โรคอ้วนในเด็ก ภัยมืดที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ข่าวการจับกุมผู้ขายอาหารเสริม ยาลดน้ำหนัก ที่สามารถทำให้ธุรกิจเจริญเติบโตได้ถึงหลัก 500 ล้านบาทภายในระยะเวลาแค่สามปี โดยใช้ส่วนผสมต้องห้าม ‘ไซบูทรามีน’ ลงไปในยาลดน้ำหนักนั้น กลายเป็นประเด็นที่น่าตกใจอย่างยิ่งว่า ทำไมสังคมไทยโดยเฉพาะผู้หญิง จึงให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างมากมายถึงขนาดไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ยาที่ไม่ผ่านมาตรฐานกันได้ขนาดนั้น นอกจากนี้ ตัวเลขผลประกอบการดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีคนไทยจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องอ้วนหรือคิดว่าตัวเองอ้วนเกินมาตรฐานทั่วไป ซึ่งแน่นอนที่สุด ความอ้วนไม่ใช่เรื่องดี แต่การพยายามลดความอ้วนอย่างถูกวิธี น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า

    โรคอ้วนไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ หากแต่ปัจจุบันนี้ โรคอ้วนยังเกิดขึ้นในเด็กอีกเป็นจำนวนมาก และถือเป็นปัญหาสำคัญในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย โดยพบว่าเด็กอายุระหว่าง 5 - 12 ปี มีน้ำหนักเกินมาตรฐานปีละประมาณหนึ่งแสนคน ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมาก ความเชื่อที่ว่าเด็กอ้วนหรือเด็กจำม่ำ เป็นเด็กที่น่ารักสมบูรณ์ แท้จริงแล้วอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต รวมถึงยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคอ้วนในผู้ใหญ่ต่อไปอีกด้วย ดังนั้น Wellness Talk ฉบับนี้ พญ. ปัณฑิตา เทียมทัด กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอ้วนในเด็กกันค่ะ

    “สาเหตุหลักของการเป็นโรคอ้วนในเด็กนั้น เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างพฤติกรรมในการกินอาหารและการดำเนินชีวิต คือปริมาณพลังงานที่กินมากกว่าพลังงานที่ใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น เรื่องของพันธุกรรม ซึ่งก็พบว่าเด็กที่มีพ่อแม่พี่น้องอ้วนก็มีโอกาสที่จะเกิดโรคอ้วนได้ เรื่องของความผิดปกติของฮอร์โมน เช่นการขาดฮอร์โมนไทรอยด์ หรือภาวะฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์เกิน เรื่องของการเป็นโรคหรือกลุ่มอาการจำเพาะ เช่น Prader Willi Syndrome, Laurence – Moon - Biedi Syndrome, Pseudohypoparathyroidism เป็นต้น กลุ่มอาการนี้ พบได้ในเด็กที่อ้วนและเตี้ย ซึ่งก็จะพบว่าในเด็กกลุ่มนี้มักจะมีระดับสติปัญญาด้อยกว่าปกติอีกด้วยค่ะ” คุณหมอปัณฑิตาอธิบาย

    อย่างที่ได้เกริ่นไว้แต่ต้นว่า ผู้ใหญ่หลายคนยังคิดว่า เด็กอ้วนคือเด็กที่สมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงนั้น เด็กอ้วนไม่ใช่เด็กที่จะแข็งแรงและสมบูรณ์เสมอไป แต่ตรงกันข้าม ความอ้วนของเด็กอาจส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพกายและจิตใจอีกด้วย

    “เด็กอ้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีไขมันในเลือดสูง ทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันชนิดแอลดีแอลหรือไขมันชนิดไม่ดี ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจมากขึ้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีภาวะอื่น ๆ ที่เด็กอ้วนเสี่ยงที่จะเป็นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานหรือความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลโรคผิวหนัง เช่น เชื้อราที่ผิวหนัง ผิวหนังอักเสบติดเชื้อได้ง่าย นอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ตับอักเสบและถุงน้ำดีอักเสบ โตก่อนวัยหรือเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกว่าปกติ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีบุตรยากเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ รวมทั้งไม่มั่นใจในตนเอง เนื่องจากอายเพราะถูกเพื่อนล้อ จนบางครั้ง อาจพบภาวะซึมเศร้าตามมาได้”

    ทราบความเสี่ยงของโรคและภาวะที่เด็กอ้วนมีโอกาสเป็นจากคุณหมอเช่นนี้แล้ว ใครที่กำลังมีบุตรหลานที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคอ้วน หรือไม่มั่นใจว่าบุตรหลานของตนเองเข้าข่ายอยู่ในอาการโรคอ้วนหรือไม่ ควรรีบสังเกตบุตรหลานของตนเอง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าบุตรหลานเป็นโรคอ้วน คุณหมอปัณฑิตาแนะนำว่า

    “ผู้ปกครองสามารถดูได้จากสมุดวัคซีนของบุตรหลาน โดยดูจากกราฟการเจริญเติบโตในส่วนของน้ำหนักตามเกณฑ์อายุเทียบกับส่วนสูง ซึ่งหากมีสัดส่วนมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ไทล์ ถือว่าเด็กอยู่ในขั้นอ้วนแล้วค่ะ”

    อ่านมาถึงตอนนี้ หากบุตรหลานใครที่มีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ไทล์เข้าขั้นเด็กอ้วน ควรนำบุตรหลานไปตรวจร่างกายและปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการลดน้ำหนักและดูแลด้านโภชนาการรวมทั้งการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันที่ถูกต้องต่อไป แต่ถ้าบุตรหลานของคุณผู้อ่านยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นโรคเด็กอ้วน และต้องการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนแล้วล่ะก็ คุณหมอมีวิธีป้องกันที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ดังนี้ค่ะ

    “ประการแรกเลย ผู้ปกครองควรปลูกฝังให้บุตรหลานไม่กินหวาน รวมทั้งตัวเองก็ไม่ควรกินหวานให้เด็ก ๆ เห็นเป็นตัวอย่าง และควรให้ความรู้แก่เด็กในเรื่องอันตรายของโรคอ้วนที่จะส่งผลต่อโรคอื่น ๆ ตามมาในอนาคตค่ะ”

    “ประการต่อมา สำหรับเด็กเล็กที่เลือกอาหารกินเองไม่ได้ พ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู ต้องมีส่วนช่วยในการจัดเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้เขา ได้แก่ อาหารไขมันต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร ทานไข่ในปริมาณที่เหมาะสม คือ 1 ฟองต่อวัน กินผักหลากสีในทุกมื้อ ฝึกให้เด็กกินผลไม้แทนขนมหวาน ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานเพื่อให้เกิดพฤติกรรมการกินอาหารที่เหมาะสมเมื่อโตขึ้น”

    พฤติกรรมใดที่ผู้ใหญ่ปลูกฝังไว้ให้เด็กตั้งแต่เนิ่น ๆ จะกลายเป็นนิสัยติดตัวเด็กเมื่อโตขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ ในปัจจุบันต้องเจอกับสภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย อาหารว่างที่วางขายตามหน้าโรงเรียนหลายชนิดที่เป็นอาหารประเภทขยะหรือ Junk Food ที่ส่วนใหญ่จะเน้นแป้งเพื่อให้เด็กอิ่มท้องอย่างเดียว ดังนั้น เมื่อเด็กโตขึ้นและสามารถซื้อหรือเลือกอาหารกินเอง ผู้ปกครองควรเน้นย้ำถึงการเลือกอาหารที่ถูกต้อง พร้อมปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก ๆ ด้วยเช่นกัน

    “คนในครอบครัวควรได้มีเวลาทานอาหารร่วมกันในบางมื้อ พ่อแม่ควรแนะนำอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับวัยของลูก ๆ รวมทั้งแนะนำให้เด็กปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ควรให้เด็กหลีกเลี่ยงการกินขนมกินเล่นชนิดถุงกรุบ ๆ กรอบ ๆ รวมทั้งน้ำหวานใส่สีต่าง ๆ และน้ำอัดลมอีกด้วย”

    “นอกจากนี้ การจัดให้มีกิจกรรมการออกกำลังกายในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 2 - 3 ครั้ง แต่ละครั้งนาน 20 - 30 นาที ก็เป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันโรคอ้วนทั้งในเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ยังเป็นการก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วยค่ะ” คุณหมอปัณฑิตาฝากทิ้งท้าย

    โรคอ้วน โรคที่ผู้ใหญ่ก็ยังไม่อยากเป็น และเราก็คงไม่อยากให้เด็ก ๆ เป็นด้วยเช่นกัน มาช่วยกันดูแลสุขภาพของบุตรหลานในบ้าน ด้วยวิธีการดังที่คุณหมอปัณฑิตาแนะนำมานะคะ .... แล้วเราจะได้เยาวชนที่จะกลายเป็นอนาคตของชาติ ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink