อาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยา ผู้สืบทอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    หากคุณผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ หรือเคยอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการไปท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ หรือไปด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เชื่อแน่ว่าเราแทบทุกคนจะต้องคิดถึงเมืองไทย ซึ่งคำว่าคิดถึง ก็คงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การคิดถึงคนในครอบครัวและคนที่เรารัก แต่ยังรวมไปถึงอาหารการกิน วิถีชีวิต ภูมิอากาศ ขนบประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนบรรยากาศการใช้ชีวิตที่เราคุ้นเคยตั้งแต่เกิดมา

    แม้ว่าสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นจะถือเป็นความภาคภูมิใจของเราที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะหลงลืมไปบ้างตามกาลเวลาก็คือ ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยในด้านการแพทย์ ซึ่งหากได้ทราบเรื่องราวอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะรู้สึกได้เลยว่า ปู่ย่าตายายของเรา ท่านได้ทิ้งมรดกล้ำค่าไว้ให้กับเราอย่างที่ประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว เรื่องจากปกของเราฉบับนี้ จึงขอนำเสนอเรื่องราวของบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง ที่เป็นผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางด้านการแพทย์แผนไทยในประเทศ ท่านคือ อาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยาโดยเราได้ทราบเรื่องราวของท่าน จากการที่ผู้ก่อตั้งสุโขสปาคุณนิติธรและ ทพญ.พท. ชญบุษบ์เทพบุตรได้มีดำริที่จะทำให้สุโขสปาเป็นศูนย์รวมของการดูแลสุขภาพครบวงจรซึ่งก็คือเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานที่แห่งนี้มาตั้งแต่ต้นโดยทั้งคุณนิติธรและคุณหมอชญบุษบ์ ได้ทุ่มเทใส่ใจในการศึกษาศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบวิถีไทยทุกแขนง เพื่อนำมาถ่ายทอดและให้บริการกับผู้ที่มาใช้บริการทุกคนในสปาแห่งนี้มาโดยตลอด และด้วยเหตุนี้ เมื่อท่านผู้บริหารทั้งคู่ได้พบกับท่านอาจารย์ จึงได้เรียนเชิญท่านให้มาเป็นที่ปรึกษาและเปิดให้บริการคลินิกการแพทย์แผนไทย ‘หม่อมราชวงศ์สอาด ทินกร’ ณ สุโขสปา ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา

    “เราได้พยายามรวบรวมทุกอย่างที่เป็นไทยเข้ามาไว้ที่นี่ทั้งในเรื่องของวัฒนธรรมและการดูแลสุขภาพแบบแผนไทยจนกระทั่งเราได้พบกับท่านอาจารย์คมสันและติดตามท่านและทราบว่าท่านเป็นราชสกุลสืบเชื้อสายแพทย์หลวงซึ่งบรรพบุรุษของท่านก็เป็นผู้เขียนตำรับตำราของวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยของศิริราชที่เป็นมหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งแรกของไทยโดยท่านอาจารย์คมสันก็ยังคงรูปแบบการตรวจรักษาแบบราชสกุลมาโดยตลอดรวมถึงตำหรับยาที่ท่านใช้ทั้งหมดท่านก็ใช้แบบดั้งเดิมพอเราได้ทราบตรงนั้นจึงได้เรียนท่านว่าเราอยากให้คลินิกแพทย์แผนไทยหม่อมราชวงศ์สอาดทินกรมาเปิดที่ภูเก็ตเพื่อให้คนภูเก็ตและต่างชาติได้รู้ว่าแพทย์แผนไทยของเราก็มีดีไม่ด้อยไปกว่าใครซึ่งก็ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราที่วางไว้ตั้งแต่ต้นว่าเราจะนำการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามหลักการแพทย์แผนไทยมาให้บริการที่สุโขสปาซึ่งท่านอาจารย์ท่านก็ยินดีโดยท่านจะทำหน้าที่เป็นคุณหมอใหญ่คอยดูแลทั้งเรื่องของคลินิกการจัดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโดยท่านจะเป็นที่ปรึกษาและลงมาช่วยดูแลทุกเดือนและท่านก็จะส่งศิษย์เอกของท่านลงมาเป็นหมอประจำคลินิกด้วย”


    สำหรับประวัติของท่านอาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยา นั้น ท่านเป็นผู้สืบสายราชสกุลในลำดับชั้นที่6 ในสายราชสกุลแพทย์ "ทินกร" ซึ่งเป็นราชสกุลแพทย์แผนไทยมาตั้งแต่ลำดับชั้นที่1 ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างต่อเนื่องมิขาดสายจวบจนปัจจุบัน ซึ่งมีถึงชั้นที่ 7 คือหลานชายของท่าน คุณสัตถาทินกรณอยุธยาแล้ว

    “สมัยก่อนเราไม่ได้มีแพทย์แบบฝรั่งในสมัยรัชกาลที่5ท่านเรียกแพทย์ว่าหมอไทยตัวอาจารย์เองสืบราชสกุลเป็นหมอไทย ซึ่งในสมัยนั้นก็มีราชสกุลแพทย์หลายราชสกุล เช่นอิศรางกูรพนมวรรณทินกรสนิทวงศ์ล้วนแล้วแต่เป็นแพทย์รับราชการในกรมหมอหลวงทั้งสิ้นแต่ต่อมาก็เหลือเพียงทินกรสกุลเดียวเพราะสกุลอื่นไม่มีใครสืบทอดเขาไปประกอบสัมมาอาชีพอื่นกันหมด ตัวอาจารย์ก็อยู่กับครอบครัวหมอมาตั้งแต่เด็กใช้ยาไทยตั้งแต่อยู่ในท้องเพราะแม่ก็ต้องบำรุงครรภ์จนคลอดมา โตขึ้นมา ใช้ยาไทยมาทั้งชีวิต แล้วคนในครอบครัวทุกคนต้องทำงานเราก็อยู่บ้านหมอ ก็เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เพราะสมัยก่อนไม่มีคลินิกหรือโรงพยาบาลเจ็บไข้ไม่สบายก็ไปบ้านหมอซึ่งมีทุกอย่าง ทั้งขายยาทั้งดูอาการอาจารย์ก็ต้องทำทุกอย่าง และในสายสกุลก็ต้องมีคนสืบทอด ซึ่งก่อนรุ่นอาจารย์ก็คือคุณป้าหญิง (เรือโทหญิงปทัยทิพย์ทินกรณอยุธยา) ที่คอยสอนอาจารย์ และเราก็เป็นผู้สืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 6 ซึ่งตอนที่เลือกผู้สืบทอด อาจารย์เองก็อยากทราบเหมือนกันว่าเราจะเลือกยังไง ถามคุณป้า คุณป้าก็บอกว่าถึงเวลาก็จะรู้เอง และเมื่อถึงเวลาที่อาจารย์จะเลือกรุ่นที่ 7 อาจารย์ก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นหลานคนนี้รู้แค่ว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้นเอง”

    จากการคลุกคลีในครอบครัวแพทย์แผนไทย อาจารย์ได้ถูกถ่ายทอดศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นองค์ความรู้เฉพาะของสายราชสกุลทินกรจากคุณป้า เรือโทหญิงปทัยทิพย์ทินกรณอยุธยารวมถึงจากบิดาของท่าน (นายมรุตทินกรณอยุธยา) ในวิชาองค์ความรู้แพทย์แผนไทย อาทิ ศาสตร์แห่งคัมภีร์การแพทย์แผนไทยที่บรรพบุรุษได้เก็บรักษาไว้ในแต่ละลำดับสาย, ศาสตร์แห่งการปรุงยาแผนไทยที่บรรพบุรุษเคยปรุงไว้ในแต่ละลำดับสายและเป็นตำรับยาเฉพาะของราชสกุลที่แพทย์แต่ละลำดับปรุงใช้รักษาผู้ป่วยมาต่อเนื่องกันอย่างยาวนาน, ศาสตร์ว่าด้วยการวินิจฉัยโรค วิธีการรักษาโรคในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการหัตถศาสตร์และการยักน้ำกระสายยาการเผายาการพอกยาเป็นต้น, ศาสตร์ว่าด้วยการใช้อาหารเป็นเครื่องป้องกันโรคเครื่องรักษาโรค และเพื่อไม่ให้แสลงกับโรคที่เป็น, และศาสตร์ว่าด้วยความงามในแบบฉบับของชาววังเช่นการพอกการอบการสระการนวดการดูแลให้สวยงามจากภายในแล้วสำแดงออกทางผิวหน้าผิวกายนอกจากนี้ ท่านยังได้เคยศึกษาจากสายสำนักเรียนวัดสามพระยาศิษย์ของท่านอาจารย์เฉลิมพงษ์สนิทและสอบได้ใบประกอบโรคศิลปะทั้งสาขาเภสัชกรรมไทยสาขาเวชกรรมไทยอีกด้วย


    ท่านอาจารย์คมสัน ได้รับช่วงกิจการของราชสกุลต่อจากคุณป้าในการดำเนินกิจการผลิตยาแผนไทยในตำรับยาแห่งราชสกุลทินกรในนาม "บริษัทภูลประสิทธิ์" จำกัด เมื่อปี 2535โดยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการดำเนินกิจการไปพร้อมกับลำดับชั้นที่7 เพื่อสืบกิจการและองค์ความรู้ด้านการแพทย์ต่อไปมิให้สูญหายไปตามกาลเวลาพร้อมปรับรูปแบบยาและการรักษาให้เข้ากับยุคสมัย และในปัจจุบัน ท่านยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการวินิจฉัยโรคให้กับบรรดานักศึกษาที่เล่าเรียนวิชาการแพทย์แผนไทยใน5สถาบันได้แก่ วิทยาลัยสหเวชศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา, วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยประยุกต์สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยประยุกต์อภัยภูเบศ, คณะการแพทย์แผนตะวันออกมหาวิทยาลัยรังสิต, สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์คณะแพทยาศาสตร์ศิริราชมหาวิทยาลัยมหิดล และท่านยังจัดรายการโทรทัศน์และวิทยุให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการแพทย์แผนไทยเพื่อดูแล

    สุขภาพด้วยตนเองแบบไทยแต่ดั้งเดิมอีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่และผดุงรักษาไว้ซึ่งสมบัติของชาติมิให้สูญหายไปอีกด้วย

    “การถ่ายทอดศาสตร์ความเป็นแพทย์แผนไทยของเราเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก อย่างคนนี้เธออาจจะดูว่าเขาธรรมดาแต่อาจารย์ดูก็รู้ว่าเขาป่วยคือเราแค่ดูเข้าไปในดวงตาเขาเราก็จะรู้ว่าเขาป่วยเราจะไม่ได้มองคนไข้ที่มาอยู่ตรงหน้าว่าเป็นคนไข้แต่เรามองว่าเขาเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องเราถูกปลูกฝังมาแบบนี้ ดังนั้น คนที่จะมาเป็นหมอได้สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือความเมตตาเราต้องมองคนที่อยู่ข้างหน้าเป็นญาติคือเราจะใช้เวลาในการดูแลคนไข้นานไม่ใช่แค่ 3-5 นาทีไต่ถามทุกข์สุขต่างๆเป็นการหาข้อมูลโดยที่เขาไม่รู้ว่าเรากำลังตรวจเขาอยู่ ทุกอย่างเป็นเรื่องลึกซึ้งซึ่งน่าเสียดายที่บ้านเมืองเราทิ้งตรงนี้ไปเสียนาน ทำให้การถ่ายทอดความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่องและบางอย่างก็สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย”

    เรื่องราวความรู้ที่ท่านอาจารย์ได้กรุณาเล่าให้เราฟังในวันสัมภาษณ์นั้น มีมากมายเสียจนทำให้เราทึ่งและอดภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเราไม่ได้ เพราะหากเราเทียบการรักษาแบบแผนไทยกับแผนปัจจุบันแล้ว แม้การใช้ยาไทยอาจจะไม่ได้ทำให้อาการที่เป็นอยู่หายไปอย่างฉับพลัน แต่เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามคำแนะนำแล้ว อาการต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ก็จะหายไปและไม่ปรากฏอาการข้างเคียงหรือเป็นอันตรายต่ออวัยวะส่วนอื่นอีกเลย


    “เราทิ้งตำราการแพทย์แผนไทยนานเกินไปตำราพระคัมภีร์ต่าง ๆ เล่มเก่าที่สุดมีอายุกว่าหลายพันปีเล่มใหม่ที่สุด 100 กว่าปีความรู้ต่าง ๆ มันก็ยังอยู่ในเทรนด์ เรายังสามารถนำมันมาใช้ได้ในยุคปัจจุบัน ไม่เหมือนกับวิทยาศาสตร์และทฤษฎีต่างๆที่มีการค้นพบใหม่และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ อาจารย์ไม่ได้บอกว่าเราเก่งแต่จะบอกว่าสิ่งที่เราเรียนมาทั้งหมดมันคือเรื่องของธรรมชาติธรรมชาติมีหนึ่งเดียวเสมอเราจึงพูดได้เต็มปากว่า การแพทย์แผนไทยคือการแพทย์ธรรมชาติที่ไม่มีเทรนด์เพราะมันไม่เคยตกเทรนด์และใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย”

    อย่างไรก็ตาม แม้วิธีการรักษาและตำรับตำรายาไทยจะมีไว้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่สิ่งที่อาจารย์เน้นย้ำที่สุดก็คือ การดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้ป่วยนั้นสำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งท่านอาจารย์ได้นำศาสตร์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและพืชผักสมุนไพรไทย มาใช้ประกอบการจัดเมนูอาหารให้เหมาะกับธาตุของผู้ป่วยแต่ละบุคคล ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพองค์รวมนี้ด้วย

    “เรารักษาคนไม่ให้ป่วยง่ายกว่ารักษาคนที่ป่วยแล้วในการแพทย์แผนไทย เราจะดูคนไม่ให้ป่วยก่อนที่เขาจะป่วยเมื่อเราดูเขาวันนี้หากวันนี้มันดีวันหน้าก็ต้องดีนี่คือองค์ความรู้ของเราแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าป่วยแล้วเรารักษาไม่ได้นะครับป่วยแล้วก็รักษาได้แต่เราจะต้องที่ต้นเหตุก่อนว่าโรคแต่ละอย่างที่เขาเป็นเกิดจากอะไรคุยตั้งแต่เรื่องครอบครัวไปถึงเรื่องส่วนตัวถามไปหมดถามเหมือนถามญาติเสร็จแล้วเราก็รู้ต้นเหตุของมันเอง อย่างชอบกินอาหารรสอะไรเผ็ดจัด เผ็ดร้อนไม่เหมือนกันกินร้อนไม่ได้แปลว่ากินเผ็ดแล้วคน ๆ นั้นไม่ชอบกินอะไรหากไม่ชอบกินรสจืดเลยแต่บังเอิญว่ากินรสจืดแล้วมันดีกับโรคที่เป็นอยู่ราก็จะแนะนำให้เขากิน เพราะเรารู้ว่าเขาเจออะไรแล้วจะป่วยมันอยู่ในองค์ความรู้ของเราทั้งหมดองค์ความรู้นี้เราเรียกว่าอาหารแสลงโรค”


    “การแพทย์แผนไทยเราไม่ได้ดูที่ธาตุดินหรือสิ่งที่มองเห็นแค่นั้น แต่เราดูถึงธาตุลมธาตุไฟ อย่างเรื่องปวดหัวไมเกรน หมอเขาไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับหัวเธอเลย แต่เขาเข้าไปจัดการในสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะหมอเขารู้ว่าเกี่ยวกับเรื่องลมเรื่องไฟที่ไม่สมดุลเพราะฉะนั้นเวลาที่หมอเขาตรวจเขาก็จะตรวจเรื่องลมเรื่องไฟอย่างมีคนหนึ่งอ้วนมากแต่หมอไม่ได้จ่ายยาลดน้ำหนักเลยเราจ่ายแค่ยาที่เกี่ยวกับตับพอตับดีน้ำหนักก็ลดหมอไทยเขาไม่ได้หาที่ปลายทางเรามีหน้าที่หาต้นทางปลายทางเรารู้อยู่แล้วว่าอ้วนแต่อ้วนเพราะอะไรล่ะให้ยาลดน้ำหนักเขาไปก็กลับมาอ้วนอีกเพราะว่าปัญหาที่ต้นทางยังอยู่อย่างออกกำลังกายก็ควรจะรู้เรื่องเวลาด้วยไม่ใช่ตับนอนแล้วสามทุ่มเพิ่งเลิกงานก็ไปออกกำลังให้ตับทำงานหนักอีกตรงนี้ได้กล้ามจริงแต่ตับพังก็ไม่ได้หมายความว่าแข็งแรงนะนี่คือการแพทย์แผนไทย คือเราดูแลไม่ให้ป่วยก่อนที่คุณจะป่วยแล้วเรารู้ด้วยว่าคุณจะป่วยด้วยโรคอะไรและจะทำยังไงเพื่อไม่ให้เกิดวันนั้นนี่คือ Thai Wellness Knowledge, Thai Wellness Wisdom เป็นองค์ความรู้ของคนไทยเพื่อคนทั้งโลกเพราะเรารู้เรื่องลมรู้เรื่องไฟส่วนเรื่องดินอย่างตับไตไส้ปอดพวกนี้เรายกให้ฝรั่งแต่เรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นแล้วมันมีอยู่อย่างลมกับไฟมันมีผลต่อการเจ็บป่วยจริงเราเก่งตรงนี้”

    “คนเราที่ต่างกันได้มันต่างกันด้วยสภาพภูมิประเทศสภาพภูมิอากาศที่อยู่อาศัยมันจะมีระบบการป้องกันที่ต่างกันอย่างคนไทยไปอยู่ต่างประเทศเราก็ต้องกินแบบเขาเพราะอาหารแต่ละพื้นที่มันถูกออกแบบมาให้เหมาะกับในประเทศเขาแต่ถ้าเขามาประเทศเราเรารู้เลยว่าเราต้องทำอะไรให้เขากินเพื่อที่เขาจะได้ไม่ป่วยเพราะพอเป็นหมอแล้วเราจะเรียนรู้เรื่องรสเราจะเรียนอย่างนี้ถ้าไฟเยอะต้องกินรสนี้ลมเยอะต้องกินรสนี้เสร็จแล้วเอาความรู้เรื่องนี้ไปปรับเรื่องอาหารเราจะไม่ได้บอกในแง่ของการปรุงให้อร่อยแต่จะบอกในแง่ของการปรุงให้ถูกกับโภชการของร่างกายเราเรียนเรื่อง”

    “ธรรมชาติคือประมาณว่าหมอทำอาหารไม่ใช่กุ๊กทำอาหารกุ๊กทำอาหารอาจจะอร่อยหมอทำอาหารได้สุขภาพแต่ถ้าหมอเก่งหน่อยก็อาจจะอร่อยเท่านั้นเองอันนี้เรื่องจริงเราจะบอกเสมอว่าอาหารที่ดีที่สุดคืออาหารที่เราทำเองหรืออาหารที่มาจากคนที่รู้ว่าอะไรคืออาหารทำอร่อยใครก็ทำได้แต่ทำแล้วไม่ป่วยไม่ใช่ใครก็ทำได้สิ่งที่บรรพบุรุษไทยเราคิดไว้มันได้ถูกคิดค้นมาเพื่อให้เหมาะกับเราอยู่แล้วอาหารการกินของแต่ละพื้นถิ่นที่มีมาแต่โบราณมันคือสิ่งที่เหมาะสมกับคนท้องถิ่นนั้นๆสำหรับคนภูเก็ตเองก็เช่นกันอาหารที่บรรพบุรุษคนภูเก็ตคิดไว้ก็ถือเป็นอัตลักษณ์เป็นสิ่งพึงกระทำและสืบทอดเช่นคุณมีแกงตูมี้แสดงว่าการที่บรรพบุรุษคนภูเก็ตคิดขึ้นมาเขาก็ต้องรู้แล้วว่าอาหารแบบนี้ควรกินตอนไหนดีอากาศเป็นอย่างไรดีเพราะฉะนั้นเราควรกลับไปดูที่ภูมิปัญญาเดิมของเราไม่ใช่พิซซ่าไม่ใช่นมเนยของทอดกลับไปหารากเหง้าของเราเถอะเพราะการที่มีคุณทุกวันนี้แสดงว่าสิ่งที่บรรพบุรุษของคุณคิดมามันถูกแล้วจริงๆอยากบอกคนทั้งประเทศว่าถ้าคุณลืมรากเหง้าของตัวเองคุณก็จะไม่มีอะไรให้ได้ภาคภูมิใจเลย”


    เราอาจจะเคยได้ยินหรือได้ฟังว่าคนทั้งโลกที่ได้มาสัมผัสเมืองไทยต่างก็ชื่นชมบ้านเมืองเราและพูดว่าคนไทยน่าอิจฉาที่สุดในโลกซึ่งหากเราไม่ได้ซึมซับและสัมผัสความเป็นไทยของเราอย่างลึกซึ้งแล้วเราอาจจะยังนึกแย้งอยู่บ้างแต่เมื่อได้มาเรียนรู้และศึกษาในสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้ทำไว้ตลอดจนได้เห็นโลกที่กว้างขึ้นเราต้องเห็นด้วยกับคำของคนทั้งโลกเกิดเป็นคนไทยนี้ช่างโชคดีจริงๆ และเราขอปิดท้ายเรื่องราวของท่านอาจารย์โดยขอยกข้อความในตอนท้ายประวัติของท่านในเฟสบุ๊คของสมาคมพัฒนาแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ฯที่ระบุไว้ว่า

    ความตั้งใจอันแรงกล้าประการหนึ่งคือแพทย์ไทยหมอไทยยาไทยองค์ความรู้แห่งบรรพชนไทยต้องได้รับการสืบต่อมิให้สูญสิ้นไปเพราะศาสตร์โบราณนี้อยู่เคียงข้างดูแลประชาชนมาตลอดเกือบพันปีความรู้มากมายแห่งราชสกุล “ ทินกร ” ต้องมอบคืนให้แก่แผ่นดินผ่านการสอนสั่งศิษย์ให้สำเร็จเป็นหมอไทยที่มีคุณภาพและจริยาแพทย์ครบตามธรรมเนียมไทยเป็นอาชีพเลี้ยงตนเป็นหมอของประชาชนและเป็นทรัพย์อันมีค่ายิ่งของแผ่นดินสืบต่อไป





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
กุมภาพันธ์ 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ตรุษจีน - ไหว้เทดา และโคมแดง
  • เรื่องจากปก : ณปภัช – ทรรศชล ทรัพย์สุนทรกุล กับห้องรับแขกของประเทศ ‘The Coral Executive Lounge’
  • Business : Origami Cafe คัดสรรทุกเมนูเพื่อคุณ
  • Business : Surf Hotel Patongรองรับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
  • ห้องรับแขก : ธีระ เจี่ยสกุล กับความสมดุลของการใช้ชีวิต

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink