ระบบนิเวศทางทะเล วัฏจักรความงามแห่งชีวิต
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ทัศนียภาพอันสวยงามของท้องทะเล และเกาะแก่งในพื้นที่จังหวัดอันดามัน ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และระนอง ล้วนแล้วแต่มีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล สามารถดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้ามาในประเทศปีละหลายล้านคน เพื่อยลโฉมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในจังหวัดเหล่านี้ และไม่เพียงแต่ความงามของแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น ความหลากหลายทางชีวภาพของพืช และสัตว์ทะเล ต่างก็มีส่วนดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน จึงไม่ต้องแปลกใจ หากสถานที่หลาย ๆ แห่งจะเกิดภาวะ ‘เสื่อมโทรม’ แน่นอน เมื่อชายหาด หรือเกาะต่าง ๆ เกิดภาวะเสื่อมโทรม สัตว์น้ำที่เคยมีอยู่มากก็กลับลดน้อยลง จนบางสายพันธุ์อาจร้ายแรงถึงขั้น ‘สูญพันธุ์’ ความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งก็สูญเสียไปด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล พืชน้ำ และสัตว์น้ำเหล่านี้สูญหายไปตามกาลเวลา เราจึงอยากนำคุณผู้อ่านไปรู้จักกับวัฏจักรชีวิตที่สวยงามอันนี้กันให้มากขึ้น

    คุณราตรี สุขสวรรณ์ นักวิชาการกรมประมงชำนาญการ และหัวหน้าสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต (Phuket Aquarium) ได้อธิบายว่า ระบบนิเวศทางทะเล (Marine ecosystem) เป็นระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ของระบบนิเวศในแหล่งน้ำทุกชนิด ซึ่งรู้จักกันดีในพื้นที่มหาสมุทร กลุ่มดินเค็ม เขตน้ำขึ้น-น้ำลง ปากแม่น้ำ ทะเลสาบน้ำเค็ม ป่าโกงกาง แนวปะการัง และทะเลน้ำลึก รวมไปถึงสัตว์ทะเล ระบบนิเวศทางทะเลครอบคลุมพื้นที่ 3 ใน 4 ส่วนของโลก ซึ่งถือได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่เป็นพืชได้สนับสนุนกันและกันกับสัตว์ และยังสามารถมองเห็นห่วงโซ่อาหารได้หลากหลายอย่าง จึงทำให้มีความสำคัญมากต่อสมดุลโดยรวมของนิเวศบนบก และในน้ำ ตามที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรณ์โลก ได้ระะบุว่า เพียงบริเวณชายฝั่งทะเลเพียงอย่างเดียว ก็มีปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพสูงถึง 1 ใน 3 ส่วนของโลก (เช่น บึงเกลือ หญ้าทะเล ป่าชายเลน) จัดอยู่ในประเภทผู้ผลิตที่มีปริมาณมากที่สุดในภูมิภาค ในระบบนิเวศทางทะเลอื่น ๆ เช่น แนวปะการังก็ยังเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย

    ระบบนิเวศชายฝั่งทะเลของภูเก็ต เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์น้ำ รวมถึงแหล่งทรัพยากรชายฝั่งอื่น ๆ เช่นระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่สำคัญของสัตว์น้ำ จำพวกปลา หอย กุ้ง และยังเป็นแนวกำแพงป้องกันคลื่นลมให้กับภูเก็ตได้เป็นอย่างดี มีอยู่มากในหลายพื้นที่สำคัญ เช่น ป่าชายเลนคลองอู่ตะเภา ป่าชายเลนคลองท่ามะพร้าว ป่าชายเลนคลองพารา ป่าชายเลนคลองบางโรง ป่าชายเลนคลองท่าเรือ ป่าชายเลนคลองบางชีเหล้า และคลองท่าจีน เป็นต้น

    ส่วนด้านชายฝั่งตะวันตกจะเป็นแหล่งปะการัง และมีหาดทรายสวยงาม เม็ดทรายขาวละเอียด เพราะได้รับแรงลมปะทะอย่างเต็มที่ ทำให้น้ำทะเลมีความใส และมีแนวปะการังสมบูรณ์กว่า ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน  นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว แนวปะการังยังเป็นบ้านหลังใหญ่ให้กับสัตว์อีกหลายชนิด เช่น สาหร่ายเซลล์เดียว หญ้าทะเล ฟองน้ำ ดอกไม้ทะเล กัลปังหา หนอนทะเล หมึกทะเล หอย กุ้ง ปู ดาว และปลาต่าง ๆ ซึ่งเมื่อแนวปะการังถูกทำลายมากขึ้น แน่นอนว่าสัตว์น้ำเหล่านี้ก็จะไร้ที่อยู่เช่นกัน


    สำหรับระบบนิเวศหญ้าทะเล จะปรากฏในบริเวณชายฝั่งที่มีลักษณะพื้นดินที่เป็นโคลนปนทราย และมีน้ำลึกประมาณ 1-3 เมตร แหล่งหญ้าทะเลมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อปริมาณสัตว์น้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล เพราะเป็นแหล่งอนุบาล แหล่งวางไข่ แหล่งหากิน แหล่งเจริญเติบโต และแหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งหากินของสัตว์ทะเลหายาก เช่น พยูน และเต่าทะเล ระบบนิเวศหญ้าทะเลยังให้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจากการทำประมงอีกด้วย ในปัจจุบันพบหญ้าทะเลตามมหาสมุทรต่าง ๆ ทั้งสิ้น 58 ชนิด 12 สกุล โดยพบในประเทศไทย 12 ชนิด 7 สกุล ใน 19 จังหวัดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน เช่น หญ้าคาทะเล หญ้าชะเงาเต่า หญ้าเงาแคระ ฯลฯ

    แหล่งหญ้าทะเลที่สำคัญของภูเก็ตพบบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอถลาง เช่น บริเวณ บ้านยามู บ้านป่าคลอก บ้านบางโรง บ้านพารา เป็นต้น

    ระบบนิเวศปะการัง เป็นแหล่งที่อยู่ของแนวปะการัง ซึ่งในภูเก็ตสามารถพบได้บริเวณแนวชายฝั่งด้านทิศตะวันตกของเกาะ ตั้งแต่หาดในยาง หาดสุรินทร์ หาดบางเทา หาดกมลา  หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ หาดในหาน หาดราไวย์ และตามเกาะต่าง ๆ ส่วนทางด้านใต้ของเกาะภูเก็ต ได้แก่ เกาะเฮ  เกาะโหลน เกาะรายาน้อย เกาะรายาใหญ่ เป็นต้น แนวปะการังรอบเกาะภูเก็ตปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม มีเพียงบางแห่งที่ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดี เนื่องจากภูเก็ตมีการขยายตัวทางการท่องเที่ยวรวดเร็วมาก ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากปะการังสูงขึ้น กิจกรรมทางน้ำต่าง ๆ เช่น การดำน้ำ การตกปลาและการประมง ตลอดจนการพัฒนาในบริเวณแนวชายฝั่งเพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม ที่พัก ถนนและสิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของปะการัง นอกจากนี้ยังเกิดจากการทอดสมอเรือของเรือนำเที่ยว การเหยียบย่ำและเก็บปะการังไปเป็นของที่ระลึกหรือเพื่อการค้า การระเบิดปลา และปัญหาน้ำเสียจากโรงแรมและตะกอนจากการก่อสร้าง ทั้งจากการสร้างถนนและการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวได้รับความสนใจที่จะดำเนินการแก้ไข ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เช่น การติดตั้งทุ่นผูกเรือ การติดตั้งป้ายอนุรักษ์ปะการัง การจัดงานรณรงค์และฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องปะการัง ตลอดจนการประชาสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ.แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องของจิตสำนึกของนักท่องเที่ยวมากกว่าที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

    ได้รู้จักกับระบบนิเวศทางทะเลกันไปพอสมควร แต่หากอยากรู้จักให้ละเอียดมากกว่านี้ สามารถมาที่สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต (Phuket Aquarium) เพื่อขอความรู้เพิ่มเติมกันได้ ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำอยู่ตลอดเวลา และยังสามารถชมสัตว์น้ำหายากสายพันธุ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง...
http://www.dmcr.go.th
http://www.phuketdata.net






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
มิถุนายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ถ้อยคำแท้จริง ที่โคยะซัง
  • เรื่องจากปก : ไมเคิล ซี วู้ดฟอร์ด กับภารกิจช่วยชีวิตผู้คนบนท้องถนน
  • Business : เที่ยวแบบ Unique บนความเป็น Small luxury resort with e-co friendly concept ที่ Crest Resort & Pool V
  • Business : สมาคมโรงแรมภูเก็ต Phuket Hotel Association
  • ห้องรับแขก : นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ หัวเรือใหญ่ในการป้องกันแก้ไข อุบัติภัยบนท้องถนน

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink