ปวดท้องประจำเดือน .... สัญญาณเตือนต่อโรคอะไรหรือไม่
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    อาการปวดท้องประจำเดือน เป็นภาวะที่เชื่อว่าผู้หญิงส่วนใหญ่อาจต้องเคยทนทุกข์ทรมานมาแล้ว ซึ่งที่แตกต่างกันก็คือปวดมากหรือน้อยเท่านั้น หากเป็นอาการปวดท้องประจำเดือนแบบธรรมดาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากปวดมาก ปวดอยู่นานหรือปวดเป็นประจำ คุณทราบหรือไม่ว่า นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างในโดยที่เราไม่รู้ตัว เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว เพราะผู้หญิงหลายคนมีความอายหรือกลัวไม่กล้าไปพบแพทย์ ดังนั้น Wellness Talk ฉบับนี้เราจึงได้ขอให้ พญ.เกษมา ประเสริฐศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูติ – นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต มาให้ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดระดู (Dysmenorrhea) ให้กับคุณผู้อ่านได้เข้าใจกันมากขึ้น

    “สำหรับอาการปวดท้องประจำเดือนธรรมดา ผู้หญิงบางคนจะปวดในระยะที่ประจำเดือนมาวันแรก ๆ คือในวันที่ 1 หรือ 2 แล้วหายไป นี่ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากมีอาการปวดมากผิดปกติคือวันที่ 4 หรือ 5 แล้วก็ยังปวด ปวดมากแบบต้องกินยาตลอด ต้องลางานหรือไปทำงานไม่ได้ ปวดมากขึ้นทุกเดือน ๆ มากกว่า 6 เดือนต่อเนื่องกัน นั่นถือเป็นสัญญาณอันตรายควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการปวดนั้นแล้ว”

    คุณหมอเกษมา อธิบายว่า ภาวะปวดระดูแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคืออาการปวดระดูชนิดปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) หรือปวดแบบธรรมชาติ ภาวะนี้เป็นภาวะปวดท้องน้อยจากการหดเกร็งระหว่างมีระดูโดยไม่มีโรคร้ายใด ๆ ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ออกมามากผิดปกติ กระตุ้นให้มดลูกมีการบิดเกร็งตัว การปวดลักษณะนี้พบมากในเด็กสาว ส่วนมากจะมีอาการตั้งแต่ประจำเดือนมาครั้งแรกหรือเกิดขึ้นภายใน 3 ปี หลังจากมีประจำเดือนครั้งแรก และจะมีอาการมากที่สุดในช่วง 15 - 25 ปี หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ลดลง บางรายอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตร แต่ก็ยังมีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ยังมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน

    “ส่วนอาการปวดแบบที่สองคือ การปวดระดูชนิดทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เป็นภาวะปวดท้องน้อยที่เกิดจากพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาการจะตรงข้ามกับแบบธรรมชาติ เช่น ตอนสาว ๆ ไม่ปวด แต่กลับปวดตอนอายุมากขึ้น เป็นทีละหลาย ๆ วัน และปวดมากขึ้นทุกเดือน ซึ่งแสดงว่าเป็นสัญญาณอันตราย อาจมีโรคซ่อนอยู่ข้างในได้ เช่นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โรคถุงน้ำที่รังไข่ (ช็อกโกแลตซีสต์) โรคเนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูก โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน” คุณหมออธิบายเพิ่มเติม
ในกรณีนี้ หากสงสัยว่าเป็นการปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิหรือเกิดมาจากสาเหตุอื่น แพทย์อาจทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวน์ หรือใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง เป็นต้น

    “ส่วนใหญ่โรคที่พบบ่อยที่เป็นสาเหตุของการปวดระดูชนิดทุติยภูมิ ได้แก่ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปอยู่ที่ตำแหน่งอื่นของร่างกาย โดยปกติจะไปอยู่อุ้งเชิงกรานนอกตัวมดลูก คือในแต่ละเดือนผู้หญิงเมื่อมีประจำเดือน มดลูกจะบีบตัวเพื่อไล่เลือดประจำเดือนออกมา แต่จะมีบางส่วนที่ไหลย้อนกลับเข้าไปข้างในมดลูก และถ้าไปฝังตัวอยู่มากตรงรังไข่ เลือดจะรวมตัวกันกลายเป็นก้อนถุงน้ำที่มีเลือดคั่งอยู่ข้างในมีสีน้ำตาล เรียกว่า ‘ช็อกโกแลตซีสต์’ ซึ่งอาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้แก่ อาการปวดก่อนและระหว่างมีรอบเดือน อาการปวดระหว่างหรือหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และภาวะมีบุตรยาก ”

    อย่างไรก็ตาม คุณหมอกล่าวว่า การปวดระดูส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะอื่นแทรกซ้อน แต่สำหรับในรายที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ก็อาจทำให้มีบุตรยากได้ หรือในรายที่เกิดจากเนื้องอกมดลูกอาจทำให้ตกเลือดมากจนเกิดภาวะซีดหรือเนื้องอกมีขนาดโตมากจนกดทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน

    หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วอาการปวดแบบนี้มีวิธีรักษาหรือไม่ คุณหมอได้ให้คำตอบไว้ว่า หากปวดไม่มากนักเริ่มแรกอาจใช้ผ้าอบร้อนหรือกระเป๋าน้ำร้อนวางประคบบนหน้าท้องและสะโพกเป็นพัก ๆ ก็ได้ หรืออาจจะทานยาระงับปวดทั่ว ๆ ไป เช่น พาราเซตามอล หรือยาต้านฤทธิ์พลอสตาแกลนดินส์ เช่น Ponstan หรือ กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่

    สเตียรอยด์ เช่น Ibuprofen, Indomethacin เป็นต้น

    “แต่สิ่งที่อยากจะแนะนำเพื่อเป็นการป้องกันอาการปวดในระยะยาวก็คือ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เช่น เล่นโยคะ วิ่งเหยาะ ๆ หรือออกกำลังกายเบา ๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าแล้วยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคอีกด้วย”

    คุณหมอยังอธิบายอีกว่า อีกวิธีสำหรับการรักษาอาการปวดประจำเดือนรุนแรงหากตรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ (ไม่ใช่ปวดระดูแบบทุติยภูมิ) แพทย์อาจให้รับประทานยาคุมกำเนิดชนิดผสมระหว่างเอสโตรเจนกับโปรเจสติน กินแบบเดียวกับยาคุมกำเนิดคือวันละ 1 เม็ดทุกคืน เพื่อไม่ให้มีการตกไข่ ซึ่งจะช่วยไม่ให้ปวดได้ แต่วิธีนี้จะไม่เหมาะกับสตรีที่รอการตั้งครรภ์

    โรคภัยไข้เจ็บในปัจจุบัน สาเหตุส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของเราเอง ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดที่จะไม่ต้องไปหาหมอคือการป้องกัน นอกจากการออกกำลังกายซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว เรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคืออาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน

    “ก่อนประจำเดือนมา ไม่ควรรับประทานอาหารประเภทมันจัด หวานจัด เค็มจัด และควรงดเครื่องดื่มพวกชากาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะจะทำให้ท้องอืดและปวดท้องมากกว่าเดิม นอกจากนี้อาหารบางชนิดใกล้ ๆตัวเรา ทั้งผักผลไม้และสมุนไพรก็ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เช่นกัน”

    อาหารที่คุณหมอแนะนำให้รับประทานในช่วงมีประจำเดือนเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดให้ลดลงได้แก่ น้ำเต้าหู้ หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ซุปเต้าเจี้ยว ควรทานใบตำลึงเพราะมีทั้งวิตามิน กากใยและแมกนีเซียมที่มีส่วนช่วยในการลดปวดเกร็งช่องท้องได้ อาจจะหาสมุนไพรจีนเช่น ตังกุย มาดื่มเพื่อป้องกันการบีบเกร็งของหลอดเลือดโดยให้ดื่มในช่วงก่อนมีประจำเดือนประมาณ1 - 2 สัปดาห์ ควรรับประทานผักผลไม้และธัญพืชต่าง ๆ ที่มีวิตามิน กากใยและไฟเบอร์ หรือดื่มชาดอกคำฝอยเพื่อเป็นยาบำรุงโลหิตและช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนด้วยก็ได้

    “สำหรับการรักษาในรายที่ตรวจพบมีความผิดปกติ เป็นปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ แพทย์ก็จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น หากพบเนื้องงอกในมดลูกหรือช็อกโกแลตซีสต์ ก็จะให้การรักษาโดยการผ่าตัด เป็นต้น”

    กล่าวโดยสรุปว่า ถ้ามีอาการปวดท้องรอบเดือนมากอย่ามัวอายหรือทนทรมานอยู่ เพราะอาการปวดนั้นเราไม่สามารถทราบได้ว่ามีโรคร้ายซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าสงสัยให้รีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการตรวจรักษา เพราะโรคที่ซ่อนอยู่อาจจะไม่แค่ทำให้เราทุกข์ทรมานจนต้องขาดเรียนหรือหยุดงาน แต่อาจร้ายแรงจนเกินเยียวยาก็เป็นได้    สำหรับคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และกลัวการตรวจภายในนั้น ก็สามารถใช้วิธีอัลตร้าซาวด์ หรือการตรวจทางหน้าท้องแทนโดยไม่ต้องตรวจภายใน แต่หากแต่งงานมีลูกแล้วก็สามารถตรวจภายในและอัลตร้าชาวด์ได้ ซึ่งในสตรีที่แต่งงานแล้วควรจะทำเป็นประจำทุกปีเพราะสามารถตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ในคราวเดียวกันอีกด้วย ดังนั้น ได้รับความรู้อย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังมีอาการปวดประจำเดือนอยู่และเข้าข่ายอาการปวดที่น่าจะเป็นสัญญาณเตือนต่อโรคร้าย อย่าได้นิ่งนอนใจ รีบไปพบแพทย์ไว้แต่เนิ่น ๆ นะคะ …





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink