ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share

ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า
ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า
ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า
ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า ระวังภัยหน้าร้อนกับโรคพิษสุนัขบ้า

    โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Virus) เป็นโรคติดต่อชนิดรุนแรงประเภทหนึ่งที่ระบาดหนักในช่วงฤดูร้อน สามารถติดต่อมายังคนได้โดยสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิดที่เป็นพาหะ ซึ่งมีเชื้อไวรัสชนิดโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ในน้ำลาย เช่น สุนัข แมว หนู กัด ข่วน หรือเลียบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผล โดยเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแพร่กระจายไปตามเส้นประสาท และจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเมื่อเชื้อเข้าสู่สมอง จะทำให้ระบบการทำงาน ต่าง ๆ ของร่างกายผิดปกติ ทั้งนี้หากผู้ป่วยถูกสุนัขกัดหรือถูกแมวข่วนแล้วไม่รีบไปพบแพทย์ ปล่อยทิ้งไว้จนแสดง อาการจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ และมีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

    อาการของคนเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

        • ระยะเริ่มแรก จะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่สบาย มีไข้ต่ำ ๆ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอคล้ายเป็นหวัด และมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ร่วมกับอาการคันหรือปวดชาบริเวณแผล ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในระยะ 2 - 3 วันแรก หลังสัมผัสเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า
        • ระยะอาการทางระบบประสาท คือผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตื่นเต้นง่าย กระสับกระส่าย และมีความรู้สึกไวกว่าปกติ อาจมีอาการคลุ้มคลั่งสลับกับง่วงซึม มีน้ำลายไหลแต่ไม่สามารถกลืนได้ต้องบ้วนทิ้งอยู่ตลอด ร่วมกับชอบหลีกเลี่ยงแสงสว่างและกลัวน้ำ ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยจะยังมีสติ สามารถสนทนากับผู้อื่นรู้เรื่อง
        • ระยะสุดท้าย เมื่อปล่อยทิ้งไว้ให้เชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกระจายไปทั่วสมองและกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยจะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ และแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ดุร้าย ร่วมกับมีอาการชัก หายใจกระตุก จนหมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

    ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า

        • เมื่อถูกสุนัขหรือแมวกัด ควรล้างแผลทันทีด้วยน้ำสบู่หลายๆครั้ง แล้วทาแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่นทิงเจอร์ไอโอดีน แอลกอฮอล์ แล้วรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
        • หากสุนัขที่กัดเป็นสัตว์ในบ้าน ให้ขังไว้สังเกตอาการ 10 วัน หากสุนัขตายให้ตัดหัวส่งไปตรวจที่สถาน เสาวภา สภากาชาดไทย หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์บางแห่งในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมทั้งศูนย์ชันสูตรโรค สำนักงานกรมปศุสัตว์ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย
        • ในกรณีที่ติดตามสัตว์ที่กัดไม่ได้ ให้ถือไว้ก่อนว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงควรรีบไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นการด่วน
        • ผู้ที่ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า คือผู้ที่มีบาดแผลจากการถูกสุนัขกัด ไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำเขียวหรือมีเลือดไหล แผลถลอกหรือแผลลึก รวมทั้งผู้ที่ถูกสุนัขเลียที่นัยน์ตา ริมฝีปาก และผิวหนังที่มีแผลถลอก ในแต่ละปีพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเพศชายมากกว่าหญิง และกว่าร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ เกิดจากการละเลยไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink