"ญาดา เปียกลิ่น" กับบทบาทคุณแม่ เดอะสตาร์
Text size:
By มนชยา
Bookmark and Share

ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star
ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star
ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star ญาดา เปียกลิ่น, แก้ม The Star


แม้ว่ากระแสเดอะสตาร์จะลดความร้อนแรงลงไปแล้ว แต่เรื่องราวความน่าสนใจของเธอผู้นี้ ญาดา เปียกลิ่น
ในฐานะคุณแม่ลูกสอง และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเดอะสตาร์ปีล่าสุด น้องแก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น ยังคงรอให้เราค้นหาว่าลำพังผู้หญิงตัวคนเดียวที่ต่อสู้ เลี้ยงลูกจนประสบความสำเร็จได้ในระดับนี้ เธอเอาแรงใจ และพละกำลัง มาจากไหน และเธอมีวิธีอบรม สั่งสอนลูกอย่างไร ถึงสามารถผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้

จากพยาบาลที่ลาออกจากโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดพัทลุงเมื่อปลายปี 2538 ผู้หญิงคนนี้ก็ได้เดินทางมาภูเก็ต เพื่อมาหาลู่ทางในการทำงาน โดยช่วงแรกได้ฝากลูกทั้งสองให้อยู่กับพ่อของเขา หลังจากนั้นอีกครึ่งเดือนต่อมา เธอก็กลับไปรับลูกที่พัทลุงมาอยู่ด้วยกันสามคนที่นี่ โดยที่เธอทั้งเลี้ยงดูลูก และทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประสานงานการพยาบาล และส่งต่อที่โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ไปด้วยพร้อมๆ กัน

แก้ม The Star ตอนนั้นแก้มอายุ 4 ขวบครึ่ง ส่วนเกดก็ 2 ขวบครึ่ง พี่ก็ให้แก้มไปเข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนเทศบาลบ้านสามกอง เนื่องจากอยู่ใกล้ที่ทำงานแม่ และทั้งสองคนก็เรียนที่นี่ตลอดมาจนจบชั้น ป.6 แล้วไปต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนสตรีภูเก็ต พี่ญาดากล่าว และย้อนเล่าถึงครั้งแรกที่รู้ว่าน้องแก้มเริ่มมีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงให้ฟัง

ตอนแก้มอายุประมาณ 3 ขวบ ทางโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้มีการจัดเลี้ยงคาราโอเกะกันในโรงพยาบาล เมื่อแก้มได้ยินเสียงเพลงต้องสู้ ของ เจิน เจิน บุญสูงเนิน เขาก็คว้าไมค์ขึ้นมาร้องเพลง จากตรงนั้นก็รู้สึกว่าลูกเรามีพรสวรรค์นะ แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร กระทั่งแก้มขึ้น ป.1 เขาเอาตลับเทปกลับมาจากโรงเรียนหนึ่งม้วน แล้วเอาไปเปิดฟังที่แผนกของแม่ในโรงพยาบาล พร้อมกับอ่านเนื้อร้องและฝึกร้องไปด้วย แล้วเขาก็บอกแม่ว่า แก้มจะไปประกวดร้องเพลงในงานโรงเรียน ซึ่งครั้งนั้นเขาก็ประกวดได้รางวัลชนะเลิศกลับมา จากนั้นแก้มก็ประกวดในงานโรงเรียนอยู่ประมาณ 2-3 ปี ซึ่งได้ที่ 1 ตลอด เมื่อแก้มขึ้นชั้น ป.3 อาจารย์ไพรัตน์ คำเกลี้ยง ผู้ก่อตั้งวงดนตรีลูกทุ่งซุปเปอร์แดนซ์ ก็มาคุยกับแม่ให้แก้มไปร้องเพลงในทีม ซึ่งแม่ก็ตอบตกลงไป เพราะว่าแก้มจะได้มีกิจกรรมทำหลังเลิกเรียนด้วย

แก้มเริ่มเข้าวงซุปเปอร์แดนซ์ในขณะที่เรียนอยู่ชั้น ป.3 ส่วนน้องเกดเขาก็ชอบเต้น เมื่อพี่สาวเข้าไปซ้อมร้องเพลง เขาก็จะติดตามไปด้วย แล้วพยายามเต้นให้ครูดู จนครูไพรัตน์ได้เอาเกดเข้ามาอยู่ในวงด้วยอีกคน จากนั้นเกดก็เริ่มฝึกร้องเพลงและเป็นแดนเซอร์ด้วย ส่วนแก้มจะร้องเพลงอย่างเดียว และประกวดร้องเพลงในงานต่างๆ เรื่อยมา

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า วงซุปเปอร์แดนซ์ เป็นวงที่รับงานแสดงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็อาจะเลิกงานดึกๆ ดื่นๆ ซึ่งคุณแม่ญาดาก็ได้ทำหน้าที่ของความเป็นแม่ ดูแลลูกทั้งสองเป็นอย่างดีมาโดยตลอด หลังจากที่ลูกเลิกเรียนแล้วเธอก็จะรับกลับบ้านพาไปอาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้า กินข้าวเสร็จแล้วก็พาลูกไปประชุมวง จากนั้นพาลูกไปงาน รอจนกระทั่งเลิกงาน แล้วพาลูกกลับบ้าน เตรียมตัวพาไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเธอก็เคยบอกกับลูกว่า “ลูกจะไปโรงเรียนสายไม่ได้นะ ถึงแม้ลูกจะง่วง แต่ก็ต้องทน ถ้าลูกคิดอยากจะทำ ก็ต้องทำให้ดีทั้งสองอย่าง”

พี่ญาดา เล่าให้ฟังว่า แก้มเริ่มประกวดร้องเพลงตั้งแต่ปี 2542 โดยจะเข้าร่วมประกวดแข่งขันทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นงานลอยกระทง ที่สะพานหิน งานกาชาด งานสงกรานต์ งานวัดฉลอง งานวัดใต้ รวมทั้งงาน จัส เซย์ โน ของโรงเรียนภูเก็ตเทคโนโลยี ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวด

เรียกได้ว่าน้องแก้มมีประสบการณ์บนเวทีมาแล้วมากมาย บางงานนั้นเมื่อผู้จัดงานเห็นแก้มเข้าประกวด เขาก็จะนำเงินใส่ซองให้แก้มเป็นค่าแต่งตัว บอกว่าอย่าประกวดเลย ให้คนอื่นได้ประกวดบ้าง แต่สำหรับงานงานสงกรานต์ ถ้าใครเคยได้แชมป์แล้วก็จะประกวดอีกไม่ได้

ความจริงแล้วไม่ได้อยากล่ารางวัล แต่การที่แก้มได้ขึ้นเวทีบ่อยๆ ก็ทำให้เขารู้สึกมั่นใจ ไม่ประหม่า ซึ่งเราก็อยากจะฝึกเขาด้วย ถ้าเพียงขึ้นไปร้องเพลงโชว์ มันก็แค่การร้องเพลงธรรมดา แต่เมื่อต้องประกวด มันก็ต้องมีการออกเสียงอักขระที่ชัดเจน ถูกต้อง ประกอบกับดูบุคลิก การแต่งกาย รวมทั้งอารมณ์เพลงด้วย ซึ่งจะมีหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการประกวด บางรายการก็มีคอมเม้นท์ ให้ปรับปรุงตรงจุดนั้นจุดนี้ จึงทำให้แก้มได้พัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น พี่ญาดาเล่า

แม้ว่าจะสนับสนุนลูกให้ทำกิจกรรม แต่สำหรับการสมัครเข้าประกวดแข่งขันเดอะสตาร์ เธอก็ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวลูกมาก และบอกว่า ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต แต่เป้าหมายของเธอคือ ลูกมีความสุข อยู่ในสังคมนี้ได้ รู้จักให้ และรู้จักรับ แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ได้คิดเอาไว้ว่า ลูกจะต้องเป็นเดอะสตาร์

แก้ม The Star
ตอนประกวด ก็มีคนเข้าแข่งขันมากมายจากทั่วประเทศ ตอนแรกเราก็แค่ลองสนุกๆ และหวังไว้นิดหน่อยว่า ขอเพียงให้เข้ารอบภาคใต้ แต่เมื่อเข้ารอบเป็นตัวแทนภาคใต้ ก็ขอให้ติดเพียง 1 ใน 8 คนสุดท้าย จากนั้นเมื่อเข้ารอบ 8 คน ก็เคยบอกกับทางกองประกวดว่า ขอแค่ให้แก้มติดเพียงรอบลูกทุ่งก็ได้ เพราะว่าแก้มมาจากการร้องเพลงลูกทุ่ง และพี่ก็เคยพูดกับแก้มด้วยว่า แม่ไม่ได้ขึ้นไปเชียร์นะ เงินค่าเครื่องที่แม่จะต้องเดินทาง แม่เอามาโหวตให้แก้มดีกว่า แต่เมื่อถึงเวลามันไม่ใช่ ซึ่งแม่ก็ต้องขึ้นไปเชียร์ลูก แต่เราก็บอกลูกไปว่า แม่ไม่มีตังค์โหวตให้ลูกนะ ได้แค่ไหนก็แค่นั้นนะลูก แต่แม่ก็จะพยายามเต็มที่ เดี๋ยวลองดูว่าจะได้แค่ไหน

จากสัปดาห์แรกเรื่อยไปจนถึงสัปดาห์สุดท้ายของการแข่งขัน น้องแก้มก็ยังคงอยู่บนเวทีเดอะสตาร์ ส่วนพี่ญาดา และน้องเกด ก็เดินทางไปเชียร์น้องแก้มทุกครั้ง โดยวันเสาร์ต้องออกเดินทางจากภูเก็ตไปกรุงเทพ วันจันทร์ก็ต้องเดินทางกลับมาทำงาน ซึ่งเป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 8 สัปดาห์ แต่พี่ญาดาบอกว่า แม้จะเหนื่อย เสียตังค์ แต่ก็ลุ้น เพราะเราไม่ได้เหนื่อยเปล่า ยังไงก็ไปเป็นกำลังใจให้ลูก

ขณะที่แก้มยืนบนเวทีเพียงสองคนสุดท้ายกับรุจ เธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าแก้มจะต้องได้ และไม่ได้รู้สึกกดดันด้วยว่า หากลูกไม่ได้แล้วจะต้องเสียใจ สำหรับตัวเองจะรู้สึกกดดันตอนที่ จะต้องพูดให้สัมภาษณ์กับพิธีกรมากกว่า

ไม่รู้ว่าจะต้องพูดไปแบบไหนอย่างไร เพราะช่วงแรกที่พูดไป แฟนคลับของแก้มก็บอกให้พูดภาษาใต้ เมื่อพูดออกไป ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาว่า แม่พูดแบบนี้ไม่ได้ เราก็เครียด ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร พี่ญาดาเล่า แล้วกล่าวถึงความรู้สึกที่ลูกสาวก้าวไปเป็นเดอะสตาร์หญิงคนแรกของเมืองไทยว่า รู้สึกแปลก แต่ก็เป็นความภูมิใจ คือ ด้วยสองมือแม่ ซึ่งเป็นผลผลิตของเรา ก็คิดว่า เราก็เก่งนะ ที่เลี้ยงลูกสองคนให้เป็นคนดีของสังคมได แต่เมื่อมาถึงจุดนี้เธอก็บอกถึงความรู้สึกลึกๆ ว่า ลูกเราเป็นที่รู้จักแล้ว จะทำอะไร จะไปทางไหน ก็ต้องมีคนจับตามอง ซึ่งก็มีทั้งผลด้านบวกและด้านลบ เราก็เกิดความเป็นห่วง และที่สำคัญคือ เราต้องห่างกับลูกด้วย

ที่ผ่านมาทั้งสามแม่ลูกแทบจะไม่เคยได้ออกห่างกันเลย มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็ตอนที่แก้มกำลังจะขึ้นชั้น ม.6 เขาได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่กรุงเทพเป็นเวลา 1 เดือน แต่ก็มีโทรคุยกันกับแม่ทุกวัน ซึ่งมาห่างกันจริงๆ ก็ตอนนี้

ณ วันนี้แก้มก็ต้องไปไปชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ โดยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรชั้นปีที่ 1 คณะดุริยางค์ศาสตร์ เอกวอยซ์แจ๊ส ซึ่งต้องเรียนและทำงานเป็นศิลปินในสังกัดจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ไปด้วยพร้อมๆ กัน สำหรับพี่ญาดาก็ย่อมห่วงลูกสาวเป็นธรรมดา

ก็เป็นห่วงลูกนะ เพราะเขายังจัดการเวลาไม่ได้ ในตอนแรกก็ได้เซ็ทเวลาเรียนไว้กับอาจารย์แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ เวลาเรียนมันก็เปลี่ยน ทำให้มีปัญหาเรื่องเวลาเรียน แต่เราก็ให้กำลังใจลูก บอกให้ทำให้ดีที่สุด ถ้ามีปัญหาก็ไปคุยกับอาจารย์ เมื่อมาถึงจุดนี้ ก็ต้องเปิดรับว่าการเรียนนั้นสำคัญ แต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ยินดีที่จะให้ลูกตัดสินใจ แม้แก้มจะดร็อปแม่ก็ไม่ว่า แต่ต้องให้ถึงที่สุด เพราะว่าสิ่งไหนที่ทำเพื่อตัวเราคนเดียว หากช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร

มาถึงตรงนี้แล้ว ต้องยอมรับเลยว่าแฟนคลับสำคัญ เพราะเวลาไปไหนแฟนคลับจะติดตามไปด้วยทุกแห่ง จึงถือเป็นกำลังใจที่สำคัญมาก โดยส่วนตัวแล้วพี่ก็จะมีสัมพันธภาพกับแฟนคลับของทั้งแก้ม รุจ และเพื่อนเดอะสตาร์คนอื่นๆ รวมทั้งผู้จัดการที่ดูแลน้องแก้มด้วย คือ จะคุยกับทุกคน ซึ่งเราต้องทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีกับลูกเราด้วย และสำหรับน้องเกดนั้น ถ้าหากเขาจะไปสมัครแข่งขันเดอะสตาร์เหมือนแก้ม อย่างน้อยที่สุดก็ต้องจบชั้น ม.6 ไปก่อน ถึงจะไปสมัครเข้าประกวดได้ พี่ญาดาเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะต้องเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองทั้งสองคน แต่เธอบอกว่า แม่จะไม่สอนให้ลูกโกรธพ่อ ซึ่งแม่ก็ไม่ได้โกรธพ่อ และลูกๆ ก็จะโทรคุยกับพ่อได้ตลอด โดยไม่รู้สึกอึดอัดคือ ลูกจะไม่รู้สึกว่าขาดพ่อ เหมือนกับว่าเขามีพ่ออยู่ แต่พ่อไม่ได้อยู่ที่บ้านเท่านั้น

เกด แก้ม แม่ญาดา การเลี้ยงลูก เราต้องใส่ใจกับลูก และต้องแสดงความรักด้วยการโอบกอดลูก เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนก็ต้องพูดคุยกัน คือเราต้องถามเขาเรื่อยๆ คุยกันเป็นเพื่อน หากลูกสนใจทำกิจกรรมอะไร เราก็ให้ความสำคัญและเป็นที่ปรึกษาให้ อย่างตอนนั้นแก้มอยากเรียนดนตรี เราก็ให้ไปฝึกเรียนเปียโน คือพ่อแม่ต้องเป็นคนฝึกลูก สำหรับพี่ก็ค่อนข้างดุนะ แต่ลูกทั้งสองก็ใส่ใจความรู้สึกของแม่มาก ซึ่งแม่ก็ไม่ได้เอาตัวเองเป็นใหญ่ แต่พยายามสอนให้ลูกรู้ว่าลูกควรจะอยู่ในสังคมอย่างไร และสุดท้ายไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่นั่นแหละ คือคนสำคัญที่สุดของชีวิตลูก เธอกล่าวทิ้งท้าย

จากคำบอกเล่า และภาพที่เห็นจากสามแม่ลูกครอบครัวนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีสิ่งไหนเกินคำว่า “แม่” ไม่ว่าจะเป็นความรักที่แม่มีให้ หรือสิ่งที่แม่พึงกระทำต่อลูก ท้ายสุดนั้น แม่ก็คือ คนที่มีค่าที่สุดสำหรับลูก





 เรื่องอื่น ๆ




เก๊ะเก๋
4 ตุลาคม 51 15:54
แม่ดาน่ารักมากค่ะ
1

Y:NG
7 ตุลาคม 51 15:41
สุดยอดน่าจะได้รับรางวัลแม่ดีเด่น
2

พี่แก้มสู้ๆ
2 มกราคม 52 20:23
หรอยอย่างแรงแม่พี่แก้ม สวนพี่แก้มและพี่เกดก็น่ารักเหมียนกัน
3

Methandienone 5 mg
7 ธันวาคม 55 8:49:
กรุณาฉัน เพียง ต้องการที่จะมี คำตอบจาก บทความผู้เชี่ยวชาญ / s คุณสามารถ ได้รับการ ลงโทษ - ในเครื่องมือค้นหา สำหรับการส่ง บทความเดียวกันไปยังเว็บไซต์ submmision บทความหลาย ? - ฉันควรทำอย่างไร ที่จะเรียกร้อง ลิขสิทธิ์ ของบทความ / s ของฉันได้อย่างไร ฉันควร โพสต์บน เว็บไซต์ของฉัน ก่อนที่จะ ส่งไปยัง เว็บไซต์ เหล่านั้นหรือไม่ เครื่องมือค้นหาที่จะ พิจารณา เนื้อหาของบทความเป็น ซ้ำ? ขอบคุณ กอง ล่วงหน้า! ขอให้คุณโชค
4

Admin
7 ธันวาคม 55 10:29
Which article that you want to claim?
5




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink