กมลา กุละปาลานนท์ กับชีวิตที่มากกว่าครูสอนบัลเล่ต์
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ความพรั่งพร้อมของชีวิตในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือความสุขคงเป็นสิ่งที่ทุกคนไขว่คว้าและใฝ่หา แต่เราทุกคนก็อยู่บนโลกที่หมุนอยู่ตลอดทุกวินาที ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือยั่งยืนและหนึ่งในนั้นคือชีวิตของคนบนปกของเราฉบับนี้ ‘ครูแก้ว - กมลา กุละปาลานนท์’จากชีวิตที่พรั่งพร้อมไปด้วยทุกสิ่งมาถึงวันที่ชีวิตต้องสะดุดและต้องพลิกทุกอย่างด้วยตัวเอง

    หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องราวชีวิตของเธอ ความน่าสนใจของหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่แค่เพียงมุมมองของความเป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจ ที่สุดท้ายกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจสถาบันสอนบัลเล่ต์ในภูเก็ตเธอยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่านั้น นั่นคือความเป็นหญิงแกร่งที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่เปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เธออยู่ต่อหน้านักเรียน หรือแม้แต่เบื้องหลังที่เราสามารถสัมผัสได้จากการพูดคุยแค่เพียงไม่กี่ชั่วเวลา

    ครูแก้วชื่อที่อาจจะคุ้นหูกันมาบ้าง สาวเชียงใหม่ ผู้หลงใหลในศิลปะการแสดง โดยเฉพาะนาฎศิลป์ตะวันตกและบัลเล่ต์จนสามารถนำสิ่งที่ชอบมาประกอบอาชีพได้อย่างน่าชื่นชมและเป็นที่ยอมรับในวงการบัลเล่ต์อย่างกว้างขวางแต่กว่าที่ชีวิตจะเข้าใกล้คำว่าประสบความสำเร็จ เบื้องหลังเส้นทางเดินของเธอนั้น หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเพราะแม้ช่วงชีวิตวัยเด็กของเธอจะเป็นราวกับคุณหนูในละครหลังข่าว ที่อยากได้สิ่งไหนเธอต้องได้ทั้งยังเรียนเก่ง เป็นเด็กกิจกรรมที่มักจะได้เป็นหัวหน้าแกนนำในการทำกิจกรรมของโรงเรียนเสมอ เป็นชีวิตที่ฟังดูแล้วน่าอิจฉาเป็นที่สุด แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ชีวิตคุณหนูของเธอกลับพลิกผัน กลับเข้ามาสู่โลกแห่งความจริงที่อาจไม่ค่อยสวยงามนัก

    “สมัยเด็กๆแก้วใช้ชีวิตแบบไม่เคยคิดหน้าคิดหลังอะไร ครอบครัวทำธุรกิจบ้านจัดสรรที่เชียงใหม่แก้วเป็นลูกคนเดียว มีพร้อมทุกอย่างไม่เคยรู้สึกว่าขาดอะไร อยู่ที่โรงเรียนก็เป็นเด็กกิจกรรมงานแสดงที่โรงเรียนแทบทุกงานต้องเจอแก้วบนเวทีตอนนั้นชอบมาก ไม่เคยบ่นเหนื่อยเลยค่ะ จะบ่นก็ตอนไปเรียนพิเศษวิชาการเสียมากกว่า ซึ่งตรงนี้ทางครอบครัวก็สนับสนุนเป็นอย่างดีคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าแก้วถูกครอบครัวตามใจแต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ตามใจแก้วไปทุกเรื่องนะคะ คุณพ่อคุณแม่ท่านให้สิทธิ์เราเลือกเองตั้งแต่เด็ก ๆแต่ถ้าเลือกแล้วก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เลือกด้วยเช่นกันกิจกรรมที่ทำบ่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางเรื่องของการเต้นรำค่ะ อย่าง รำไทย บัลเล่ต์แจ๊สฮิปฮ็อปและก็ได้มีโอกาสไปเรียนและหาประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศจึงเริ่มรู้ตัวว่าชอบบัลเล่ต์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ชม เต้นเอง หรือสอนค่ะ”

    ชีวิตนักเรียนของครูแก้วเป็นไปอย่างเรียบง่ายบ้าง แสบซ่า และสนุกสนานตามวัย จนถึงจุดพลิกผันเมื่อจู่ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ ทางบ้านไม่ปกติ

    “รู้แค่ว่าที่บ้านมีปัญหาเรื่องงานค่ะแต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าคืออะไร พิจารณาด้วยตัวเองได้ว่าไม่น่ามีอะไรเป็นแบบเดิมได้แล้ว ไม่ว่าจะการใช้จ่าย รถยี่ห้อที่เคยใช้ และกลิ่นไอความเครียดคลุ้งเต็มบ้านค่ะช่วงนั้นเลยไม่กล้าที่จะถามอะไร ก็จะมีช่วงที่ทำตัวไม่น่ารักบ้างตามวัยค่ะ แต่ลึก ๆ ก็เป็นห่วงครอบครัวมาก เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและจะเป็นอย่างไรต่อ”

    ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต แต่เธอก็ยังมีบัลเล่ต์เป็นที่ยึดเหนี่ยวเสมอมา เมื่อไม่ได้เรียนต่ออย่างที่ตั้งใจ เธอจึงใช้เวลาว่างไปเป็นครูผู้ช่วยสอนเพื่อช่วยหารายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง

    “ตอนนั้นจิตใจยังไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ แต่ก็บอกตัวเองเสมอว่าห้ามอ่อนแอ และโชคดีได้โอกาสจากผู้ใหญ่ให้ไปเป็นครูผู้ช่วยสอนบัลเล่ต์อยู่ที่โรงเรียนเชียงใหม่บัลเล่ต์ที่แก้วเรียนมาตั้งแต่เด็ก ๆตอนนั้นถือว่าเรามีความสามารถเพียงพอในการสอนได้บ้างแล้วค่ะ สอนในระดับชั้นเด็กเล็ก สอนมาได้สักระยะ จนวันหนึ่งอยากซื้อของชิ้นหนึ่งมากจำไม่ได้ว่าเป็นอะไรเลยไปขอเงินจากคุณแม่เพราะคุณแม่ท่านจะเป็นคนเก็บเงินให้ คุณแม่จึงแจงให้ฟังว่าเงินที่ได้มาจากการสอนต้องไปทำอะไรบ้าง เราถึงได้รู้ว่าที่บ้านเรามีปัญหาการเงินมากจริงๆ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่สุดในชีวิตเปลี่ยนถึงทัศนคติทั้งหมดว่า มันถึงเวลาที่เราต้องก้าวมาเป็นคนช่วยเหลือครอบครัวแล้ว”

    ชีวิตที่เหมือนละครของเธอ เหมือนถูกผลักให้ตกจากที่สูง ซ้ำคนรอบข้างที่เคยรู้จักสไตล์การใช้ชีวิตของเธอเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ยังปรามาสว่าเธอจะใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบแบบนี้ได้เหรอ แต่เธอไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจกับโชคชะตา กลับนำเรื่องราวด้านลบทั้งหลายมาเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตเธอเดินหน้าต่อไปอย่างมีสติมากขึ้น

    “พอเริ่มตั้งหลักได้ แก้วก็ตัดสินใจเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษามารองรับ ในสังคมไทยวุฒิการศึกษายังคงเป็นใบเบิกทางในการทำอาชีพต่างๆ วุฒิที่มีตอนนั้นก็เทียบเท่ากับแค่ระดับ ปวส.หรือ ม. 6 ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำอะไรได้จึงเลือกเรียนต่อปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ที่มหาลัยรามคำแหงหลังจากนั้นก็เรียนต่อปริญญาโทในสาขาจิตวิทยามหาลัยรามคำแหงเช่นกันค่ะ”

    เมื่อสั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร และผลงานก็เป็นที่น่าจับตามอง ทำให้ชื่อครูแก้วเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงบัลเล่ต์ จึงไม่แปลกที่จะได้รับการชักชวนให้ไปเป็นครูในสถาบันสอนเต้นที่มีชื่อเสียง

    “ระหว่างที่เรียน ก็ทำหลายอย่างค่ะ เพราะแก้วเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองอะไรใหม่ ๆทั้งเป็นครูผู้ช่วยสอน ตั้งแต่ค่าแรงชั่วโมงละ 50 บาท เป็นผู้ช่วยกำกับการแสดง ยังเคยเป็นนักร้องประสานเสียงตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศออสเตรียและได้รับรางวัลเหรียญเงินมาด้วยค่ะแม้กระทั่งเป็นพนักงานธนาคาร พนักงานโรงแรม พนักงานเสิร์ฟร้านฟาสต์ฟู้ดก็เคยทำบางทีอาจเป็นเพราะภาระหน้าที่ที่เรามี ช่วยผลักดันให้เรากล้าลอง กล้าเสี่ยง เพราะเรามีคนที่เราห่วงอยู่ข้างหลังส่วนงานสอนเต้น พอเราเริ่มเป็นที่รู้จักบ้างเลยได้รับโอกาสดี ๆ จากผู้ใหญ่ไปสอนในหลาย ๆ ที่ค่ะ”

    กราฟชีวิตที่เคยดิ่งลงจนเกือบถึงจุดต่ำสุด กลับค่อย ๆ ทะยานขึ้นเรื่อย ๆ นี่ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะความสามารถและความมุ่งมั่นของเธอล้วน ๆ ที่ฉุดดึงเธอขึ้นมาจากก้นเหว และเส้นทางการสอนบัลเล่ต์ของเธอก็ได้ขยับขึ้นสูงมาอีกระดับ เมื่อเธอได้รับการชักชวนให้มาที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเธอไม่เคยรู้มาก่อนว่า เกาะแห่งนี้จะกลายเป็นบ้านอีกหลังของเธอในเวลาต่อมา

    “ในแต่ละวงการก็จะมีเครือข่ายถึงกันและกันค่ะแก้วได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ที่นับถือกันว่ามีนักธุรกิจที่ภูเก็ตต้องการจะเปิดโรงเรียนสอนเต้นซึ่งตอนแรกแก้วก็คิดและบอกกับทางครอบครัวว่าจะมาแค่เพียงระยะสั้น ๆ ประมาณ 3-6 เดือน แต่ตั้งแต่เริ่มทำงานที่ภูเก็ตเมื่อปลายปี 2552 จนปัจจุบัน ก็ยังคงทำงานด้านนี้ที่ภูเก็ตอยู่ ด้วยความผูกพันกับการสอนความรักและความสุขที่ได้ทำ รวมถึงนักเรียนทุกคนจึงทำให้แก้วทิ้งไปไม่ได้”

    ชีวิตหมุนวนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยตามกฎไตรลักษณ์ ต่อมาครูแก้วได้มีโอกาสมาช่วยงานและสอนที่ Phuket Dance World Studio จนเมื่อสถาบันได้ประกาศปิดตัวลง จึงเป็นอีกช่วงชีวิตที่เธอเริ่มลังเลว่าจะเอาอย่างไรต่อไป จะกลับไปตั้งหลักที่เชียงใหม่บ้านเกิด หรือเดินหน้าในเส้นทางสายบัลเล่ต์ต่อไปที่นี่ แต่ด้วยแรงผลักดันของครอบครัวเธอจึงได้เลือกจะโลดแล่นต่อไปในเส้นทางสายที่เธอรัก และตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนเต้นเป็นของตัวเองในที่สุด

    การตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของเธอในครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะการจะเป็นเจ้าของธุรกิจโรงเรียนสอนเต้นรำไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เพราะมันคนละเรื่องเมื่อเทียบกับการรับสอนบัลเล่ต์ให้กับสถาบัน การก่อตั้งโรงเรียนของตัวเองขึ้นมา หมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้น เพราะต้องดูแลทั้งเด็ก ๆ และบุคลากรของทางโรงเรียนให้สามารถเดินทางไปตลอดรอดฝั่งด้วยกันได้ และยังมีเรื่องของการบริหารธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปอีก นับเป็นโจทย์ที่ถือว่าหินจริง ๆ

    “ระหว่างที่สอนที่ Phuket Dance World Studio แก้วก็ได้ผลักดันให้นักเรียนได้ไปแข่งขันเต้นรำนานาชาติ A.T.O.D. International Dance Competition 2017 ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่เด็กๆภูเก็ตได้แสดงออกถึงความสามารถทางด้านการเต้นต่อสาธารณะ และเป็นการผลักดันนักเรียนสู่เวทีอื่นๆต่อไป ซึ่งนักเรียนของแก้วได้รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ประเภท Public ในชุดการแสดง ‘Novelty Ballet - White Flower’ รุ่นอายุ 14&under ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของเด็ก ๆ และเราก็ภูมิใจกับความสำเร็จของพวกเขาอย่างมากแต่เมื่อทางสถาบันปิดตัวลง มันทำให้เราเริ่มสับสนอีกครั้งว่าจะไปต่อดีหรือเปล่า หรือกลับไปช่วยงานครอบครัวที่เชียงใหม่ดีไหม แต่ทางครอบครัวท่านก็ให้กำลังใจ และท่านเห็นว่าเรามีช่องทางในการก้าวหน้าในงานด้านนี้ แล้วเราก็รู้สึกเสียดายถ้าจะต้องทิ้งเด็ก ๆ ที่เราเคยปั้นมากับมือไป เด็ก ๆ หลายคนกำลังมีพัฒนาการที่ดี ถ้าเราหยุดตอนนี้ เด็กเหล่านี้จะเป็นอย่างไร อีกอย่างผู้ปกครองก็ให้ความไว้วางใจในตัวเรา ทั้งที่จะส่งให้ลูกตัวเองไปเรียนกับคนอื่นก็ได้ แต่เขากลับเลือกเรา สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนเต้นของตัวเองขึ้นมาค่ะ ชื่อว่า innergy ART OF DANCE STUDIO”

    innergyคืออะไร?…
    ครูแก้วบอกว่า เป็นคำที่มาจากสองคำรวมกัน คือ inner + energy = rhyme of life     “ชื่อนี้ได้มาจากความรู้สึกและทัศนคติที่มีให้กับสิ่งที่จะทำค่ะ พลังจากข้างในสำคัญกว่าพลังจากข้างนอก เพราะถ้าเรามีแต่แรงกายแต่ไร้ซึ่งแรงบันดาลใจมันก็ไม่เกิดผล ทั้งสองอย่างต้องคู่กัน”

    ครูแก้วอธิบายต่อว่า ด้านศิลปะการแสดง ประกอบไปด้วย ผู้สร้างศิลป์ กับ ผู้เสพศิลป์ ทั้งสององค์ประกอบต้องได้รับและเข้าใจสุนทรียศาสตร์เท่ากัน ซึ่งเธอบอกว่า นี่คือแก่นของinnergy ART OF DANCE STUDIO ที่นักเรียนจะต้องเป็นได้ทั้งผู้สร้างศิลป์ กับ ผู้เสพศิลป์

    แค่เพียงบางส่วนของช่วงชีวิต ก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูพัฒนาการเติบโตของผีเสื้อตัวหนึ่ง ที่กำลังพยายามสยายปีกอันงดงามออกจากรังของดักแด้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนในที่สุดเราก็ได้เห็นผีเสื้อแสนสวยบินไปมาอย่างอิสระท่ามกลางหมู่ดอกไม้นานาพรรณ เช่นเดียวกับที่ครูแก้วกำลังฟูมฟักสถาบันสอนบัลเล่ต์ของเธอ ด้วยองค์ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี จนกลายมาเป็น Innerlgy Art of Dance Studioที่ถูกเนรมิตขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้

    สตูดิโอแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต อีสต์ชั้น 1หรือโฮมเวิร์ค เปิดรับนักเรียนตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป ขอแค่มีใจรักในการเต้น ซึ่งครูแก้วให้คำนิยามคนเหล่านี้ว่า ‘ผู้ที่สนใจนาฏยศิลป์ตะวันตก’ จะอายุมากแค่ไหนก็เรียนได้ และรับรองว่านักเรียนทุกคนจะต้องผ่านการสอนอย่างเข้มข้นโดยครูแก้ว


    “ที่นี่จะเน้นการเรียนการสอนบัลเล่ต์เป็นหลักค่ะการสอนจะแบ่งนักเรียนตามระดับชั้น โดยใช้อายุและประสบการณ์ในการเรียนมาเป็นตัวแบ่งเกรด เช่น นักเรียนอายุ 4ปี ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็จะอยู่ในระดับชั้น Pre-school Level 2 เป็นต้น ในคลาสปกติจะเป็นการสอนแบบกลุ่มไม่เกิน 6-10 คนตามระดับชั้นหรืออาจเป็นคลาสส่วนตัวตามที่ผู้เรียนต้องการค่ะซึ่งนักเรียนบัลเล่ต์ทุกคนจะต้องผ่านสอบเทียบเกรดกับหลักสูตร A.T.O.D. (Australian Teacher of Dancing) ทุกปี เพื่อเป็นบันไดในการต่อยอดไปการแข่งในเวทีระดับประเทศและระดับนานาชาติได้ รวมถึงงานแสดงอื่นๆ บัลเล่ต์ถือเป็นพื้นฐานของการเต้นที่สามารถต่อยอดไปสู่การเต้นอื่น ๆ ได้อีกมากมายไม่ว่าเป็น Jazz, Contemporary, Lyricalฯลฯ นอกจากนี้จะมีการสอนยิมนาสติกเพื่อการเต้น เพื่อเป็นการฝึกฝนกล้ามเนื้อให้พร้อมสำหรับการเต้นทุกชนิด ซึ่งในคลาสบัลเล่ต์แก้วจะเป็นคนสอนเองทุกคลาสค่ะ ส่วนในอนาคตนั้น หากต้องมีครูผู้ช่วยก็ต้องมั่นใจแล้วว่าเขาจะสามารถถ่ายทอดเทคนิคต่าง ๆ ได้ไม่ต่างกับเราเพื่อรักษาคุณภาพ”

    “แก้วอยากให้คนที่สนใจในการเต้นได้ลองเข้ามาเรียนค่ะไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ถ้ารู้สึกสนใจหรือชอบการเต้นบัลเล่ต์บัลเล่ต์ไม่ใช่การเต้นเฉพาะผู้หญิงนะคะ เคยเห็นข่าวทหารประเทศนึงยังต้องฝึกบัลเล่ต์เพื่อลดความกังวลเลย บัลเล่ต์เป็นศิลปะค่ะ มีหลากหลายจุดประสงค์ที่เราจะเสพศิลปะ บางคนฟังเพลง บางคนเล่นดนตรี ประโยชน์หลักเป็นอย่างเดียวกันคือเพื่อสุนทรียภาพทางด้านอารมณ์ แต่ประโยชน์รองจะต่างกันไปตามความชอบ อย่างบัลเล่ต์สิ่งที่ได้คือ สมาธิ ความอดทน ความแข็งแรง บุคลิกภาพ เพราะมันก็ยังเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งด้วย และศิลปะก็เป็นศาตร์อย่างหนึ่งที่บังคับเรียนได้ยาก เพราะต้องใช้อารมณ์เป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างผู้เรียน ผู้เรียนจึงต้องมีใจรักเต็มใจ มองในมองมุมที่เรียนแล้วเห็นผลนะคะ”

    “เคยมีผู้ปกครองพาลูกชายมาเรียนเพราะหวังจะให้ลูกมีบุคลิกภาพที่ดี แต่เด็กไม่ชอบและไม่เข้าใจในบัลเล่ต์แก้วดูจากท่าทางและได้ลองพูดคุยกับน้อง เลยแนะนำผู้ปกครองให้พาไปเรียนการเต้นชนิดอื่นที่เหมาะกับบุคลิกของเขามากกว่า เพราะศิลปะการแสดงทุกรูปแบบ ช่วยเรื่องบุคลิกภาพที่ดีทั้งหมดค่ะ ไม่ว่าจะ ฮิปฮ็อป รำไทย โขน หรือแม้กระทั่งการละคร ทุกอย่างช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านบุคลิกภาพให้กับเด็กๆ ได้ไม่ต่างกันอยู่ที่เขาชอบแบบไหน คล้ายกับการฟังเพลง บางคนชอบฟังแร็พ บางคนฟังคลาสสิคดังนั้นถ้าเราอ่านเด็กออก ส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบ มันจะส่งผลให้เขาเข้าใจตัวเองไปในตัว และความมั่นใจก็จะมาโดยอัตโนมัติค่ะ”

    เราสังเกตเห็นแววตาที่ฉายออกมาของครูแก้วขณะพูดคุยกับเรา เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างล้นเหลือ และถึงแม้วัยจะยังไม่ก้าวย่างสู่เลขสาม แต่เธอกลับทำให้เรารู้สึกอิจฉาน้อง ๆ นักเรียนของเธอ ที่มีคุณครูที่ทุ่มเททั้งกายและใจให้พวกเขาขนาดนี้

    “แก้วคาดหวังว่าผลผลิตของ innergy artsที่ออกไปต้องมีคุณภาพค่ะ คุณภาพในทุก ๆ เรื่องที่เราพอจะดูแลได้ หมายถึง ไม่ว่าจะเรื่องกิริยา มารยาท กฎระเบียบในสังคม รวมถึงความรู้สึก การพัฒนาทางด้านความคิดของเด็ก และผลงานการเต้น การสอบ ทั้งหมดนี้คือ มาตรฐานคุณภาพของเด็ก innergy artsค่ะเราอาจจะอยู่กับเด็กได้ไม่มากเท่าโรงเรียนสามัญแต่ก็ถือเป็นอีกสังคมที่ไม่ได้แคบที่เค้าต้องเรียนรู้และต้องถูกขัดเกลาเช่นกัน บัลเล่ต์สิ่งที่ต้องใช้มากที่สุดคือ ความพยาม และความอดทน สองอย่างนี้สามารถพัฒนาความคิดเด็กคนหนึ่งไปได้หลายด้าน ไปเป็นเด็กขี้กลัว ไปเป็นเด็กขี้อิจฉา หรือเป็นเด็กเอาชนะใจตัวเองได้ และเข้มแข็งก็ได้ อยู่ที่การให้คำแนะนำค่ะ และอีกอย่างที่สำคัญคือ ผู้ปกครองและนักเรียนหลายคน เขาทุ่มเทกำลังกายและใจให้กับเรามาก ดังนั้น เราจะมาสอนแค่ผ่านๆ ไปไม่ได้ แก้วจึงให้ความสำคัญกับผลงานของนักเรียนมาก นักเรียนของแก้วจะต้องเต้นได้ทัดเทียมกับเด็กๆจากทั่วโลกได้พวกเขาต้องสามารถไปต่อได้อีกในอนาคต นั่นคือสิ่งที่แก้วตั้งใจอยากเห็นที่ innergy arts ค่ะ”

    คำว่า ‘สู้ชีวิต’ น่าจะเป็นคำจำกัดความของหญิงสาวร่างเล็กคนนี้ได้เป็นอย่างดี ครูแก้วเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่หลายคนยังคงเคว้งคว้างและไขว่คว้าหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา เรื่องราวของเธอนั้น ทำให้เราได้เห็นว่า ความชอบก็สามารถนำมาเลี้ยงชีพได้ เพียงแค่คุณกล้าที่จะตัดสินใจและลงมือทำ เพราะโอกาสมักจะแฝงตัวอยู่ทุกหนแห่งรอบตัว แต่โอกาสดี ๆ มักเป็นของผู้ที่พร้อมเสมอ เธอเองไม่ใช่คนเก่งตั้งแต่เริ่มต้น แต่เพราะความมุ่งมั่น เธอจึงเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ มาได้อย่างไม่เห็นฝุ่น นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดเรื่องราวของชีวิต แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองไปอีกจุดหนึ่งที่ดีกว่าเดิม เราหวังว่าครูบัลเล่ต์ร่างเล็กคนสวยคนนี้ จะเฉิดฉายอยู่ในวงการเต้นรำไปอีกนาน และปลุกปั้นนักบัลเล่ต์รุ่นใหม่ขึ้นมาประดับวงการเต้นขึ้นอีกมากมาย เผื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาจะมีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยได้เช่นเดียวกับรุ่นพี่ เป็นกำลังใจให้ต่อไปค่ะ...





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
กรกฎาคม 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : "อุทยานนครภูเก็ต" ในป่ายางนา
  • เรื่องจากปก : ครูแก้ว กมลา กุละปาลานนท์ กับชีวิตที่มากกว่าครูสอนบัลเล่ต์
  • Business : Phuket Marine Poshtel ที่พักแนวใหม่ เอาใจวัยฮิปส์
  • Business : ปรับภูมิทัศน์ย่านการค้าเมืองเก่า... เอาสายเคเบิลลงดิน
  • ห้องรับแขก : สมชาย สุขพัฒนศรีกุล ศิลปินผู้ใช้ธรรมนำทาง

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink