เที่ยวไปใน 1 วัน บนเกาะสวรรค์แห่งอันดามัน
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    หลาย ๆ เดือนที่ผ่านมา เราตระเวนเที่ยวนอกเกาะภูเก็ตกันมาตลอด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เดือนนี้ฉันแอบเหนื่อยค่ะ เลยอยากพักกาย พักใจกันที่บ้านเรานี่แหละ เห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวบ้านเรากันได้ไม่เว้นแต่ละเดือน จนเริ่มจะแยกแยะไม่ออกแล้วว่าช่วงไหนคือหน้าไฮซีซั่น หรือช่วงไหนคือโลว์ซีซั่น ถ้าอย่างนั้นลองเดินทางสำรวจเกาะสวรรค์แห่งนี้กันดูสักวันค่ะ จะได้เป็นข้อมูลให้กับเพื่อนฝูง หรือนักท่องเที่ยวได้

    เริ่มต้นทริปกันด้วย เดินทางไปสักการะพระผุดที่วัดพระทอง เพื่อเอาฤกษ์ เอาชัยกันก่อนค่ะ ถนนหนทางไม่ได้ลำบากมาก อาจจะติดขัดเรื่องการจราจรบ้าง แต่หากเป็นวันหยุดความหนาแน่นก็จะไม่มากนัก ขับตรงไปทางทิศเหนือ หรืออำเภอถลาง บนถนนเทพกระษัตรี ถนนเส้นหลักของจังหวัด ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงแล้วค่ะ

    วัดพระทอง หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า วัดพระผุด หรือ วัดพระหล่อ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปทองคำครึ่งพระองค์ที่โผล่เพียงพระเกตุมาลาขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 1 ศอก โดยมีตำนานเล่าว่า เดิมบริเวณวัดเป็นที่เลี้ยงสัตว์ เช้าวันหนึ่งมีเด็กชายได้นำควายไปเลี้ยงที่ทุ่งนา เขาหาที่ผูกเชือกควายไม่ได้ ก็เลยนำไปผูกกับหลักที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน หลังจากกลับมาถึงบ้าน เด็กชายก็มีอาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตลงในที่สุด และเมื่อไปดูควายที่ทุ่งนา ก็เห็นว่าควายตัวนั้นตายเช่นกัน ตอนกลางคืน พ่อของเด็กชายฝันเห็นถึงสาเหตุการจากไปของลูกชาย ว่าเป็นเพราะนำเชือกไปผูกไว้กับพระเกตุมาลาของพระพุทธรูป จึงชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันขุดขึ้นมาบูชา แต่เกิดความมหัศจรรย์ มีตัวต่อแตนจำนวนมากโผล่ขึ้นมาจากดินที่ขุด อาละวาดไล่ต่อยผู้ที่มาขุด แต่กลับไม่ทำร้ายผู้ที่ไม่ขุด เจ้าเมืองทราบเรื่องจึงให้สร้างหลังคาบังพระเกตุมาลาทองคำเอาไว้ หลายปีต่อมา มีชีปะขาวรูปหนึ่งมาพักที่เมืองถลาง ท่านกลัวจะมีคนมาตัดพระเกตุไปขาย จึงได้ร่วมกับชาวบ้านช่วยกันเก็บเปลือกหอยมาเผาไฟ ทำเป็นปูนขาวปนกับทราย เพื่อโบกปิดทับพระพุทธรูปเอาไว้

    ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พม่าเข้ามาตีภาคใต้ของไทย และยึดเมืองถลางได้ ทหารพม่าพยายามขุดพระผุดเพื่อนำกลับไปพม่า แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะมีมดคันตัวเล็ก ๆ ขึ้นมาตามดินที่ขุด และกัดทหารพม่าจนเป็นไข้ ล้มตายไปหลายร้อยคน ทหารที่เหลือจึงเอาไฟมาเผามด และพยายามขุดไปจนถึงพระศอ ต่อมาเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชก็ยกทัพมาตีเมืองคืนจากพม่าได้ หลังจากนั้น หลวงพ่อสิงห์เดินทางมาจากเมืองสุโขทัย มาปักกรดที่เมืองถลาง ได้ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฏิ วิหาร และอุโบสถ โดยมีหลวงพ่อพระผุดเป็นพระประธาน แต่ได้ก่อสวมหลวงพ่อพระผุดเฉพาะส่วนหน้าเท่านั้นให้สูงกว่าเดิม เพื่อสะดวกแก่กิจกรรมสงฆ์

    ทำบุญ ปิดทองที่วัดพระทองกันเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมเดินทางต่อเพื่อไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวภูเก็ตอีกแห่ง คือ อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร ซึ่งหากใครต้องขับรถผ่านตรงอนุสาวรีย์ฯ ฉันเชื่อว่าทุกคนจะประนมมือขึ้นยกมือไหว้ บอกย่ามุกย่าจัน ทุกครั้งที่ต้องเดินทางออกจาก หรือเข้ามาภูเก็ต ตรงจุดนี้ หากต้องการซื้อดอกไม้ ธูป เทียนเพื่อสักการะสองย่า ก็สามารถทำได้ แต่ต้องระมัดระวังการข้ามถนนสักหน่อยนึง เพราะจุดนี้ถือว่าเป็นจุดที่มีการจราจรคับคั่งตลอดเวลา

    อนุสาวรีย์ของทั้งสองท่านตั้งอยู่ที่วงเวียนสี่แยกท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2509 จากหลักฐานสำคัญในจดหมายเหตุเมืองถลาง 6 ฉบับ เพื่อเป็นการเสริมและสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมุงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จเปิดถนนสายถลาง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า ถนนเทพกระษัตรี และได้มีการตั้งชื่อตำบลในภูเก็ต 2 ตำบลตามท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร คือ ตำบลเทพกระษัตรี และ ตำบลศรีสุนทร โดยจะมีการจัดงานรำลึกถึงท่านทุกปี ช่วงเดือนมีนาคม

    ขับรถย้อนลงทางใต้กันต่อไป จนเข้าเขตอำเภอเมืองภูเก็ต เลี้ยวขวาที่สี่แยกโรงเรียนสตรีภูเก็ต แล้วขับตรงไปเรื่อย ๆ ผ่านสี่แยกที่ว่าการอำเภอ เพื่อเข้าถนนแม่หลวน ก็จะเห็นป้ายบอกทางชัดเจนอยู่ทางขวามือ จุดชมวิวเขารัง เลี้ยวขวาขึ้นเขาไปไม่ไกล มีทางคดเคี้ยวพอประมาณ เราก็จะไปถึงจุดชมวิว

    เขารังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์เมืองภูเก็ต เป็นเนินเขาอยู่ในตัวเมืองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ รถยนต์และยานพาหนะอื่น ๆ สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาตามถนนคอซิมบี้ สามารถเห็นทัศนียภาพของเกาะภูเก็ตได้อย่างชัดเจน ยิ่งเป็นช่วงเวลากลางคืนจะเห็นแสงไฟจากตามบ้านเรือนงามระยิบระยับ จึงเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่ได้รับความนิยมมาก อีกทั้งยังเป็นสวนสุขภาพ และสวนสาธารณะไว้พักผ่อนหย่อนใจ

    จุดชมวิวเขารังเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี คอซิมบี้ ณ ระนอง สมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการกรมมณฑลภูเก็ต ปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ ๗ เมือง ได้แก่ ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ตะกั่วป่า ระนอง สตูล ได้ประกอบคุณประโยชน์แก่ราชการ เป็นมรรคผลดีเลิศ ทำนุบำรุงความเจริญนานัปการ เป็นรากฐานความก้าวหน้าสืบมาถึงปัจจุบัน

    ขับรถลงมาจากเขารัง ก็เกือบ ๆ เที่ยง แวะหาอาหารพื้นเมืองทานกันดีกว่า ร้านอาหารพื้นเมืองในภูเก็ตมีอยู่มากมาย แต่ฉันเลือกฝากท้องไว้ที่ตลาดฉำฉา บนถนนระนอง ใกล้กับศาลเจ้าหล่อโรง ตลาดแห่งนี้มีอายุค่อนข้างยาวนาน เป็นศูนย์รวมอาหารพื้นเมืองหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น หมี่หุ้นบ๊ะฉ่าง (หมี่หุ้นกระดูกหมู) ผัดไทย ปอเปี๊ยะสด หมูสะเต๊ะ โลบะ รวมไปถึงของหวานประจำจังหวัด อย่างโอ้เอ๋ว แถมราคาก็ไม่แพงอีกด้วย

    ตลาดฉำฉา อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูใครหลายคน แต่ถ้าบอกว่าตลาดหล่อโรง คงจะคุ้นหูมากกว่า เหตุที่ได้มีชื่อว่าตลาดฉำฉา เนื่องจากในสมัยก่อนที่บริเวณนั้นเคยมีต้นฉำฉายักษ์ยืนต้นเด่นตระหง่านอยู่ตรงมุมถนน บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเลือกจับจองพื้นที่ตรงนี้ขายอาหารภูเก็ต แต่ในปัจจุบัน ต้นฉำฉาต้นนั้นได้ถูกโค่นไปเป็นที่เรียบร้อย เหลือไว้เพียงตอไม้ร่องรอยแห่งอดีตเท่านั้น

    อิ่มท้องกันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ จุดหมายต่อไปเราจะไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองภูเก็ตอีกแห่งหนึ่ง คือวัดไชยธาราราม หรือ วัดฉลองนั่นเอง วัดนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอเมืองภูเก็ตมากนัก หากการจราจรไม่หนาแน่น ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็มาถึง เมื่อเข้าเขตวัดก็จะได้ยินเสียงจุดประทัดแก้บนเป็นระยะ ๆ

    สมัยรัชกาลที่ 5 พระครูวิสุทธิวงศาจาริย์ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม) เป็นเจ้าอาวาส มีชื่อเสียงการปรุงสมุนไพร และรักษาโรค เข้าเฝือกผู้ป่วยกระดูกหัก ปัจจุบันท่านพระครูฯ ได้มรณภาพแล้ว ฉันเชื่อว่าหลาย ๆ คน ที่เคยประสบอุบัติเหตุ จนมีปัญหาเรื่องกระดูกคงเคยผ่านการนวดน้ำมันของหลวงพ่อแช่มกันมาแล้ว เพราะฉันเองก็เคยเช่นกัน


    นอกจากนี้ วัดฉลองยังมีชื่อเสียงเรื่องความงดงาม ภายในบริเวณวัดประกอบไปด้วยอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อจำลองของหลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อช่วง และหลวงพ่อเกลื้อม ซึ่งเป็นเคารพของชาวภูเก็ต เมื่อไหว้พระเสร็จแล้ว จึงเดินไปนมัสการพระบรมธาตุ ที่พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ บรรยากาศภายในเงียบสงบ และเย็นสบาย ที่ห้องโถงชั้นล่าง เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ส่วนที่ฝาผนัง จะมีภาพวาดพุทธประวัติ แสดงให้เห็น เช่น ตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

    เสร็จแล้วจึงแวะชมกุฏิจำลอง พ่อท่านสมเด็จเจ้า (หลวงพ่อวัดฉลอง) ซึ่งภายในจัดแสดง หุ่นขี้ผึ้งจำลอง ของหลวงพ่อวัดฉลอง ทั้งสามท่าน (หลวงพ่อแช่ม - หลวงพ่อช่วง - หลวงพ่อเกลื้อม) และยังมีเครื่องเรือน และเครื่องใช้โบราณต่าง ๆ มาจัดแสดงด้วย

    อิ่มบุญกันถ้วนหน้าแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาชมความงามของท้องทะเลภูเก็ตกันแล้ว ออกจากวัดฉลอง ไปตามถนนเจ้าฟ้าตะวันตก (ถนนเจ้าฟ้านอก) เมื่อถึงห้าแยกฉลอง หากขับตรงไปเรื่อย ๆ จะเจอกับหาดราไวย์ เป็นชายหาดที่มีความกว้างรองจากหาดป่าตอง เป็นชายหาดที่มีร้านอาหารอยู่จำนวนมาก ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่ง สำหรับขึ้นเรือของนักท่องเที่ยวไปยังเกาะแก่งต่าง ๆ จึงมีเรือจอดอยู่บริเวณหน้าชาดหายเป็นจำนวนมาก ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ ทรายบริเวณชาดหาดมีลักษณะ เม็ดใหญ่ ไม่ละเอียด ไม่ขาวมีสีออกทางสีน้ำตาล

    แต่ทริปนี้ ฉันเลือกเลี้ยวขวาตรงห้าแยกฉลอง เพื่อไปชมความงามของหาดกะรน และ หาดกะตะ กันก่อน ซึ่งเส้นทางค่อนข้างชัน และคดเคี้ยว จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นอย่างมาก ซึ่งหาดทั้ง 2 มีอาณาเขตติดต่อกัน เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดภูเก็ต ขึ้นชื่อในเรื่องของความขาวสะอาด และความละเอียดของเม็ดทราย จึงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ มานอนอาบแดดกันตลอดชายหาด แต่หากเป็นช่วงมรสุมก็จะมีคลื่นสูงมาก จึงต้องเชื่อฟังคำเตือนของเจ้าหน้าที่ชายหาด


    ขับรถชมชายหาดกะรน หาดกะตะ ไปเรื่อย ๆ จนถึงสามแยกโรงแรมกะตะธานี แล้วเลี้ยวขวาใช้เส้นทางที่จะไปหาดกะตะน้อย ไปสักครู่จะเจอแยกให้เลี้ยวซ้ายขึ้นชันตามเนินสูง เพื่อจะไปจุดชมวิวกะรน ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหาดกะรน หาดกะตะ และหาดกะตะน้อย ซึ่งเห็นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวโค้งต่อเนื่องกัน โดยมีโขดหินยื่นออกไปคั่นแต่ละหาดไว้ จุดชมวิวมีลักษณะเป็นเนินเขาสูง มีศาลาเล็ก ๆ ให้ขึ้นไปชมวิว หากอากาศดีจะเห็นน้ำทะเลเป็นสีน้ำเงินเข้ม คราม ฟ้า เขียวมรกตไล่โทนสีแก่อ่อน ตัดกับสีขาวสะอาดของหาดทรายอย่างงดงาม

    หาดต่อไปคือ หาดในหาน ซึ่งเป็นหาดที่อยู่ถัดจากแหลมพรหมเทพขึ้นไปทางทิศเหนือ ใกล้ ๆ หาดมีบึงขนาดใหญ่อยู่ ชาวบ้านเรียกว่าหนองหาน หาดในหานเป็นชายหาดที่มีความยาวพอสมควร เป็นที่นิยมสำหรับนอนอาบแดดของชาวต่างชาติ หาดทรายไม่ขาวมากแต่มีเม็ดทรายละเอียด มีแหล่งขายของที่ระลึก และร้านอาหารอยู่โดยรอบ ใกล้ ๆ กับหาดในหานนี้ยังมีอ่าวเล็ก ๆ คืออ่าวเสน ในช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม จะมีคลื่นแรงมาก ไม่เหมาะสำหรับการลงเล่นน้ำ

    เดินทางกันมาจนเย็นย่ำ ก็ต้องไม่พลาดที่จะชมความงามยามอาทิตย์อัสดงที่แหลมพรมเทพ จุดชมพระอาทิตย์ตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูเก็ต เป็นที่ตั้งของประภาคารกาญจนาภิเษก ตรงสุดปลายของแหลมพรหมเทพ มีชื่อว่าแหลมเจ้า บริเวณตัวแหลมซึ่งยื่นออกไปในทะเล มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยต้นตาลที่ขึ้นอยู่กลุ่มใหญ่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ชมพระอาทิตย์ตกเสร็จแล้วก็เดินทางกลับ แต่ฉันแนะนำว่าช่วงเวลาที่สวยที่สุดของแหลมพรมเทพ จะเป็นช่วงเวลาหลังจากนั้นอีกสักพัก แสงสีสุดท้ายของวันจะแข่งกันสาดใส่ท้องฟ้ากันอย่างเต็มที่ อย่างที่ฝรั่งเขาเรียก ‘twilight’ หากมีเวลาก็ลองรอชมกันดูนะคะ

    หมดไปแล้วอีกวัน สำหรับการท่องเที่ยวบนเกาะภูเก็ต เกาะสวรรค์ของอันดามัน ที่ยกมานั้นยังเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของความงามของเกาะแห่งนี้ ยังมีอีกหลายที่ หลายหาด ที่ยังไม่ได้เที่ยวชม ครั้งหน้าหากฟ้าฝนเป็นใจ ฉันจะพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวบ้านเราอีกครั้งแน่นอนค่ะ






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
มิถุนายน 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปลายฟ้าที่ฮุนซา… ตักกสิลา… แล้ว "เก็บฉาก"
  • เรื่องจากปก : ‘การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง’.... นิยามความสำเร็จ ของ บุญ ยงสกุล
  • Business : BCISโรงเรียนนานาชาติโฉมใหม่ของภูเก็ต
  • Business : Casa Signature...บ้านหรูบนชัยภูมิแบบผู้นำที่เก่งและเฮง
  • ห้องรับแขก : กว่าจะมาเป็น นางฟ้ากู่เจิง "แอนนี่ - อธิษฐ์รดา จันทร์ชูวณิชกุล"

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink