อัศจรรย์ธรรมชาติ Little Amazon ตะกั่วป่า
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share


    บนรถโดยสาร ระหว่างเดินทางกลับจากเมืองตะกั่วป่า เมื่อครั้งไปถ่ายภาพบรรยากาศเมืองเก่าเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันเห็นนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียคู่หนึ่ง ที่นั่งเก้าอี้แถวเดียวกัน กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ในมือของเธอมีโทรศัพท์มือถือแสนฉลาดที่สามารถเก็บภาพถ่ายของต้นไทรใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาได้อย่างสวยงาม เมื่อเห็นเช่นนั้น ความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ก็แผ่ซ่านไปทั่วตัว พร้อมกับเอ่ยปากขอชมภาพนั้นให้เต็มตา และถามไถ่ถึงสถานที่ที่เจ้าหล่อนสองคนได้ไปถ่ายภาพนี้มา จึงได้รู้ว่าต้นไทรใหญ่นั้นตั้งอยู่ที่ Little Amazon ตะกั่วป่า ซึ่งข้อมูลที่ฉันได้มาก็ไม่ได้มากพอจนทำให้ฉันสามารถฟันธงได้เลยว่าสถานที่นี้อยู่ที่ตรงไหนของอำเภอตะกั่วป่า แต่ในใจกลับตั้งมั่นที่จะเดินทางไปที่ตรงนั้นให้จงได้ พร้อม ๆ กับความรู้สึกภูมิใจที่เมืองไทยเราก็มีป่าอเมซอนเหมือนกัน

    หลายปีผ่านไป ความทรงจำเรื่องต้นไทรใหญ่เริ่มจะเลือนลงไปบ้าง จากหลายปัจจัยรอบตัว แต่แล้วความบังเอิญก็ทำให้ฉันระลึกถึงภาพนั้นขึ้นมาอย่างชัดเจนอีกครั้ง เมื่อได้ยินเพื่อนสนิทพูดถึงการล่องเรือชมต้นไทรใหญ่ที่ตะกั่วป่า และแสดงเจตน์จำนงอยากจะไปเยี่ยมชมที่แห่งนี้สักครั้ง ไม่รอช้า ฉันจึงหาข้อมูลเพิ่มเติม จนได้รู้ว่าที่แห่งนั้นคือ ‘คลองสังเหน่ Little Amazon แห่งเมืองตะกั่วป่า’ นี่เอง

     เช้าตรู่ของสุดสัปดาห์ฉันและเพื่อนสนิทเตรียมตัวออกเดินทางจากภูเก็ตมุ่งสู่ตะกั่วป่าอย่างไม่รีบร้อนนัก เราใช้เวลาไม่นาน ราว ๆ ชั่วโมงเศษก็มาถึงท่าเรือคลองสังเหน่ ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ระหว่างสถานีตำรวจภูธรเมืองตะกั่วป่า และที่ว่าการอำเภอเมืองตะกั่วป่า ขับรถลึกเข้าไปอีกเกือบกิโลฯ จะเจอท่าเรืออยู่ทางด้านขวามือ มีป้ายบอกอย่างชัดเจน ‘Little Amazon Takuapa’ ก็เลี้ยวขวาเข้าไปจอดรถได้เลย

    เมื่อไปถึง ‘โกเอก’ เอกสิทธิ์ ศิริทัพหัวหน้ากลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเหน่ ให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ยิ่งได้พูดคุยและฟังคำอธิบายถึงความยิ่งใหญ่ และเก่าแก่ของต้นไทรใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายอยู่ริมคลองแห่งนี้ ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อาการง่วงหาวจากการตื่นเช้ากว่าปกติก็หายไปโดยสิ้นเชิงเหลือเพียงความตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสกับความอัศจรรย์ของลิตเติลอเมซอนเมืองตะกั่วป่าเข้าแทนที่


    คลองสังเหน่ เป็นลำคลองสายไม่ใหญ่มาก มีความยาวร่วม ๆ 2-2.5 กิโลเมตร มีต้นน้ำมาจากเขาบางเต่าซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำตะกั่วป่า และยังสามารถนั่งเรือไปจนถึงบ้านน้ำเค็มได้ สองฝั่งคลองจะเต็มไปด้วยต้นไทรใหญ่ และต้นจาก แซมด้วยพันธุ์ไม้อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าอีกมากมาย เช่น งูปล้องทอง งูเขียว ลิงพังกา นกกระยาง และนกเงือกอีกด้วย ซึ่งหากเราโชคดี วันนี้เราก็จะได้เจอสัตว์เหล่านี้ทั้งหมด

    ส่วนการชมความงามคลองเส้นนี้ จะใช้วิธีนั่งเรือ โดยสามารถเลือกได้ทั้งเรือพีท ที่มีลักษณะคล้าย ๆ เรือกอจ๊านของชาวภูเก็ต แต่มีขนาดที่ยาวและใหญ่กว่า ติดเครื่องยนต์ เพื่อความเป็นส่วนตัว และเพื่อความปลอดภัยจึงกำหนดให้สามารถนั่งได้ 2 คน ไม่รวมคนขับ โดยคิดค่าบริการสำหรับคนไทยอยู่ที่ลำละ 550 บาทต่อ 2 คน ส่วนชาวต่างชาตินั้นราคาคนละ 700 บาทต่อเรือ 1 ลำ หรือหากใครต้องการเพิ่มการสูบฉีดให้เส้นเลือด ก็สามารถหาเช่าเรือแคนูเพื่อพายชมทัศนียภาพของคลองสังเหน่ได้เช่นกัน ราคาลำละประมาณ 400 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งคงต้องตรวจสอบกันอีกที โดยมากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเช่าเรือแคนู เพราะสามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติได้มากกว่า แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงแม้จะใช้เรือยนต์เป็นหลัก แต่คนขับเรือก็พยายามแจวเรือเองให้มากที่สุด เพื่อลดเสียงดังจากเครื่องยนต์ และลดการเกิดคลื่นไปกระทบกับเรือลำอื่น ๆ

    โกเอกกล่าว่าก่อนหน้านี้ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเหน่ ก็เคยนำเรือแคนูมาไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว แต่เรือแคนูมีราคาแพง จึงทำให้ชาวบ้านเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถหาซื้อได้ ดังนั้นหากต้องการเรือแคนูอาจต้องทำใจหน่อย เพราะเรือแคนูมีไม่มาก และส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นี่จะมีเรือพีทไว้ในครอบครัวเพื่อใช้งานด้านอื่น ๆ กันอยู่แล้ว จึงสามารถนำมาใช้รับส่งนักท่องเที่ยวได้ โดยมีเรือของชาวบ้านประมาณ 20 ลำ ที่เข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านอีกทางหนึ่ง

    โกเอกยังเล่าต่อไปอีกว่าเดิมทีคลองสังเหน่นั้น เป็นเส้นทางสัญจรไปมาของชาวชุมชนสังเหน่อยู่แล้ว แต่เมื่อปี พ.ศ. 2546 ชาวบ้านเกิดความคิดต้องการพัฒนาลำคลองและผืนป่าแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ จึงได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมา และได้การสนับสนุนจากบริษัทท่องเที่ยวต่าง ๆ ส่งนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเรื่อยมา จนเมื่อปี พ.ศ. 2551 จึงได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยนายอำเภอสมัยนั้นตั้งชื่อ Little Amazon ปัจจุบันถูกบรรจุเป็น 1 ในโปรแกรมนำเที่ยว one day trip ของรีสอร์ทและบริษัททัวร์มากมาย

    เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มพอประมาณ ใบพัดเรือแหวกว่ายลงในผืนน้ำ เรือพีทลำเขื่องพาพวกเราลัดเลาะไปตามลำคลองสังเหน่อย่างแผ่วเบา ช่วงแรก ๆ ของเส้นทาง ยังพอมีบ้านเรือนตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ แต่เมื่อผ่านไปอีกสักพักเราก็เข้าสู่ป่าไทร และไม้น้ำมากมาย หากเรามาในช่วงน้ำลงกว่านี้สักหน่อย คงได้เห็นรากของไม้เหล่านี้ที่เกาะเกี่ยวกันหนาแน่นอย่างแน่นอน ความอัศจรรย์แรกที่เราสัมผัสได้จากผืนป่าแห่งนี้ คือตลอดทางที่เต็มไปด้วยต้นไทรขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี บางต้นที่แก่มาก ๆ มีอายุถึง 120 ปี ตั้งต้นตระหง่านอยู่กลางผืนดินชุ่มน้ำ แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกมากมาย จนไม่สามารถบอกได้ว่าลำต้นใดที่เป็นจุดกำเนิดของต้นไทรนี้ รากน้อยใหญ่ทอดตัวลงสู่สายน้ำอย่างไม่ตั้งใจ บ้างก็เกี่ยวกระหวัดกับอีกรากหนึ่ง บ้างก็ตั้งอยู่อย่างอิสระ แต่ทั้งหมดก็ถักทอกันออกไปจนกลายเป็นร่มเงาขนาดใหญ่ สลับกับดงป่าต้นจากที่ขึ้นเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ เหมือนเป็นแนวกำแพงกั้นน้ำไม่ให้ล้นเข้าไปทำลายต้นไทรได้ สร้างความร่มรื่นให้กับผืนป่าตลอดสองฝั่งคลองนี้ได้อย่างดี ฉันเริ่มคลายความสงสัยว่าทำไมจึงได้เรียกว่าลิตเติลอเมซอน ก็มันให้ความรู้สึกเหมือนป่าดงดิบในอเมซอนอย่างที่ฉันเคยเห็นในหนังได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

    เมื่อเรือล่องเข้าไปเรื่อย ๆ เราก็จะยิ่งเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ซึ่งกลายเป็นเหมือนตู้เย็นใบใหญ่ของนกหลากหลายชนิด และสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ความร่มเย็นของผืนป่าก็เป็นเหมือนบ้านของสัตว์เหล่านั้นอีกด้วย เราได้เจอกับสัตว์ไม่มากนัก เพราะโชคร้ายที่มีเรือสปีดโบ๊ทจากไหนไม่ทราบวิ่งสวนเข้ามา พร้อมเสียงคำรามของเครื่องยนต์เรือที่ดังกึกก้อง แถมด้วยระลอกคลื่นที่กระแทกเรือเราจนโคลงไปมา นกกระยางที่กำลังจิกกินลูกไทร ก็รีบบินถลาไปทางอื่น กระรอกตัวน้อยก็รีบไต่ไปกิ่งไทรด้านใน นับประสาอะไรกับนกเงือกที่เราหวังจะได้เห็น คงจะมีเพียงงูปล้องทองตัวเขื่องที่ขดตัวนอนหลับสนิทอยู่บนกิ่งไทรเหนือหัวเรานั่นเอง โกเอกบอกว่าที่นี่ยังมีทั้งงูเขียว งูหลาม และสัตว์อื่น ๆ อีก ซึ่งถือเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของที่นี่ แต่ถ้าอยากเจอนกเงือก โกเอกแนะนำให้มาแต่เช้า

    เรือล่องไปตามทางคดเคี้ยวของลำคลอง ติดเครื่องบ้าง แจวบ้าง แล้วแต่ความเหมาะสม จนออกมาถึงปากแม่น้ำ จึงได้วกกลับเส้นทางเดิม บรรยากาศของการล่องเรือตลอด 1 ชั่วโมงเศษนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสปาที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ รอบตัวมีแต่ต้นไทร และต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายเต็มไปหมด เสียงนกและแมลงขับกล่อมไปทั่วท้องน้ำ เสียงน้ำไหลเอื่อย เคียงคู่ไปกับสายลมเย็นที่มาปะทะใบหน้า จนอดไม่ได้ที่จะต้องหลับตาลงในระหว่างที่นั่งเรืออยู่นั่นเอง ลืมตามาอีกที เรือก็พาเรากลับมาใกล้ถึงฝั่งเสียแล้ว หมดเวลาของนักผจญภัยแล้วสิ

    สำหรับคุณผู้อ่านที่ต้องการเดินทางมาที่คลองสังเหน่ Little Amazon เมืองตะกั่วป่า ควรเตรียมหมวก หรือผ้าคลุมเพื่อป้องกันแดดซึ่งอาจจะส่องลงมาได้ หากคุณล่องเรือในเวลาสาย และอาจเตรียมยากันยุงไปด้วย สำหรับผู้ที่แพ้ยุง หรือแมลง ส่วนการเดินทางนั้น สามารถเดินทางมาได้ตลอดทั้งปี โกเอกบอกว่ามีอยู่ 3 เงื่อนไขเท่านั้นที่ชาวบ้านจะไม่ล่องเรือ คือฝนตก น้ำลด และ ฟ้ามืด นอกนั้นรับรองว่าไปตอนไหนก็ได้เที่ยวแน่นอน ลองมาสัมผัสความอัศจรรย์ของธรรมชาติกันดู ความงามของผืนป่าภาคใต้ยังมีอะไรมากมาย รอให้คุณผู้อ่านได้ค้นหา แล้วเจอกันค่ะ






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
มกราคม 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : เวียดนาม และสงครามเวียดนาม
  • เรื่องจากปก : อาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยาผู้สืบทอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • Business : เที่ยวภูเก็ตแบบสมาร์ท ๆ กับ Phuket Smart Bus
  • Business : Crepe is Crepe มุมมองใหม่ เมนูเครป
  • ห้องรับแขก : ‘ถนอมเกียรติ งานสกุล’ ครูขวัญศิษย์ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink