มโนราห์ มหรสพพื้นบ้านของชาวใต้
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ว่า ออ ออ ออ แอ ออ อา ออ รัก ออ งาม...เสียงบทร้องเลียนเสียงเด็กทารกของเพลงมโนราห์ดังลอยมาผ่านเครื่องขยายเสียง บรรเลงคู่กับเสียงเครื่องดนตรีให้จังหวะ ทั้งทับ กลอง ฉิ่ง และอีกหลายชิ้น สร้างความสนุกสนาน และสะกดผู้ชมให้ตรึงใจไปกับท่วงทำนอง และลีลาร่ายลำของนางมโนราห์ จนไม่อยากจะลุกหนีไปไหน แต่หากจะพูดกันตามจริง มหรสพพื้นบ้านที่งดงามอย่าง ‘มโนราห์’ คงหาชมได้ยากยิ่งในยุคสมัยที่โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กเป็นฉากสำคัญหลักของชีวิตผู้คน มองไปทางไหนใคร ๆ ก็ก้มหน้าก้มตาจิ้มแต่สมาร์ทโฟนตัวเก่งกันไม่เว้นสักนาที แต่ก็ต้องนึกขอบคุณที่อินเตอร์เน็ตทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายขึ้น

    วันนี้เราลองละสายตาจากเครื่องมือสื่อสาร แล้วแหงนหน้าขึ้นมาทำความรู้จักที่มาที่ไปของมหรสพพื้นบ้านที่มีเสน่ห์ของภาคใต้อย่างมโนราห์กันดูสักหน่อยค่ะ

    คนสมัยก่อนถือกันว่า ศิลปะการแสดงเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา เป็นศาสตร์ชั้นแนวหน้าที่ทุกคนต้องเรียนรู้ ต้องสนใจ และต้องพยายามทำให้ได้ จนเกิดเป็นความเชื่อที่ว่า หากชายใดจะไปขอลูกสาวใคร จะต้องตอบคำถาม 2 ข้อ คือ รำมโนราห์เป็นหรือไม่ และขโมยควายเป็นหรือไม่ ถ้าไม่เป็นหรือขาดความรู้ ความสามารถข้อใดข้อหนึ่ง ฝ่ายพ่อตาแม่ยายก็จะไม่ยกลูกสาวให้ เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่ขาดความรู้ความสามารถ ขาดประสบการณ์ เนื่องจากศิลปะการแสดง สามารถนำไปเป็นอาชีพได้ อีกทั้งยังเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้แก่ครอบครัวอีกด้วย ส่วนเรื่องขโมยควายนั้น ไม่ได้เป็นการส่งเสริมการลักขโมย แต่เป็นการแสดงออกถึงความกล้าได้กล้าเสีย มีความเป็นนักสู้ สามารถปกป้องคุ้มครองวัวควาย ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของครอบครัวได้

    มโนราห์ หรือ โนรา หรือเขียนว่า มโนห์รา ก็มี เป็นชื่อศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้ มีแม่บทท่ารำอย่างเดียวกับละครชาตรี บทร้องเป็นกลอนสด ผู้ขับร้องต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ สรรหาคำให้สัมผัสกันได้อย่างฉับไว มีความหมายทั้งบทร้อง ท่ารำและเครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลอง ทับคู่ ฉิ่งโหม่ง ปี่ชวา และกรับ ปัจจุบันพัฒนาเอาเครื่องดนตรีสากลเข้าร่วมด้วย เดิมนิยมใช้ผู้ชายล้วนแสดง แต่ปัจจุบันมีผู้หญิงเข้าไปแสดงด้วย

    นอกจากเสียงดนตรีประกอบที่ครึกครื้นชวนให้ต้องขยับตามแล้ว มโนราห์ยังมีเสน่ห์ตรงเครื่องแต่งกายสีสันสดใสของผู้รำอีกด้วย ซึ่งเครื่องแต่งกายชิ้นหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย เทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะของตัวนายโรง หรือโนราใหญ่ หรือตัวยืนเครื่อง (โบราณไม่นิยมให้นางรำใช้) ทำเป็นรูปมงกุฎอย่างเตี้ย มีกรอบหน้า มีด้ายมงคลประกอบ

    ต่อมาคือ เครื่องรูปปัด ซึ่งร้อยด้วยลูกปัดสีเป็นลายมีดอกดวง ใช้สำหรับสวมลำตัวท่อนบนแทนเสื้อ ประกอบด้วยชิ้นสำคัญ 5 ชิ้น คือ บ่า สำหรับสวมทับบนบ่าซ้าย-ขวา รวม 2 ชิ้น ปิ้งคอ สำหรับสวมห้อยคอหน้า-หลัง คล้ายกรองคอหน้า-หลัง รวม 2 ชิ้น พานอก ร้อยลูกปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้พันรอบตัวตรงระดับอก บางถิ่นเรียกว่า ‘พานโครง’ บางถิ่นเรียกว่า ‘รอบอก’ เครื่องลูกปัดดังกล่าวนี้ใช้เหมือนกันทั้งตัวยืนเครื่องและตัวนาง (รำ) แต่มีช่วงหนึ่งที่คณะชาตรีในมณฑลนครศรีธรรมราชใช้อินทรธนู ซับทรวง (ทับทรวง) ปีกเหน่ง แทนเครื่องลูกปัดสำหรับตัวยืนเครื่อง

    เครื่องแต่งกายสำคัญอีกส่วนได้แก่ ปีกนกแอ่น หรือ ปีกเหน่ง มักทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายนกนางแอ่นกำลังกางปีก ใช้สำหรับโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง สวมติดกับสังวาลอยู่ที่ระดับเหนือสะเอวด้านซ้ายและขวา คล้ายตาบทิศของละคร ซับทรวง หรือ ทับทรวง หรือ ตาบ สำหรับสวมห้อยไว้ตรงทรวงอก นิยมทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายขนมเปียกปูนสลักเป็นลวดลาย และอาจฝังเพชรพลอยเป็นดอกดวงหรืออาจร้อยด้วยลูกปัด นิยมใช้เฉพาะตัวโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง ตัวนางไม่ใช้ซับทรวง ปีก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หาง หรือ หางหงส์ นิยมทำด้วยเขาควายหรือโลหะเป็นรูปคล้ายปีกนก 1 คู่ ซ้าย-ขวาประกอบกัน ปลายปีกเชิดงอนขึ้นและผูกรวมกันไว้มีพู่ทำด้วยด้ายสีติดไว้เหนือปลายปีก ใช้ลูกปัดร้อยห้อยเป็นดอกดวงรายตลอดทั้งข้างซ้ายและขวาให้ดูคล้ายขนของนก ใช้สำหรับสวมคาดทับผ้านุ่งตรงระดับสะเอว ปล่อยปลายปีกยื่นไปด้านหลังคล้ายหางกินรี

    และยังมี ผ้านุ่ง เป็นผ้ายาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า นุ่งทับชายแล้วรั้งไปเหน็บไว้ข้างหลัง ปล่อยปลายชายให้ห้อยลงเช่นเดียวกับหางกระเบน การนุ่งผ้าของโนราจะรั้งสูงและรัดรูปแน่นกว่านุ่งโจงกระเบน หน้าเพลา เหน็บเพลา หนับเพลา ก็ว่า คือสนับเพลาสำหรับสวมแล้วนุ่งผ้าทับ ปลายขาใช้ลูกปัดร้อยทับหรือร้อยทาบ ทำเป็นลวดลายดอกดวง เช่น ลายกรวยเชิง รักร้อย ผ้าห้อย คือ ผ้าสีต่าง ๆ ที่คาดห้อยคล้ายชายแครงแต่อาจมีมากกว่า โดยปกติจะใช้ผ้าที่โปร่งผ้าบางสีสด แต่ละผืนจะเหน็บห้อยลงทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของหน้าผ้า หน้าผ้า ลักษณะเดียวกับชายไหว ถ้าเป็นของโนราใหญ่หรือนายโรงมักทำด้วยผ้าแล้วร้อยลูกปัดทาบเป็นลวดลาย ที่ทำเป็นผ้า 3 แถบคล้ายชายไหวล้อมด้วยชายแครงก็มี ถ้าเป็นของนางรำ อาจใช้ผ้าพื้นสีต่างๆ สำหรับคาดห้อยเช่นเดียวกับชายไหว

    ส่วนเครื่องประดับได้แก่ กำไลต้นแขน และ ปลายแขน กำไลสวมต้นแขน เพื่อขบรัดกล้ามเนื้อให้ดูทะมัดทะแมงและเพิ่มให้สง่างามยิ่งขึ้น กำไล มักทำด้วยทองเหลือง ทำเป็นวงแหวน ใช้สวมมือและเท้าข้างละหลาย ๆ วง เช่น แขนแต่ละข้างอาจสวม 5-10 วงซ้อนกัน เพื่อเวลาปรับเปลี่ยนท่าจะได้มีเสียงดังเป็นจังหวะเร้าใจยิ่งขึ้น

    ที่ขาดไม่ได้คือ เล็บ เป็นเครื่องสวมนิ้วมือให้โค้งงามคล้ายเล็บกินนร กินรี ทำด้วยทองเหลืองหรือเงิน อาจต่อปลายด้วยหวายที่มีลูกปัดร้อยสอดสีไว้พองาม นิยมสวมมือละ 4 นิ้ว (ยกเว้นหัวแม่มือ) หน้าพราน เป็นหน้ากากสำหรับตัว ‘พราน’ ซึ่งเป็นตัวตลก ใช้ไม้แกะเป็นรูปใบหน้า ไม่มีส่วนที่เป็นคาง ทำจมูกยื่นยาว ปลายจมูกงุ้มเล็กน้อย เจาะรูตรงส่วนที่เป็นตาดำ ให้ผู้สวมมองเห็นได้ถนัด ทาสีแดงทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่เป็นฟันทำด้วยโลหะสีขาว หรือทาสีขาว หรืออาจลี่ยมฟัน (มีเฉพาะฟันบน) ส่วนบนต่อจากหน้าผากใช้ขนเป็ดหรือห่านสีขาวติดทาบไว้ต่างผมหงอก และ หน้าทาสี เป็นหน้ากากของตัวตลกหญิง ทำเป็นหน้าผู้หญิง มักทาสีขาวหรือสีเนื้อ

    เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องมโนราห์พร้อมแล้ว เครื่องดนตรีก็มากันพร้อมเพรียงแล้ว ต่อมาก็ไปทำความรู้จักกับองค์ประกอบในการแสดงมโนราห์ ก็คือ การรำ ซึ่งโนราแต่ละตัวต้องรำอวดความชำนาญและความสามารถเฉพาะตน โดยการรำผสมท่าต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องกลมกลืน แต่ละท่ามีความถูกต้องตามแบบฉบับ มีความคล่องแคล่วชำนาญที่จะเปลี่ยนลีลาให้เข้ากับจังหวะดนตรี และต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อยหรือกระฉับกระเฉงเหมาะแก่กรณี บางคนอาจอวดความสามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน เช่น การเล่นแขน การทำให้ตัวอ่อน การรำท่าพลิกแพลง เป็นต้น

    นอกจากจะต้องรำงดงามแล้ว การร้องมโนราห์ก็ถือเป็นหัวใจหลักอีกอย่างหนึ่ง โดยโนราแต่ละตัวจะต้องอวดลีลาการร้องขับบทกลอนในลักษณะต่าง ๆ เช่น เสียงไพเราะดังชัดเจน จังหวะการร้องขับถูกต้องเร้าใจ มีปฏิภาณในการคิดกลอนรวดเร็ว ได้เนื้อหาดี สัมผัสดี มีความสามารถในการร้องโต้ตอบ แก้คำอย่างฉับพลันและคมคาย เป็นต้น

    และยังมี การทำบท เป็นการอวดความสามารถในการตีความหมายของบทร้องเป็นท่ารำ ให้คำร้องและท่ารำสัมพันธ์กันต้องตีท่าให้พิสดารหลากหลายและครบถ้วน ตามคำร้องทุกถ้อยคำต้องขับบทร้องและตีท่ารำให้ประสมกลมกลืนกับจังหวะและลีลาของดนตรีอย่างเหมาะเหม็ง การทำบทจึงเป็นศิลปะสุดยอดของโนรา

    นอกจากโนราแต่ละคนจะต้องมีความสามารถในการรำ การร้อง และการทำบทดังกล่าวแล้วยังต้องฝึกการรำเฉพาะอย่างให้เกิดความชำนาญเป็นพิเศษด้วยซึ่งการรำเฉพาะอย่างนี้ อาจใช้แสดงเฉพาะโอกาส เช่น รำในพิธีไหว้ครู หรือพิธีแต่งพอกผูกผ้าใหญ่ บางอย่างใช้รำเฉพาะเมื่อมีการประชันโรง บางอย่างใช้ในโอกาสรำลงครูหรือโรงครู หรือรำแก้บน เป็นต้น การรำเฉพาะอย่าง มีดังนี้ รำบทครูสอน รำบทปฐม รำเพลงทับเพลงโทน รำเพลงปี่ รำเพลงโค รำขอเทริด รำเฆี่ยนพรายและเหยียบลูกนาว (เหยียบมะนาว) รำแทงเข้ รำคล้องหงส์ รำบทสิบสองหรือรำสิบสองบท


    มโนราห์ ยังมีการเล่นเป็นเรื่อง หากมีเวลาแสดงมากพอหลังจากการอวดการรำ การร้อง และการทำบทแล้ว อาจแถมการเล่นเป็นเรื่องให้ดู เพื่อความสนุกสนาน โดยเลือกเรื่องที่รู้ดีกันแล้วบางตอนมาแสดงเลือกเอาแต่ตอนที่ต้องใช้ตัวแสดงน้อย ๆ (2-3 คน) ไม่เน้นที่การแต่งตัวตามเรื่อง แต่จะเน้นการตลกและการขับบทกลอนแบบโนราให้ได้เนื้อหาตามท้องเรื่อง

    รู้จักมโนราห์กันมาพอสมควร แต่จะหาชมมโนราห์แสดงสด ๆ ได้ที่ไหนกันล่ะคะ แล้วในจังหวัดภูเก็ตมีคณะมโนราห์หรือเปล่านะ? วันนี้โชคเป็นของเราแล้วค่ะ ที่มีคณะมโนราห์เก่าแก่ ย้ายมาจากจังหวัดตรัง และเข้ามาสืบทอดมหรสพพื้นบ้านไว้ให้ลูกหลานชาวภูเก็ตได้ชมกันมานานกว่า 20 ปี คือ โนราบ้านพญามือเหล็ก ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นลูกหลานเชื้อสายมโนราห์ร่วม ๆ 20 คน คุณพีรพัฒน์ จตุรภุชกุลพงศ์ หรือ เอี่ยม เด็กหนุ่มอายุ 20 ต้น ๆ หนึ่งในสมาชิก เริ่มหัดรำมโนราห์ตั้งแต่เสียงยังไม่แตกหนุ่ม จนถึงปัจจุบัน ซึ่งคุณเอี่ยมกล่าวว่าเกิดจากความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของครูหมอมโนราห์ “จริง ๆ ผมก็ไม่เชื่อครับ เพราะยังเด็กมาก ไม่รู้เรื่องอะไร แต่ตอนเด็กผมป่วย พ่อแม่จึงได้ฝากให้เป็นศิษย์ครูหมอมโนราห์ หลังจากนั้นอาการป่วยก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จนหายไป ผมจึงได้ฝึกหัดการรำมโนราห์มาตั้งแต่นั้น ผมอยากเป็นคนสืบทอดศิลปวัฒนธรรมของบ้านเราไว้ให้อยู่ต่อไปเรื่อย ๆ คนรุ่นต่อ ๆ จะได้รู้จัก และเข้าใจเหมือนกับที่ผมเข้าใจ และรู้สึกหวงแหน จะได้มีมโนราห์อยู่ตลอดไปครับ” คุณเอี่ยมกล่าว นับว่าเป็นการดีนะคะ ที่ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจศิลปะพื้นเมือง อันเก่าแก่ประจำถิ่น จะได้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสืบสานความงดงามดั้งเดิมของถิ่นใต้

    ยังมีความน่าสนใจ และมนต์เสน่ห์อีกมากมายของมโนราห์ที่ไม่สามารถบันทึกลงบนแผ่นกระดาษเพียงไม่กี่หน้าได้ แต่จำเป็นต้องไปพาตัวเองไปสัมผัสมนต์เสน่ห์เหล่านั้นด้วยตัวเอง ลองวางสมาร์ทโฟนในมือลง แล้วออกไปดูการแสดงมโนราห์สด ๆ กันดูสักครั้ง คุณอาจจะโดนมนต์สะกดของมโนราห์เข้าอย่างจัง จนไม่อยากให้การแสดงจบลงเลย...

    ...ว่า ออ ออ ออ แอ ออ รัก ออ งาม...


อ้างอิงจาก...
http://th.wikipedia.org/wiki/มโนราห์_(การแสดง)






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
กุมภาพันธ์ 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ตรุษจีน - ไหว้เทดา และโคมแดง
  • เรื่องจากปก : ณปภัช – ทรรศชล ทรัพย์สุนทรกุล กับห้องรับแขกของประเทศ ‘The Coral Executive Lounge’
  • Business : Origami Cafe คัดสรรทุกเมนูเพื่อคุณ
  • Business : Surf Hotel Patongรองรับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
  • ห้องรับแขก : ธีระ เจี่ยสกุล กับความสมดุลของการใช้ชีวิต

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink