เตือนกาฬโรคปอดระบาดในจีนรุนแรงกว่าหวัด 2009
Text size:
By ผักกาด
Bookmark and Share

     นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย เผยกาฬโรคปอดที่ระบาดในจีนรุนแรงกว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 สูงถึง 5 เท่าตัว ผู้ติดเชื้อเสี่ยงต่อการเสียชีวิต 50-60% เชื่อไม่ส่งผลลุกลามมาถึงไทย

      ศาสตราจารย์นายแพทย์อมร ลีลารัศมี นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยยืนยัยว่ากาฬโรคปอดเป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง ที่ติดกันทางระบบทางเดินหายใจ มีหนูเป็นพาหะ ซึ่งที่ผ่านมาการระบาดของกาฬโรคปกติจะติดเชื้อทางกระแสเลือด และเข้าสู่ทางบาดแผลหรือต่อมน้ำเหลือง แต่กาฬโรคปอดไม่จำเป็นต้องมีบาดแผล ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจและเข้าสู่ปอดทันที ผู้ที่ติดเชื้อโรคนี้จะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายใน 3-5 วัน ที่สำคัญโรคนี้รุนแรงกว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 ถึง 5 เท่า มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ แต่การแพร่เชื้อจะเป็นไปได้ยากกว่า เพราะผู้ป่วยเป็นแล้วจะเดินไม่ไหว เหนื่อยหอบ และไม่สามารถช่วยตนเองได้ นอกจากผู้ป่วยคนนั้นไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไปอยู่ในกลุ่มชุมชน หรือบนเครื่องบิน ก็สามารถติดเชื้อได้ทั้งหมด
     
อาการของโรค      ศาสตรจารย์นายแพทย์อมร ยังระบุว่า โรคนี้ข้อแตกต่างจากไข้หวัดดูไม่ยาก ซึ่งผู้ติดเชื้อจะตัวร้อน มีไอ และหอบเหนื่อย เดินไม่ไหว อาการทางระบบทางเดินหายใจจะรุนแรงและเข้าสู่ปอดได้ทันที ที่สำคัญผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ คือ โรคถุงลมโป่งพอง ปอด หอบหืด หรือโรคหัวใจ รวมไปถึงระบบทางเดินหายใจทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับปอด หากเป็นแล้วโอกาสเสียชีวิตแค่ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เชื่อว่า การระบาดที่มณฑลวิงไห่ ประเทศจีน มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายคน และที่สำคัญมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ล่าสุดยังกักตัวอีก 10,000 คน ที่มีอาการปอดอักเสบ ว่าจะไม่แพร่เชื้อเข้ามาในไทย เนื่องจากเป็นแล้วไม่สามารถช่วยตนเองได้เลย ต้องอยู่บ้าน และรับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเดียว ย้ำคนไทยอย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับกาฬโรคปอด ซึ่งกรมควบคุมโรคจะต้องประเมินสถานการณ์เป็นรายวันในการแพร่ระบาดของจีนว่ามีโอกาสจะคุกคามเข้ามาสู่ไทยหรือไม่ และขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะห้ามคนไทยไม่ให้เดินทางเข้าสู่ประเทศจีน


รู้จักโรคกาฬโรค (Plague)
หนูตัวเพาะพันธุ์ เชื้อโรคหมัดหนู      กาฬโรค เป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ตามปกติเป็นโรคที่เกิดอยู่ในสัตว์ประเภทฟันแทะ (Rodent) ได้แก่ หนู กระรอก กระต่าย เชื้อติดต่อมาสู่คนโดยถูกตัวหมัดที่อาศัยกินเลือดสัตว์ดังกล่าวมากัดคน  เชื้อเข้าสู่ทางผิวหนังบริเวณที่ถูกกัด ผ่านทางท่อน้ำเหลืองไปสู่ต่อมน้ำเหลือง เกิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เรียกการป่วยลักษณะนี้ว่า กาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ (Bubonic plague) เชื้ออาจลุกลามต่อจากต่อมน้ำเหลืองเข้าสู่กระแสเลือด กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ เรียกการป่วยระยะนี้ว่า Sipticemic plague ผู้ป่วยบางรายจะมีปอดอักเสบ เรียกว่า กาฬโรคชนิดปอดอักเสบ Zpneumonic plague) ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ทางการหายใจ โดยมีเชื้ออยู่ในน้ำมูกหรือเสมหะที่กระจายเป็นฝอยเมื่อไอหรือจาม


เชื้อที่เป็นสาเหตุ
Yersinia pestis     เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Yersinia pestis ลักษณะของเชื้อเป็น bacillus ติดสี gram-negative ตรวจหาเชื้อได้จากต่อมน้ำเหลือง เสมหะ และน้ำไขสันหลัง นอกจากนี้ยังตรวจเลือดหาการติดเชื้อ โดยวิธี antigen-capture Elisa และ PHA

      สัตว์นำโรคได้แก่ พวกสัตว์ประเภทฟันแทะที่อยู่ตามธรรมชาติโดยเฉพาะพวกหนู ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อโรคที่สำคัญ สำหรับสัตว์อื่นที่อาจเป็นโรคนี้และติดต่อมาถึงคน ได้แก่ สัตว์พวกกระต่าย กระต่ายป่า และแมว เป็นต้น


การติดต่อโรค

  • ติดต่อโดยถูกหมัดหนู (Xenopsylla cheopis) ที่มีเชื้อกัด หรือเชื้อเข้าทางผิวหนังที่ถลอกจากการเกา บริเวณที่ถูกหมัดถูกหนูกัด การติดต่อระหว่างคนกับคนอาจเกิดได้โดยหมัดคน (pulexirritans) กัด
  • ทางการหายใจเอาละอองเสมหะของผู้ป่วย Pneumonic plague หรือสัตว์เลี้ยง เช่น แมวที่มีเชื้อโรคนี้

  • ระยะฟักตัวของโรค
    ระยะฟักตัวของกาฬโรคโดยทั่วไปอยุ่ระหว่าง 2-6 วัน ระยะฟักตัวสำหรับ primaryplague pneumonia อยู่ระหว่าง 1-6 วัน แต่ปกติมักจะสั้น
    ระยะเวลาการติดต่อ
    เชื้อที่ติดต่อคงอยู่ในตัวหมัดได้เป็นเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพของความชื้นและอุณหภูมิ

    การป้องกันและควบคุม
    ดูแลป้องกันไม่ให้หนูมาอยู่ในบ้านเลี้ยงแมวให้จับหนู1.สำรวจหนูและหมัดหนู ควบคุมและกำจัดหนูในโรงเรือนและเรือสินค้า กำจัดหมัดหนูโดยใช้ยาฆ่าแมลง
    2.ให้สุขศึกษาในประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ให้รู้วิธีป้องกันโรคและเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว ถ้ามีอาการส่งสัยว่าป่วยเป็นกาฬโรค
    3. มีมาตรการควบคุมระหว่างประเทศ
    4. ฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง (ขณะนี้วัคซีนไม่มีใช้ทั่วไป)




    การรักษา
         ผู้ป่วยกาฬโรคต้องรับการรักษาในห้องแยก (Isolation) การฆ่าเชื้อได้ผลดีโดย ใช้ยาปฏิชีวนะ Tetracycline ,Streptomycin,Chloramphenicol,kanamycin และ Sulfonamides ซึ่งควรให้ผู้ป่วย ได้รับยาปฏิชีวนะโดยเร็ว ที่สุดหลังการวินิจฉัยเบื้องต้น โดยไม่ควรรอผลการตรวจยืนยัน ทางห้องปฏิบัติการ ยากลุ่ม Penicillin มักไม่ได้ผลดี

          นอกจากนี้ให้การรักษาตามอาการ (Symptomatic) และการรักษาประคับประคอง (Supportive) และการรักษาโรคแทรกซ้อนตามความจำเป็นบุคลากรผู้ทำการรักษาต้องระมัดระวังอย่างเคร่งครัดด้านการป้องกันติดเชื้อ (เช่น สวมถุงมือ สวมหน้ากาก) และการทำลายเชื้อจากเลือด น้ำเหลือง และหนองของผู้ป่วย


    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสิริโรจน์




     เรื่องอื่น ๆ




    donate japan earthquake hit
    14 มีนาคม 54 20:37
    Who wants to support donate to Japan? It's' very sad as to what's happening in Japan, so assist donate! Japan requires your help!
    1




    Comment Form

    ดึงภาพจากระบบ

    (required)

    Code


    นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
    พฤศจิกายน 2560
    • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
    • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
    • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
    • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
    • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















    Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
    Weblink