ชมความงาม ทางผ่านสึนามิ เขาหลัก-น้ำเค็ม
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี สำหรับการใช้ชีวิตบนโลกใบกลม ๆ ใบนี้ ตลอดระยะเวลา 300 กว่าวัน ที่พวกเราลืมตาขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี หลาย ๆ ท่านคงภาวนาให้สิ่งร้าย ๆ สิ่งไม่ดีต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ทั้งด้วยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ให้มันผ่านไป และขอมีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาสู่ชีวิตตลอดปีใหม่ และคงหวังให้ดีตลอดไป สมหวัง ผิดหวังบ้าง ปะปนกันไป แต่จะอย่างไรเสีย ฉันก็ถือคติที่ว่า ‘เดี๋ยวมันก็ผ่านไป...ทั้งดี และไม่ดี’ หรือภาษาอังกฤษที่ว่า ‘Just let it be’ ฉะนั้น ฉันจึงเลือกละทิ้งเรื่องราวเดิม ๆ ที่ยังวนเวียนในสมอง เพื่อจะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการนอนเอนกายสบาย ๆ ในสถานที่ท่องเที่ยวสงบ ๆ เพื่อเป็นการชาร์ตพลังงานชีวิตให้กับตัวเอง แทนที่จะไปปาร์ตี้สุดหฤหรรษ์กับเพื่อน ๆ ร่วมสายงาน โดยจุดหมายในการพักกายครั้งนี้คือที่ ‘ เขาหลัก ’ เพชรเม็ดงามของจังหวัดพังงา และแวะไปรำลึกเหตุการณ์สึนามิกันที่ ‘บ้านน้ำเค็ม’

    หากย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีก่อน ในวันที่ประชาชนแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน รวมไปถึงคนไทยแทบทุกครัวเรือน ยังไม่คุ้นชินกับคำว่า ‘สึนามิ’ จนเช้าตรู่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ได้เกิดคลื่นยักษ์สูง 24 เมตร สาดซัดเข้าทำลายหลายพื้นที่โดยรอบของมหาสมุทรอินเดีย และประเทศไทยก็ตกเป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติเช่นกัน ตั้งแต่บัดนั้น ความรู้สึกครั่นคร้ามต่อสึนามิของคนทะเลก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ความเสียหายครั้งนั้นได้สร้างความเจ็บปวดให้ใครหลายคน อีกทั้งยังทำลายล้างความสวยงามของทัศนียภาพอันสวยงามของชายฝั่งอันดามันไปมากเอาการ โดยเฉพาะ ภูเก็ต  และพังงา

    วันเวลาล่วงเลยผ่าน ความเสียหายทุกอย่างถูกปฏิรูป ซ่อมแซม และฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพสวยงามดังเดิม หรืออาจจะดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ดังเช่น ชายทะเลเขาหลัก ที่ตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหญิงชาย ทั้งไทยและเทศ ต่างจับจองที่พักตรงใจในเขาหลัก เพื่อเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่กันที่นี่ โดยไม่สนใจว่าในอดีตนั้น พื้นที่แห่งนี้เคยโดนทำร้ายมามากมายแค่ไหน ในขณะที่ชาวบ้านน้ำเค็มก็ยังคงใช้ชีวิตพึ่งพิงทะเลดังเช่นวันวาน
    ยืดเยื้อมาเสียนาน เราไปเที่ยวกันดีกว่า สะพายกระเป๋า สวมรองเท้า แล้วออกเดินทางกันเลย...

    ฉันเริ่มต้นการเดินทาง ด้วยการการเดินทางไปเยือนบ้านน้ำเค็ม เพื่อจะดูวิถีชีวิตของชาวบ้านว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยออกเดินทางจากภูเก็ต และมุ่งตรงไปทางท้ายเหมือง ไปจนถึงทางเข้าท่าเรือเกาะคอเขา ใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการรถขนส่งสาธารณะหลากหลายเส้นทาง เช่น ภูเก็ต-ตะกั่วป่า ภูเก็ต-ระนอง ภูเก็ต-ชุมพร เป็นต้น ซึ่งจะผ่านทางเข้าท่าเรือทุกคัน หรือหากอยากเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการเดินทาง จะลองขี่มอเตอร์ไซค์ไป ก็สนุก และเมื่อยไปอีกแบบ ฉันเองเคยลองมาแล้ว

    บริเวณบ้านน้ำเค็มเป็นพื้นที่ที่ไม่มีน้ำจืดในการอุปโภคบริโภคมีแต่น้ำกร่อยและน้ำทะเล  ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน ‘ น้ำเค็ม ’ ซึ่งมีการดูดแร่ดีบุกในทะเลกันมาก ทำให้มีคนจากนอกพื้นที่มาจับจองพื้นที่บริเวณนี้ จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เมื่อแร่ในทะเลลดน้อยลง ชาวบ้านจึงหันมาทำอาชีพประมงเป็นอาชีพหลัก


    บ้านน้ำเค็มได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิมากที่สุด ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และทำให้สวนสาธารณะบ้านน้ำเค็ม ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ได้รับความเสียหายทั้งหมด พันเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกส่วนหน้า (ในขณะนั้น) ได้มีแนวความคิดที่จะปรับปรุงสวนสาธารณะที่เสียหายให้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ จึงได้ก่อสร้าง ‘สวนอนุสรณ์สถาน สึนามิ บ้านน้ำเค็ม’ ขึ้นมา โดยตั้งอยู่ติดกับหาดบ้านน้ำเค็ม ซึ่งภายในมีการจัดสร้างอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จัดแสดงเรือประมง ทำทางเดินอนุสรณ์ติดรายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย จัดสร้างลานประกอบพิธีรำลึก ห้องแสดงนิทรรศการ สนามเด็กเล่น ปัจจุบันอยู่ในการดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง ซึ่งทัศนียภาพในปัจจุบันนั้น เงียบสงบ สวยงาม หากเดินต่อไปอีกหน่อย จะมีร้านอาหารให้บริการ ถึงแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะมีไม่มาก แต่บรรยากาศสบาย ๆ ของหาดแห่งนี้ ก็เหมาะแก่พักผ่อนจริง ๆ

    ฉันขับรถย้อนกลับมาทางเขาหลัก เพื่อแวะเข้าชมชายหาดต่าง ๆ ของเขาหลัก ซึ่งวางตัวเรียงรายอยู่ทางขวามือมาตลอดทาง มีป้ายบอกทางเป็นระยะ ๆ โดยเริ่มจากหาดทับตะวัน ซึ่งเป็นหาดเงียบสงบ แทบจะไม่มีรีสอร์ตให้บริการ ต่อมาเป็นหาดบางสัก ที่มีชายหาดสะอาด ๆ มีร้านอาหาร มีศาลาเล็ก ๆ และหาดที่ติดกันคือหาดปากวีป ซึ่งจะมีร้านอาหาร และที่พักมากกว่า 2 หาดแรก จึงเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวเดินไปมากันมากขึ้น ซึ่งตลอดทางที่เราขับรถเลียบริมหาด จะมีการก่อสร้างอาคารหลบภัยสึนามัยไว้ในทุก ๆ หาด จะได้เพิ่มความอุ่นใจให้แก่ผู้มาเยือน ทั้ง 3 หาดที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น มีลักษณะทอดตัวต่อเนื่องกัน และมีความสวยงาม เงียบสงบ เหมือน ๆ กัน ถึงแม้จะเป็นหาดเล็ก ๆ แต่ก็มีเสน่ห์ในตัวที่น่าสัมผัส

    ขับต่อไปอีกไม่ไกล เพื่อแวะไปชมความยิ่งใหญ่ ปนความอัศจรรย์ใจของเรือตรวจการณ์ 813 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า เรือ ต. 813 ซึ่งเป็นเรือของหน่วยงานกรมตำรวจ ที่ถูกคลื่นยักษ์ซัดมาติดเชิงเขาที่มีความสูงเกือบเท่ายอดมะพร้าว

    ครั้งนั้น เรือ ต. 813 ได้ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ ไปประจำการในเรือทั้งหมด 11 คน โดยมี ร.ต.อ. นิรัตน์ ช่วยจิตต์ เป็นหัวหน้าควบคุมเรือ โดยเรือได้ถูกจอดอยู่ในทะเล บริเวณโรงแรมลาฟลอร่า ห่างจากฝั่งประมาณ 1 ไมล์ทะเล กระทั่งเกิดเหตุการณ์สึนามิ ซัดถล่มชายฝั่งอันดามัน ความแรงของคลื่นซัดพาเรือ ต. 813 จากชายฝั่งมาประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ตั้งใจจะกู้เรือ ต.813 กลับหน่วย แต่มีคำสั่งให้คงไว้อย่างนั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน หรืออนุสาวรีย์เตือนความทรงจำ ว่าแรงปะทะของคลื่นสึนามินั้นมีมากแค่ไหน และเหตุการณ์ครั้งนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบน เรือเสียชีวิต 1 ท่าน จากวันที่ 26 ธันวาคม 2547 จนถึงทุกวันนี้เรือยังคงอยู่บริเวณเดิมไม่เคลื่อนย้าย และได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของอำเภอตะกั่วป่า สถานที่ตั้งจะอยู่ติดกับถนนใหญ่ ถ้าใช้เส้นมาจากเขาหลักเรือ ต.813 จะอยู่ด้านขวามือ แต่ถ้ามาใช้เส้นทางตะกั่วป่าเรือ ต.813 จะอยู่ซ้ายมือ อนุสรณ์สถานเรือ ต.813 จะอยู่บริเวณหาดบางสัก

    เมื่อเข้าเขตเขาหลักจะเห็นลักษณะเป็นเมือง ที่เต็มไปด้วย โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ธนาคาร ฯลฯ ขนาบสองข้างทาง มองเผิน ๆ ไม่แตกต่างกับหาดดัง ๆ บ้านเรา เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรนแต่เมื่อเลี้ยวลงไปที่หาด กลับพาฉันไปพบกับความงามที่คาดไม่ถึง ถึงแม้หาดทรายจะไม่ละเอียดเท่าที่ภูเก็ต แต่ความสวยสดของธรรมชาติก็ดึงดูดฉันให้นิ่งงันได้พักใหญ่ ซึ่งอันที่จริงฉันเคยเดินทางผ่านเส้นทางนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสความงามของเพชรเม็ดนี้อย่างเต็มตา

    หาดที่อยู่บริเวณใจกลางเขาหลัก คือ หาดนางทอง ซึ่งเป็นชายหาดที่มีรีสอร์ตตั้งอยู่มากมาย แต่จะมีทางเดินระหว่างรีสอร์ตที่สามารถเดินทะลุลงไปที่หาดได้ ตรงกลางของหาดจะมีประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ ถือเป็นอีกเอกลักษณ์ของหาดนี้ ฉันไม่รอช้า จัดแจงปูเสื่อ นั่งปล่อยอารมณ์ พร้อมสั่งน้ำแตงโมเย็น ๆ มาไว้ข้างตัว นั่งมองนักท่องเที่ยว เดินผ่านไป-มา จนตะวันจวนลับฟ้า แสงสุดท้าย ณ ที่แห่งนี้ สวยงาม ตระการตา จนไม่อยากเชื่อว่า ครั้งหนึ่ง ที่นี่เคยพังพินาศเพราะภัยธรรมชาติมาแล้ว

    ธรรมชาตินั้นย่อมมีวิธีการเยียวยาตัวเอง ทั้งที่บ้านน้ำเค็ม หรือชายหาดต่าง ๆ ของเขาหลัก แต่ละที่ต่างค่อย ๆ ฟื้นฟูตัวเองจากความเลวร้ายในวันนั้น แต่หากมนุษย์ไม่ให้ความร่วมมือ ก็ยากที่ธรรมชาติจะเป็นมิตรกับเรา ถึงแม้วันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องราวความสูญเสียเมื่อ 9 ปีก่อน ก็ยังคงเป็นเหมือนฝันร้ายของใครอีกหลายคน แต่เมื่อเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ หน้าที่ของเราคือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด คือการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีให้ดีที่สุด เรื่องง่าย ๆ จริงไหม??

อ้างอิงข้อมูล...
http://thai.tourismthailand.org






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
กุมภาพันธ์ 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ตรุษจีน - ไหว้เทดา และโคมแดง
  • เรื่องจากปก : ณปภัช – ทรรศชล ทรัพย์สุนทรกุล กับห้องรับแขกของประเทศ ‘The Coral Executive Lounge’
  • Business : Origami Cafe คัดสรรทุกเมนูเพื่อคุณ
  • Business : Surf Hotel Patongรองรับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
  • ห้องรับแขก : ธีระ เจี่ยสกุล กับความสมดุลของการใช้ชีวิต

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink