ภควัฒน์ จันทรังสี นักการทูตไทย สายเลือดภูเก็ต
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share

ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี
ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี
ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี
ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี ภควัฒน์ จันทรังสี

     ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นอาชีพที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นอาชีพที่มีภารกิจระดับชาติ แต่ความน่าสนใจในการเป็น ‘นักการทูต’ ของผู้ชายที่ชื่อ ‘ภควัฒน์ จันทรังสี’ หรือ ‘คุณอั้ม’ อยู่ที่ความตั้งใจและตั้งมั่นของคนหนุ่มวัย 25 ปีที่สามารถฝ่าฟันการสอบแข่งขันกับคนเกือบ 3,000 คน ผ่านการคัดเลือกและก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนี้ได้เป็นผลสำเร็จ

     เส้นทางการเป็นนักการทูตของคุณภควัฒน์ จันทรังสี เลขานุการตรี กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เกิดขึ้นจากการจุดประกายของครอบครัว

     “ตอนแรกใฝ่ฝันอยากเป็นนักบิน เพราะคุณแม่ (คุณอัจฉรา ยอแสงรัตน์) ทำงานที่บริษัทการบินไทย เราผูกพันและเติบโตมากับสายงานนี้ก็คิดว่าน่าจะเหมาะกับตัวเอง แต่พอเรียน ม. ปลาย แผนคณิต-วิทย์ ที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยไปสักพัก รู้สึกว่าเรากลับชอบเรียนวิชาสายสังคมมากกว่า คุณแม่เองท่านก็เห็นว่าเราค่อนข้างสนใจเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ชอบติดตามข้อมูลข่าวสารรอบโลกตลอด ท่านก็เกริ่น ๆ ว่าน่าจะลองเรียนรู้อาชีพนักการทูตนะ”

     ประกอบกับได้ศึกษาบทบาทการทำงานของนักการทูตและกระทรวงการต่างประเทศในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ ม. ปลาย เป็นต้นมา คุณอั้มจึงเริ่มสนใจที่จะเดินบนเส้นทางอาชีพสายนักการทูต

     จวบจนเวลาเหมาะสม คุณอั้มได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระหว่างศึกษาในชั้นปีที่ 3 ก็มีโอกาสฝึกงานที่สถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ประสบการณ์ ภาพความประทับใจ และการได้มีโอกาสพูดคุยและทำงานร่วมกับนักการทูตหลายท่าน ยิ่งเป็นการตอกย้ำความมั่นใจในการเดินบนเส้นทางสายนี้

     ก่อนเรียนจบปริญญาตรี คุณอั้มสามารถสอบชิงทุนรัฐบาล กพ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่ประเทศอังกฤษ และได้กลับมาทำงานใช้ทุนที่กระทรวงพาณิชย์เป็นเวลาประมาณ 1 ปี ระหว่างนั้นก็ทำงานที่สำนักนโยบายและแผน สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ หลังจากใช้ชีวิตสั่งสมประสบการณ์นานพอควรแล้ว ในปีนี้คุณอั้มจึงเดินหน้าตามหาความฝันของตัวเอง ด้วยการสอบเข้าตำแหน่งนักการทูตปฏิบัติการ (เลขานุการตรี) กระทรวงการต่างประเทศ และนี่เป็นการสอบครั้งแรกของเขา

     “มันเกิดขึ้นจากความตั้งใจ ซึ่งทุกคนก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน”

     ปัจจุบันการก้าวสู่เส้นทางสายนักการทูตมีอยู่ด้วยกัน 2 ทาง ทางแรกคือเป็นนักเรียนทุนของรัฐบาล ตามความต้องการของกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนทางที่สองคือ การสอบเข้า โดยถ้าใช้วุฒิปริญญาตรีจะเข้าเป็นผู้ช่วยเลขานุการ (ซี 3) ปริญญาโทเข้าเป็นเลขานุการตรี (ซี 4) และพัฒนาขึ้นมาเป็นเลขานุการโท (ซี 5) จากนั้นสอบเลื่อนขั้นอีกครั้งเพื่อเป็นเลขานุการเอก (ซี 6) แล้วไต่เต้าตามความสามารถเพื่อเป็นที่ปรึกษา อัครราชทูตที่ปรึกษา อัครราชทูต และเอกอัครราชทูตในที่สุด

     “เดิมคนที่จะมาสมัครสอบเป็นนักการทูตเมื่อก่อนก็จะเป็นผู้ที่เรียนจบด้านรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ภายหลังโลกเปิดกว้างมากขึ้น การสอบเปิดกว้างมากขึ้น ผู้ที่จบสาขาอื่น ๆ ทั้ง นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ หรือบริหารธุรกิจ ก็สามารถสอบผ่านเข้ากระทรวงฯ ได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน”

     โดยปกติแล้วการกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษในงานต่าง ๆ ผู้กล่าวมักจะทราบหัวข้อล่วงหน้า เพื่อเตรียมเนื้อหา เตรียมตัวในการพูด แต่ในการสัมภาษณ์นักการทูต ที่นอกจากจะเน้นคุณสมบัติความรู้ ความสามารถด้านภาษาแล้ว คณะกรรมการยังคงต้องการทดสอบไหวพริบปฏิภาณ การเรียบเรียงความคิด และบุคลิกที่เหมาะสมของผู้เข้าสอบด้วย ดังนั้นผู้เข้าแข่งขันแต่ละท่านจะได้รับหัวข้อคำถามก่อนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ เพียง 10 นาที จึงทำให้การสอบกล่าวสุนทรพจน์นี้เป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ความสามารถอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อก้าวขึ้นบนเวทีที่มีเพียงไมโครโฟนเป็นเพื่อนข้างกาย

     “ตอนกล่าวสุนทรพจน์ก็ตื่นเต้นนะ แต่ดีที่ผมเองมีการเตรียมข้อมูลเรื่องต่าง ๆ ไว้บ้างเหมือนกัน ซึ่งพอมาตรงกับหัวข้อที่กรรมการให้พูด เลยมั่นใจขึ้นมาก ตอนนั้นเลือกหัวข้อเกี่ยวกับความเป็นไทย (Thainess) ซึ่งเป็นเรื่องที่เปิดกว้าง ผมก็เริ่มบรรยายจากภาพรวมก่อน และจึงยกตัวอย่างในทุกภูมิภาค เพราะการยกตัวอย่างจะได้รายละเอียดเนื้อหาที่สมบูรณ์ เห็นภาพที่ชัดขึ้น แล้วก็มาสรุปขั้นท้ายว่ากระทรวงการต่างประเทศควรทำอย่างไรในการประชาสัมพันธ์สิ่งเหล่านี้ ก็ถือว่าเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ที่ครบถ้วนตามข้อมูลที่เตรียมมา”

     บทบาทหน้าที่นักการทูต คือ ‘การเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการติดต่อสื่อสาร ถักทอความสัมพันธ์กับนานาประเทศ’ ดังนั้นคุณอั้มจึงมองว่า นักการทูตที่ดีในยุคนี้ จะต้องพยายามรอบรู้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องภายในประเทศและต่างประเทศให้ลึกซึ้ง เพราะแต่ละเวทีนักการทูตอาจรับหน้าที่ไม่เหมือนกัน บางเวทีอาจเป็นผู้เจรจาต่อรอง บางเวทีอาจเป็นผู้ดูแลส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ หรือบางเวทีอาจเป็นผู้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ดังนั้นนักการทูตต้องเป็นนักสื่อสารที่ดีในทุกมิติกับนานาชาติ

     “ความรอบรู้นี้สำคัญมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศที่อนาคตจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เราต้องรู้ข้อมูลว่าในแต่ละประเทศเป็นอย่างไร จุดแข็งและจุดอ่อนคืออะไร มีทรัพยากรอะไรบ้าง เพื่อดึงสิ่งเหล่านั้นมาเป็นโอกาสในการใช้สร้างประโยชน์และพัฒนาประเทศไปด้วยกัน”

     เช่นเดียวกันในตลอดระยะเวลา 7 เดือนแห่งการเริ่มต้นทำงานด้านการทูตของคุณอั้ม ล้วนเต็มไปด้วยการเรียนรู้ โดยคุณอั้มเล่าว่าในช่วง 5 เดือนแรกต้องเข้ารับการฝึกปฏิบัติราชการใน 4 หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ ประเทศลาว...

     “คนลาวก็เหมือนคนไทยเลยครับ คนลาวดูทีวีไทย เขารับรู้ข้อมูลข่าวสารทุกอย่างของคนไทย รู้สถานการณ์บ้านเมืองของไทย รู้ภาษาไทย ฟังภาษาไทย เขียนภาษาไทยได้ ในขณะที่คนไทยแทบจะไม่รู้จักคนลาวเลย ดังนั้นคนไทยควรจะรู้จักเรียนรู้คนอื่นให้มากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนบ้านของเราเอง”

     ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องทำงานประสานกับคนในตำแหน่งระดับสูง มีเกียรติ มีฐานะ อาชีพนักการทูตโดยส่วนใหญ่จึงถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนติดความหรูหราสะดวกสบาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคุณอั้มบอกว่า ไม่ใช่เช่นนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักการทูต คือ ‘ความคิดและการสื่อสารที่ดี’ และทัศนคติหนักเอาเบาสู้ รอบรู้ และเข้าได้กับทุกสถานการณ์ แล้วแต่กาลเทศะหรือบริบท เช่น คุณอั้มเคยฝึกปฏิบัติราชการที่กรมพิธีการทูต ภาระงานที่รับผิดชอบจึงต้องลุยทั้งงานวิชาการและงานปฏิคมนอกสถานที่

     “บางครั้งก็ต้องเข้าร่วมการประชุม บางครั้งก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานรับรองแขกต่างประเทศ บ้างครั้งก็ต้องพาแขกเหล่านั้นไปตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และบางครั้งก็ต้องช่วยยกกระเป๋าด้วยเช่นกันครับ”

     “เสน่ห์ของงานนักการทูต คือ การเปิดโลกกว้าง เพราะตั้งแต่เข้าทำงานก็มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องราวทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ได้เดินทางไปสัมผัสผู้คนในทุกระดับของประเทศต่าง ๆ ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้นด้วย ได้รู้จักและรับรองบุคคลสำคัญจากหลายประเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์สูง เช่น ได้รับรอง นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติคนปัจจุบัน เมื่อครั้งมาเยือนไทยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มันกลายเป็นความประทับใจและภูมิใจอย่างหนึ่งในการทำงานตรงนี้”

     สุดท้ายนักการทูตรุ่นใหม่ หนึ่งในสายเลือดภูเก็ตคนนี้ย้ำว่า ความสุขในการทำงาน ณ ปัจจุบันของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความราบรื่นหรือการมีอุปสรรค เพราะเขาถือว่าอุปสรรคก็คือส่วนหนึ่งของงานที่ต้องแก้ไขไปตามขั้นตอน แต่ความสุขกลับอยู่ที่ความสนุกในการทำงานอันท้าทาย

     และหนึ่งในความท้าทายในอนาคตก็คือ ความพยายามที่จะเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วโลกที่เขามีโอกาสพูดคุยพบเจอให้ทราบว่า ‘จังหวัดภูเก็ตน่าท่องเที่ยวเช่นไร’

     “จังหวัดภูเก็ตเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวมีสูงมากครับ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติทางบกและทางทะเลที่สมบูรณ์ ชายหาดที่สวยงาม สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่เก่าแก่ รวมถึงศักยภาพธุรกิจบริการด้านโรงแรมและสุขภาพ ในอนาคตภูเก็ตจะต้องอยู่ใน Radar Screen ที่นักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกต้องรู้จักและอยากมาสัมผัสอย่างแน่นอน ซึ่งผมเห็นว่าท่านผู้บริหารจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้พัฒนาภูเก็ตไปเร็วมาก มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีแบบแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่รัดกุม เพราะถ้าหากการท่องเที่ยวพัฒนาแต่สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มันก็จะอยู่ได้ไม่นาน”

     อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าความน่าสนใจในการเป็นนักการทูตของผู้ชายที่ชื่อ ‘ภควัฒน์ จันทรังสี’ หาใช่ตำแหน่งที่มีภารกิจระดับชาติ หรือการเป็นอาชีพที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน แต่อยู่ที่ความตั้งใจและตั้งมั่นของคนหนุ่มที่สานฝันตนเองจนเป็นจริงขึ้นมา

     นี่คือก้าวแรกในการสานฝัน ก้าวที่คุณอั้มย้ำว่า “ใครก็สามารถทำได้ หากตั้งใจจริง”






 เรื่องอื่น ๆ




agachai
30 มิถุนายน 54 21:00
สุดยอดครับพี่ ผมจะเป็นแบบพี่ให้ได้
1

Nony
7 กันยายน 54 15:29
very inspiring :)
2

barameekoon phengtam
4 ตุลาคม 54 13:10
พี่คือ my I dol ของผมเลย ผมจะเป็นแบบพี่ให้ได้
3

weaw
4 ตุลาคม 54 13:12
เจ๋งมากเลย
4

กันนี่ย์
4 ตุลาคม 54 16:52
หนูเอง..จะไม่่ท้อถอยต่อความฝัน..จะขยันที่จะใขว่คว้า..เพื่อที่จะได้เป็นหนึ่งในนักการฑูต เหมือนพี่ค่ะ!!!
5

หนึ่งความเห็น
15 ตุลาคม 54 18:35
นักการทูตไม่ได้ทำงานสวยหรูอย่างที่คิดนะ งานหนักมาก ทำบัญชี สั่งสินค้า ซื้อสินค้า อีก จองรถ จองโรงแรม ยกกระเป๋า เดินรับส่งแขก ฯลฯ หรือ งานเสมียนดีๆนี่แหละ เพียงแต่มีโอกาสได้ไปอยู่ต่างประเทศเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าใครชอบจะได้อยู่ต่างประเทศ โดยไม่เกี่ยงว่างานนักการทูตจะสวยหรูอย่างที่คิด ก็คงต้องมาลองสอบและเดินเส้นทางนี้ดู เนื้องานจริงๆที่แย่ๆ ใครจะมาบอกพวกคุณหละ ลองคิดดู
6

คนหนึ่งที่ชอบ
26 มกราคม 55 20:29
ถือว่าเป็นงานที่ได้พูดคุยกับชาวต่างประเทศ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชอบค่ะ !! เราชอบพูดชอบคุยกับผู้มีความรู้ที่สุดเลย ^__^ เหมือนได้แลกเปลี่ยนความคิดกันทำให้เข้าใจในเรื่องต่างๆ มากขึ้น น่าสนใจมากค่ะ ! ขอบคุณค่ะพี่อั้มมมมมมม !
7

carrot
19 กุมภาพันธ์ 55 13:25
สักวันหนึ่งหนูจะเป็นเหมือนพี่ให้ได้ค่ะ
8

pim
14 มีนาคม 55 16:24
หนูอยากเป็นนักการทูตมากๆเลยค่ะ ศึกษาอาชีพนี้มามากพอสมควรเเล้ว ความเห็นของคนส่วนมากก็จะบอกว่า ถ้าไม่มีเส้นสาย ก็ไม่ได้เป็น เเต่ หนูตั้งใจไว้เเล้ว ถึงเเม้ยังไงก็ตามเเต่ จะทำความฝันนี้ให้สำเร็จให้ได้ !!! ^^
10

Sun
28 สิงหาคม 55 18:11
สักวันหนึ่ง จะทำให้ได้อย่างพี่
11

วิศรุต สุวรรณรัตน์
3 มิถุนายน 56 11:02
ผมมีความต้องการเป็นนักการทูตอยู่ทุนเดิมเเล้วครับ เพื่อสนองพระเดชพระคุณประเทศสยามมานานเเล้ว ผมเพียงเเค่เรียนม.รามคำเเหง มิรู้เเจ้งว่าจะสอบได้หรือเปล่า ซึ่งอันที่จริง กระทรวงนี้ก็เอื้ออำนวยให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เเละ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องจริงนะครับที่ผุ้มีอำนาจทางเศรษฐกิจจะมีโอกาส เเละความสาามรถเป็นที่ประจักษ์กว่าด้วยการเตรียมตัวความพร้อมในด้านต่างต่าง ที่กระผมนั้นมีโอกาสที่ไม่เอื้ออำนวยเหมือนผู้มีฐานะทางการเงินสภาพครอบครัวที่เกื้อหนุน ที่ผมกล่าวมามันก๋็เป็นข้อเท้จจริงอยู่เเล้ว หรือใครใน ณ ที่นี่จะปฏิเสธก็เชิญ ซึ่งมันมาจากระบบการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการออกเเบบมาเพื่ออำนวยกับเด็กเฉพาะกลุ่มเเล้วอ่างเด็กที่หัวกะทิ ตามที่นิยามกันมานั้น ที่ผมร่ายยาวมานี้ทั้งหมดก็อยากจะเสนอข้อคิดเห็นให้ใครบางคนได้ทราบถึงสภาพสังคมอันที่เป็นข้อเท็จจริงไซร้ ที่ผมยังมีเจตนารมณ์จะสอบเข้ารับราชการยังกระทรวงการต่างประเทศนี้ ก็ได้อ่านหนังสือ" วิธีทำงาน" ของท่าน พลตรีหลวงวิจิตรวาทการนั้น มันทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติที่ตัดโอกาสตัวเองอยู่นั้นกลับเปลี่ยนมุมมองที่ตั้ง ต้องสอบเข้าให้ได้เหมือนพวกกระฎุมพีเหล่านั้น เพื่อจะเเสดงให้ทราบว่า เด็กราม คนสุพรรณบุรีอย่างผมก็ทำได้ไม่เเพ้ั ไอ้พวกนักเรียนนอก นักเรียนอินเตอร์ทั้งหลาย เป็นต้น ควรมิควรถ้าผู้ใดได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดนี้ ใคร่ที่จะเเนะนำผมหรือจะติติงผมก็น้อมรับทุกกรณีโดยปราศจากอคติอันใด ขอบพระคุณมากครับ
12




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink