พิธีอิ้วเก้ง สีสันงานกินผัก
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    เมื่อเสียงดังกึกก้องของประทัดดอกสีแดงนับร้อย นับพัน ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง คลอเคล้าไปกับท่วงทำนองบทสวดมนต์ภาษาจีนที่ศาลเจ้าและตามบ้านเรือน ริ้วธงสีเหลืองพัดไสวทั่วเมือง สัญญานของพิธีกรรมแห่งความศรัทธาของชาวภูเก็ตได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ และเป็นที่รู้กันว่าตลอดระยะเวลา 9 วัน 9 คืนต่อจากนี้ เราจะต้องตั้งตนให้อยู่ในศีล ในธรรม รวมไปถึงต้องงดเว้นเนื้อสัตว์ และอาหารต้องห้ามต่าง ๆ อีกด้วย

    ศาลเจ้าต่าง ๆ ทั่วเกาะภูเก็ตกลับมาคึกคักเหมือนเช่นทุกปี สิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ถูกจัดมาปัดกวาดเช็ดถู และตรวจสภาพเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเพราะแต่ละพิธีกรรมนั้น ถือเป็นเรื่องราวสำคัญ ที่ประกอบกันเป็นองค์รวมของความเชื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นพิธีบูชาพระ พิธีโขกุ้น (เลี้ยงอาหารทหารที่มารักษาบริเวณมณฑล) พิธีข่งเก้ง (สวดมนต์) พิธีป้ายชิดแช้ (บูชาเทวดา) พิธีโก้ยโห้ย (ลุยไฟ) พิธีปีนบันไดมีด พิธีอาบน้ำมัน พิธีอิ้วเก้ง (แห่พระ) พิธีโก้ยห่าน (สะเดาะเคราะห์) หรือแม้แต่พิธีส่งพระในคืนวันสุดท้ายของเทศกาลกินผัก

    ชื่อเสียง และความโด่งดังเรื่องความศรัทธาของเทศกาลถือศีลกินผักในบ้านเรา ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มีนักท่องเที่ยวนับร้อยนับพันคน ที่ข้ามน้ำ ข้ามทะเล บินลัดฟ้ามาจากทั่วทุกมุมโลก เพียงเพื่อจะได้มาเป็นส่วนหนึ่งกับความศรัทธาเหล่านี้

    พิธีกรรมหนึ่งที่โดดเด่น และฉันมักจะเห็นช่างภาพหลากหลายเชื้อชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมากก็คือพิธีอิ้วเก้ง ที่เหล่าม้าทรงจะแสดงอิทธิฤทธิ์กันอย่างเต็มที่ และถึงแม้พิธีกรรมนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปในหลากหลายแง่มุม แต่เมื่อถึงวันที่มีพิธีแห่พระ ลูกเด็กเล็กแดง พี่ป้าน้าอา ปูย่าตายาย จะร่วมกันออกมาชมความสวยงามของริ้วขบวนแห่ และสักการะความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าที่ตนเคารพ เป็นภาพที่คุ้นตาฉันมาตลอดระยะเวลาหลายปี ถือเป็นสีสันของเทศกาลกินผัก มีเพื่อนชาวฮอลแลนด์ผู้หนึ่งเคยบอกกับฉันด้วยอาการตื่นเต้นว่า “You know? I’ve been waiting for this for a year” ฟังแล้วก็รู้สึกปลื้มใจแทนชาวภูเก็ตไม่น้อย

    พิธีอิ้วเก้ง หรือพิธีแห่พระ จะทำกันทุกศาลเจ้า เปรียบเหมือนเป็นการออกประพาสเพื่อโปรดสัตว์หรือทำนองออกเยี่ยมราษฏรของพระมหากษัตริย์ แต่พิธีแห่พระของศาลเจ้ากะทู้นั้น จะมีอีกนัยยะหนึ่ง คือเปรียบเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ได้ส่งตัวแทนไปนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) จากกังไสให้ลอยมาถึงภูเก็ต ที่อ่าวสะพานหิน โดยในการเดินทางกลับจะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิให้ดับมอด ศาลเจ้ากะทู้ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินเจในปัจจุบัน 

    เช้าตรู่ของวันแห่พระ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ของศาลเจ้าจะตระเตรียมความพร้อมของพิธีกันอย่างถี่ถ้วน ฝ่ายดูและม้าทรงก็จะเริ่มทำพิธีอัญเชิญองค์เทพพระเจ้าเพื่อเสด็จลงมาประทับแก่ม้าทรงแต่ละคน ในลานพิธีก็จะเต็มไปด้วย ม้าทรง และพี่เลี้ยง ที่คอยจัดแจงเรื่องความเรียบร้อย และการเสียบหรือแทงอาวุธของม้าทรง ซึ่งในปัจจุบันนั้นจะต้องดูแลกันมากกว่าเดิม เนื่องจากขนาดของอาวุธหรือของมีคมนี้ มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก จากเมื่อก่อนที่ใช้เพียงแค่หัวมณฑลอันเล็ก ๆ เพียงไม่กี่อัน เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีกินผัก

    ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกส่วนก็คอยดูแลลำดับการเดินของขบวน โดยมีขบวนธง และป้ายชื่อแห่นำหน้า

    จากนั้นก็เป็นเกี้ยวหามรูปพระ เรียกว่า ไท่เปี๋ย หรือเสลี่ยงเล็ก โดยหามรูปพระบูชาต่าง ๆ ออกนั่งเกี้ยวไปซึ่งจัดตามชั้นและยศของเทพ จากนั้นเป็นขบวนของนิ่วสิ่ว (ฉัตรจีน) ตามด้วยพระเกี้ยวใหญ่หรือ ตั่วเหลี้ยน  (เสลี่ยงใหญ่) ที่เป็นที่ประทับองค์กิ้วฮ่องไต่เต่ ซึ่งมักใช้คน 8 คนหาม ซึ่งประชาชนที่อยากเข้าร่วมในพิธีก็สามารถติดต่อทางศาลเจ้าเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในขบวนได้เช่นกัน

    ด้านประชาชนที่รอชมขบวนแห่ ก็จะจัดเตรียมโต๊ะบูชากันไว้ที่หน้าบ้าน หรือห้างร้าน เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ตนเอง ครอบครัว และบริษัท สิ่งสำคัญที่ต้องนำมาวางไว้คือ น้ำชา เต่เหลี่ยว (จันอับ ซึ่งหมายถึงขนมหวานขบเคี้ยวตั้งแต่ 5 อย่างขึ้นไป เช่น กรวด ฟัก ถั่วก้อน ถั่วตัด งาตัด โซถึง ปั้นล่ำ ก้านบัว ฯลฯ) สับปะรด (อ่องหลาย สื่อถึงโชคลาภ) กล้วย (เค้ง สื่อถึงการเชิญองค์พระ) และ ส้ม (ก๊าม สื่อถึงการขอบคุณ) นอกจากนี้ก็ยังมีของไหว้อื่น ๆ อีกสุดแล้วแต่บ้านไหนจะหาได้

    ส่วนประทัดดอกแดงนั้น จะใช้เมื่อขบวนแห่ผ่านหน้าบ้าน เพื่อเป็นการแสดงความต้อนรับ ความเชื่อของสมัยก่อนนั้น จะใช้โยนลงใต้เท้าของม้าทรง หรือเสลี่ยง แต่ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไป ส่วนใหญ่มักจะจุดประทัดแล้วโยนใส่ขบวนเลย ซึ่งตรงนี้เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้เข้าร่วมขบวนและประชาชนเพิ่มมากขึ้น
    อีกหนึ่งสีสันที่ฉันต้องขอเอ่ยถึง ก็คือบรรดาผู้หามเสลี่ยงเล็ก หรือไท่เปี๋ย ซึ่งเรามักจะเห็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ และชายสูงวัยที่ยังแข็งแรงอยู่ รวมไปถึงเด็กชายที่มีจิตศรัทธารวมตัวกันเพื่อแสดงความเชื่อด้วยการหามเกี้ยวไท่เปี๋ย โดยไม่เกรงกลัวต่อฝูงประทัดดอกแดงที่ถูกกระหน่ำจุด และโยนใส่เกี้ยวอย่างไร้ทิศทาง กลับกันพวกเขากลับเต็มใจเอาร่างกายเข้ารับประทัดเหล่านั้นด้วยความภาคภูมิ แม้แต่ฝรั่งมังค่าเอง เขายังยินดีเข้าร่วมเป็นหนึ่งในหน้าที่อันเสี่ยงตายนี้ เรียกได้ว่าหากไม่มีความศรัทธาจริง ๆ ก็คงไม่กล้าขันอาสามาทำหน้าที่นี้อย่างแน่นอน


    และเมื่อขบวนแห่ผ่านมาตรงจุดที่เป็นทางแยก ทั้งสี่แยก สามแยก สะพาน หรือทางข้ามต่าง ๆ ม้าทรงจะหยุดและแสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ เช่นการใช้ขวานจามลงบนร่างกาย หรือเฉือนไปที่ลิ้น ใช้ลูกตุ้มเหล็กแหลมทุบลงบนแผ่นหลัง ใช้ดาบฟาดฟันไปตามแขนขา หรือแม้แต่การโปรยข้าวสาร เพื่อเป็นการขับไล่สิ่งไม่ดี สิ่งอัปมงคลที่เชื่อกันว่ามักจะมาสิงสู่อยู่ตามแยกต่าง ๆ นั่นเอง

    ขบวนจะค่อย ๆ เดินหน้าจากศาลเจ้าแต่ละแห่ง เพื่อไปถึงจุดหมายเดียวกันที่ปลายแหลมสะพานหิน ทะเลในเมืองแห่งเดียวของภูเก็ต ซึ่งพิธีกรรมต่าง ๆ นี้ จำเป็นต้องใช้จัดขึ้นใกล้กับทะเล หรือแหล่งน้ำ เนื่องจากเชื่อว่าน้ำเป็นสื่อกลางที่เชื่อมต่อระหว่างดินแดนของเทพเจ้า และโลกมนุษย์

    นอกจากช่วงเทศกาลกินผักแล้ว เราก็ยังพอมีโอกาสได้เห็นขบวนแห่พระบ้าง เมื่อวันเกิดขององค์เทพแต่ละองค์ แต่ก็จะเป็นขบวนเล็ก ๆ ที่แห่ไปเป็นระยะทางสั้น ๆ แต่ไม่มีการใช้อาวุธเสียบแทง เหมือนช่วงเทศกาล

    เมื่อเสร็จจากพิธีกรรมต่าง ๆ แล้ว ขบวนแห่พระของแต่ละศาลเจ้าจะเดินทางกลับ บ้างก็เดินเท้ากลับ บ้างก็นั่งรถ และทำพิธีลาพระ คือการที่องค์เทพเจ้าจะออกจากร่างของม้าทรง ช่วงเวลานี้พี่เลี้ยงม้าทรง และฮวดโก้ย (ล่าม) ต้องคอยระวังม้าทรงที่องค์เทพกำลังจะสละร่างให้ดี เพราะบางคนจะแสดงอิทธิฤทธิ์มากมาย เช่นปีนป่าย กระโดด กระทืบเท้า หรือแม้แต่ตีลังกา เพราะเมื่อองค์เทพอำลาไปแล้ว ม้าทรงก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาดี ๆ นี่เอง ดังนั้นหากไม่ทันระวังอาจเกิดอุบัติเหตุได้

    ส่วนเส้นทางในการชมขบวนแห่นั้น ก็มักจะเน้นเป็นเส้นทางที่สัญจรไปมาได้ง่าย เช่นถนนเส้นต่าง ๆ ภายในตัวเมืองภูเก็ต จุดสำคัญที่มักจะมีผู้คน นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชนไปรออยู่มาก อย่างเช่นบริเวณสี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ ถนนรัษฎา บริเวณหน้าลานนวมินทร์ วงเวียนหอนาฬิกา และสะพานหิน เป็นต้น

    สำหรับเทศกาลกินผักปีนี้ (พ.ศ. 2556) เกิดขึ้นตรงกับปฏิทินไทย คือวันเสาร์ที่ 5 ถึง วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม ภาพชาวภูเก็ตที่พร้อมใจกันนุ่งห่มชุดขาว ร้านรวงที่ประดับไปธงเจ เสียงประทัด และเสียงสวดมนต์จะดังกึกก้องอีกครั้ง เสน่ห์แห่งความศรัทธาจะถูกถ่ายทอดออกไปทั่วโลก เราที่เป็นลูกหลานจะต้องร่วมสืบสานเพื่อไม่ให้แง่งามเหล่านี้สูญหายไป






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
ตุลาคม 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารมิตตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 2)
  • เรื่องจากปก : ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์
  • Business : Weserve ทางเลือกใหม่ของไลฟ์สไตล์คนภูเก็ต
  • Business : ภูเก็ต... จุดหมายวัยเกษียณ
  • ห้องรับแขก : ไตรกีฬา สร้างชีวิต... ริคกี้ - เอกรัช พันธ์ทิพย์

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink