันธุ์ หรือแม้แต่พื้นที่แต่ละแห่งในจังหวัดภูเก็ตเอง ก็ส่งผลทำให้รสชาติของสับปะรดแตกต่างกันบ้าง อีกอย่าง คือต้องมีแสงแดดส่องถึงตลอดเวลา เราจึงปลูกแซมในสวนยางที่ยังโตไม่เต็มที่ เพราะถ้าต้นยางสูงใหญ่ จะมีร่มเงามาก ทำให้สับปะรดไม่ออกผล และต้องหมั่นดูแลไม่ให้มีหญ้าขึ้นปกคลุมต้นสับปะรด ยิ่งได้ปลูกในพื้นที่ลาดชันจะยิ่งได้ผลผลิตดี แต่จะยุ่งยากเวลาเก็บเกี่ยว แต่สามารถปลูกในที่ราบได้ แต่ต้องดูแลไม่ให้มีน้ำท่วมขัง” คุณวิชัยกล่าว


    สำหรับการปลูกสับปะรดภูเก็ตนั้น สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่จะเริ่มเตรียมดินตั้งแต่ช่วงหน้าร้อน ประมาณเดือนมีนาคม หรือเมษายน และจะทยอยปลูกเป็นรุ่น ๆ ใช้เวลาในการปลูกประมาณ 14-17 เดือน แต่ช่วงเวลาที่ได้ผลผลิตดีที่สุดจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคุณวิชัยบอกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะมารับซื้อถึงที่ไร่ และนำไปจำหน่ายต่อให้กับโรงแรม และร้านอาหารเป็นหลัก รองลงมาจึงจำหน่ายต่อให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งจะนำไปประกอบอาหาร หรือใช้เป็นของไหว้ โดยการจำหน่ายสับปะรดภูเก็ต จะจำหน่ายเป็น 3 ขนาด คือขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก แตกต่างกับที่อื่น ๆ ที่จำหน่ายเป็นกิโลกรัม สับปะรดที่ตัดออกมาจากต้นควรรับประทานทันที จะได้สัมผัสถึงรสชาติหวาน และสดที่สุด แต่ก็สามารถเก็บไว้ได้อีก 2-3 วัน หากเก็บนานกว่านี้จะทำให้สับปะรดเหี่ยว ไม่อร่อย

    ถึงอย่างไรเสีย ฉันก็ยังไม่ปักใจเชื่อค่ะ ว่าสับปะรดภูเก็ตจะอร่อยอย่างที่คุณชาลี และคุณวิชัยบอก จึงต้องลองชิมกันสักหน่อย จะได้เป็นการการันตีถึงความอร่อยอีกหนึ่งเสียง ว่าแล้วคุณวิชัยก็จัดแจงผ่าสับปะรดขนาดกลางโชว์ความสดกันให้ฉันดู เมื่อแบสับปะรดออกก็เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองทองทั่วทั้งลูก รวมไปถึงแกนกลาง อีกทั้งกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ก็โชยเตะจมูก ทำเอาน้ำลายสอ เสียงกร๊วบก้องในช่องปาก พร้อม ๆ กับรสหวานละมุนที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั้งลิ้น เพียงชั่วพริบตา สับปะรดก็หมดไปชิ้นแล้วชิ้นเล่า ช่างอร่อยสมกับคำร่ำลือ แถมทำให้อากาศร้อนอบอ้าวในวันนั้นคลายลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ ช่างเป็นอัตลักษณ์ และภูมิปัญญาของชาวภูเก็ตที่ควรอนุรักษ์ไว้จริง ๆ แบบนี้คงต้องหาโอกาสมาหาซื้อถึงในไร่ดีกว่า จะได้มั่นใจว่าได้ทานสับปะรดภูเก็ตแท้ ๆ อย่างแน่นอน หรือจะลองเสี่ยงหาซื้อในตลาดอย่างเดิม เอาอย่างไรดีล่ะคะ คุณผู้อ่าน??






 เรื่องอื่น ๆ




james
24 ธันวาคม 59 22:36
เป็นคนภูเก็ตแต่ไม่เคยรู้เลยมาหาอ่านดู ขอบคุณครับ
1




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
มิถุนายน 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปลายฟ้าที่ฮุนซา… ตักกสิลา… แล้ว "เก็บฉาก"
  • เรื่องจากปก : ‘การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง’.... นิยามความสำเร็จ ของ บุญ ยงสกุล
  • Business : BCISโรงเรียนนานาชาติโฉมใหม่ของภูเก็ต
  • Business : Casa Signature...บ้านหรูบนชัยภูมิแบบผู้นำที่เก่งและเฮง
  • ห้องรับแขก : กว่าจะมาเป็น นางฟ้ากู่เจิง "แอนนี่ - อธิษฐ์รดา จันทร์ชูวณิชกุล"

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink