‘เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคเอกซเรย์คอมพิวเตอร์’
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    เวลาที่ญาติ เพื่อน คนรู้จักหรือแม้แต่ตัวเรา เจ็บป่วยหรือมีเหตุให้ต้องเข้าโรงพยาบาล ศัพท์เรียกชื่ออุปกรณ์ทางการแพทย์หรือเทคนิคการตรวจที่เรามักจะได้ยินกันคุ้นหูอันดับแรกน่าจะเป็น X-ray รองลงมาก็อาจจะเป็น อัลตร้าซาวด์ , MRI หรือแม้กระทั่ง CT scan แล้วเราผู้ไม่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับวงการแพทย์ ก็มักจะถ่ายทอดศัพท์เหล่านั้นไปโดยจำจากปากคุณหมอมาแล้วก็ไปพูดต่อว่า เนี่ย เดี๋ยวต้องไปทำ CT Scan วันนั้นวันนี้นะ โดยที่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า มันคืออะไรและเทคนิคเหล่านั้นมีประโยชน์อะไร ทำเพื่ออะไร

    Wellness Talk ของเราฉบับนี้ แพทย์หญิงพรรณเพ็ญ บุญล้อม ซึ่งดำรงตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ และรังสีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับหนึ่งในเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้ในการช่วยวินิจฉัยโรคหรือข้อบกพร่องของคนไข้กัน คุณหมอจะแนะนำเครื่อง CT scan ให้ได้รู้จักกันลึกกว่าเดิมกันค่ะ 

    CT scan คืออะไร

    CT มาจากคำว่า Computer Tomography คือ การสร้างภาพแบบตัดเป็นส่วน ๆ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการตรวจ CT scan จึงเป็นเทคนิคการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายด้วยการฉายลำแสงเอกซ์ หรือ X-ray ผ่านอวัยวะที่ต้องการตรวจในแนวตัดขวาง ภาพที่ได้จึงเป็นภาพในแนวตัดขวางของร่างกายในส่วนที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด ซึ่งจะมีการนำภาพที่ถ่ายด้วยรังสีเอกซ์หลาย ๆ ภาพมาประกอบกัน

    “การทำ CT Scan มีจุดประสงค์หลักในการใช้งานเพื่อตรวจหาความผิดปกติในเนื้อเยื่อ กระดูก หรือโครงสร้างของร่างกาย และใช้ช่วยในการบอกตำแหน่งที่แม่นยำในการนำเครื่องมือเข้าไปรักษาค่ะ” คุณหมอพรรณเพ็ญอธิบาย

    ดังนั้น.. CT scan ก็คือการเอกซเรย์อีกแบบหนึ่งนั่นเอง แล้วเอกซเรย์ธรรมดาต่างจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ CT Scan ยังไง...

    คุณหมอพรรณเพ็ญอธิบายว่า เอกซเรย์ธรรมดานั้นจะให้ภาพการตรวจเป็นภาพ 2 มิติ คือกว้างและยาวเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถบอกความลึกได้ รวมทั้งจะให้ภาพเป็นเพียงภาพรวมของทั้งอวัยวะ ซึ่งนับเป็นข้อจำกัดของเอกซเรย์ธรรมดาเมื่อเปรียบเทียบกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการตรวจที่ซับซ้อนกว่ามาก

    “CT Scan จะให้ภาพเป็น 3 มิติ และยังซอยภาพอวัยวะออกเป็นแผ่นบาง ๆ ในภาพตัดขวางได้หลายสิบแผ่น จึงช่วยให้แพทย์อ่านความผิดปกติของอวัยวะนั้น ๆ ได้ละเอียดและแม่นยำกว่า ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะสูงกว่าการเอกซเรย์ธรรมดาเป็นสิบ หรือหลายสิบเท่า และในการตรวจแต่ละครั้งผู้ป่วยจะได้รับปริมาณรังสีสูงกว่าจากการตรวจด้วยเอกซเรย์ธรรมดาอีกด้วย”

    ดังนั้นจะเห็นว่า โดยทั่วไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย แพทย์จึงมักตรวจด้วยการเอกซเรย์ธรรมดาก่อน ต่อเมื่อเอกซเรย์ธรรมดาไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ แพทย์จึงจะพิจารณาเลือกใช้การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

    ประโยชน์ของ CT scan


    เครื่อง CT scan นั้น มีประโยชน์ในการช่วยตรวจวินิจฉัยโรคหลายอย่าง ได้แก่ ใช้ตรวจดูการคั่งของเลือดในสมอง ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน เนื่องจากอุบัติเหตุ ตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดโป่งพอง เส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น ตรวจหาความผิดปกติของกระดูก และข้อต่อต่างๆ เช่น การหัก การหลุด และการอักเสบ ตรวจหาเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ รวมทั้งตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก รวมไปถึงใช้ตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้องอกไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงได้อีกด้วย

    คุณหมอพรรณเพ็ญอธิบายว่า การตรวจ CT scan จะใช้ตรวจระบบของร่างกาย 4 ระบบ ระบบแรกคือ ระบบสมอง ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของสมอง ต่อมใต้สมอง ตา ต่อมน้ำลาย และคอ เป็นต้น ซึ่งในการตรวจนี้ จะต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของโรคชัดเจนขึ้น

    “ระบบต่อมาคือ ระบบช่องท้องและทรวงอก ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน การตรวจระบบนี้ ผู้ป่วยต้องดื่มสารทึบรังสีกับน้ำเปล่า และ/หรือ สวนสารทึบรังสีกับน้ำเปล่าเข้าทางทวารหนัก เพื่อแยกลำไส้ออกจากเนื้อเยื่ออื่น ๆ ของช่องท้อง ในผู้ป่วยหญิงอาจต้องใส่ผ้าอนามัยชนิดสอดภายในช่องคลอดเพื่อแยกช่องคลอดออกจากเนื้อเยื่ออื่น ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรังสีแพทย์ นอกจากนี้ก็ยังจำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของโรคชัดเจนขึ้นอีกด้วย”

    “นอกจากนี้ยังใช้ตรวจ ระบบกระดูก กล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกสันหลัง ซึ่งมักจะใช้ในการวินิจฉัยโรคเนื้องอกของกล้ามเนื้อ กระดูก หรือการอักเสบของข้อต่อต่าง ๆ และลักษณะทางกายวิภาคของกระดูกสันหลัง และอีกระบบคือ ระบบหลอดเลือด ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดแดงใหญ่ หลอดเลือดแดงไต และหลอดเลือดแดงที่ขา เป็นต้น”

    เนื่องจากการตรวจ CT scan เป็นการตรวจที่มีขั้นตอนซับซ้อน ดังนั้นจึงต้องมีการนัดหมายตรวจและต้องมีการเตรียมตัวก่อนตรวจเสมอ ซึ่งการทำ CT scan มักต้องมีการใช้สารทึบรังสี หรือที่เรียกว่า ‘ การฉีดสี’ ร่วมด้วยเพื่อช่วยให้เห็นภาพต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น การให้สารทึบแสงอาจจะทำโดยการกินหรือสวนทวาร เพื่อเป็นตัวช่วยบอกว่าอวัยวะนั้น ๆ เป็นอวัยวะในระบบทาง เดินอาหาร

    “การฉีดสีอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือการแพ้ยาได้ โดยเฉพาะในผู้ที่แพ้ไอโอดีน เช่น แพ้อาหารทะเล หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ต่างๆ รวมทั้งการแพ้ยาและโรคหืด ดังนั้นในบุคคลเหล่านี้ จึงมักจะใช้การตรวจโดยไม่มีการฉีดสี ซึ่งจะทำให้การอ่านผลตรวจด้อยประสิทธิภาพลง แต่ก็จะปลอดภัยจากการแพ้สารทึบรังสี”

    การแพ้สารทึบรังสีอาจก่ออาการเพียงเล็กน้อย เช่น รู้สึกร้อนวูบวาบหลังการฉีดสี ซึ่งเกิดได้ทันที รู้สึกลิ้นมีรสชาติโลหะ รู้สึกเหมือนปัสสาวะราด (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ปัสสาวะ) ปวดข้อ หนาว บางคนถึงขั้นสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้ารุนแรงขึ้น อาจเกิดอาการคันและมีผื่นคันขึ้นทั่วตัว และในรายที่รุนแรงมาก อาจเกิดความดันโลหิตต่ำ ช็อคและเสียชีวิตได้

    “การแพ้สารทึบรังสี โดยเฉพาะชนิดรุนแรงพบได้น้อยมาก ๆ ไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ ซึ่งในคนที่มีปัจจัยเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาฉีดยากันแพ้ให้ก่อนการตรวจ หรือตรวจโดยไม่ฉีดสี หรือใช้การตรวจด้วยวิธีอื่นแทน เช่น อัลตราซาวด์ หรือ เอ็มอาร์ไอ นอกจากนี้ ในคนที่ไตทำงานผิดปกติ การฉีดสีนี้ อาจก่อให้เกิดภาวะไตวายได้ ดังนั้นในการ CT scan จึงจำเป็นต้องรู้การทำงานของไตก่อน โดยการตรวจเลือด ซึ่งถ้าผิดปกติ แพทย์จะให้การตรวจโดยงดฉีดสี หรือเลือกวิธีอื่นตรวจแทน”

    ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ยาเบาหวานบางชนิดจะส่งผลให้สีที่ฉีดค้างอยู่ในไตสูงขึ้น จึงเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อไตวาย ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องตรวจ แพทย์มักให้หยุดยาเบาหวานทั้งก่อนและหลังการตรวจนานอย่างน้อย 48 ชั่วโมง นอกจากนั้นสีที่ฉีด ยังสามารถผ่านออกทางน้ำนมได้ ถึงแม้ยังไม่มีรายงานว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในกรณีผู้ป่วยให้นมบุตร ดังนั้น แพทย์จึงแนะนำงดให้นมบุตรหลังการฉีดสีประมาณ 48 ชั่วโมง (แพทย์บางท่านแนะนำใน 24 ชั่วโมง) เพื่อรอให้สีถูกกำจัดออกจากร่างกายให้หมดไปก่อนทางปัสสาวะ

    ขั้นตอนการตรวจ CT scan ทำอย่างไร...

    เมื่อมีการนัดตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยต้องนัดตรวจกับแผนกเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่จะให้คำอธิบายขั้นตอนการตรวจ สอบถามประวัติประจำเดือนในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ตรวจผลการทำงานของไต  ประวัติการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์  รวมทั้งการกินยาต่างๆ และประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สาร/สิ่งต่างๆ จากนั้นก็จะให้วันนัดหมายพร้อมเอกสารการปฏิบัติตน  

    “ผู้ป่วยและครอบครัวควรต้องอ่านเอกสารแนะนำการตรวจให้เข้าใจก่อนออกจากแผนกเอกซเรย์ หากไม่เข้าใจต้องสอบถามจากเจ้าหน้าที่จนเข้าใจ เพราะวิธีการเหล่านี้ แพทย์ พยาบาลแผนกอื่น ๆ จะไม่ทราบเพราะเป็นการตรวจเฉพาะทาง และในวันนัดหมายตรวจ จำเป็นต้องมีการงดอาหารและน้ำดื่ม ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นการตรวจอวัยวะใด และต้องมีการฉีดสีหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องอ่านใบแนะนำการตรวจให้ดี เพื่อการงดอาหารและน้ำที่ถูกต้อง”

    คนไข้ทั่วไปควรจะทราบว่า ในวันนัดหมาย ควรมาถึงแผนกเอกซเรย์ก่อนเวลานัดประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง เพื่อสะดวกต่อการจัดเตรียมเอกสารของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่มักสอบถามคำถามซ้ำเพื่อป้องกันการผิดพลาด ต่อจากนั้น ก็จะให้เปลี่ยนเสื้อผ้าและถอดเครื่องประดับต่าง ๆ ออกเช่นเดียวกับการเอกซเรย์ธรรมดา เพราะโลหะหรือวัสดุต่าง ๆ จะบดบังรังสี และก่อให้เกิดการอ่านผลที่ผิดพลาดได้

    การตรวจ จะเป็นการนอนหงายนิ่ง ๆ อยู่บนเตียงซึ่งจะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์เอกซเรย์ ผู้ป่วยจะอยู่ในห้องเอกซเรย์เพียงคนเดียว แต่จะมีเจ้าหน้าที่รังสีเฝ้าดูอยู่ผ่านกระจกห้องควบคุมเครื่องมือ ซึ่งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่สามารถพูดคุยผ่านเครื่องอินเทอร์คอม (Intercom) และส่งสัญญาณกันได้ตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ‘อย่าลุกจากเตียงจนกว่าเจ้าหน้าที่จะอนุญาต’

    เมื่อตรวจเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้นอนพักอยู่บนเตียงประมาณ 10 - 15 นาที จนผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย จึงค่อย ๆ ให้ลุกขึ้นนั่งและสังเกตอาการ เมื่ออาการปกติแล้ว เจ้าหน้าที่จึงจะอนุญาตให้ลงจากเตียง ออกจากห้องเอกซเรย์ได้ และนัดมารับผลตรวจ

    ภายหลังการตรวจ ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ สัมผัสคลุกคลีได้กับทุกคนรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ โดยจะไม่มีรังสีหลงเหลืออยู่ในตัวผู้ป่วย

    “ควรทยอยดื่มน้ำอย่างน้อย 1-2 ลิตรภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยขับสารทึบรังสีออกจากร่างกายโดยเร็ว หากมีอาการผิดปกติหลังตรวจ เช่น ผื่นขึ้น แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ต้องรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ห้องตรวจทราบทันที หรือถ้ามีอาการเกิดขึ้นเมื่อออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ให้รีบกลับมาพบแพทย์โดยด่วน”

    คุณหมอพรรณเพ็ญทิ้งท้ายไว้ว่า การตรวจ CT scan มีข้อยกเว้นกับผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ หอบหืด มีประวัติผื่นขึ้นภายหลังรับประทานอาหารทะเล หรือมีอาการแน่น หายใจไม่ออก และผู้ที่มีประวัติแพ้สารทึบรังสี ต้องแจ้งให้พยาบาลประจำห้องตรวจทราบก่อน นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต หรือการทำงานของไตไม่ดี รวมทั้งสตรีที่ตั้งครรภ์ ควรต้องปรึกษาแพทย์ และทำการตรวจภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทราบความหมายและประโยชน์ของ CT scan กันโดยละเอียดแล้ว ต่อไปหากมีใครถามว่า CT scan คืออะไร หวังว่าคุณผู้อ่านคงยืดอกตอบคำถามได้อย่างภาคภูมิใจ ตามที่คุณหมอพรรณเพ็ญอธิบายมา... นะคะ





 เรื่องอื่น ๆ




se_barcode
11 สิงหาคม 60 1:36:
ได้รับความรู้ที่ดีมาก ถือว่าเป็นการทบทวน และฟื้นฟูองค์ความรู้ และการบริหารจัดการที่ดีด้านงานรังสีวินิจฉัย โดยเฉพาะเทคนิคและความสำคัญของการตรวจ CT Scan เพื่อให้งานบริการผู้ป่วยเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพรังสีการแพทย์ และที่สำคัญผู้ป่วยจะได้รับความปลอดภัย และได้รับการดูแลตั้งแต่ ก่อนตรวจ ระหว่างตรวจ และหลังตรวจ อย่างถูกต้อง เหมาะสม และท้ายที่สุด การคัดกรองผู้รับบริการที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ได้ส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ได้รับการพิจารณา คัดกรอง และบริการจากทีมวิชาชีพรังสีการแพทย์ เช่น รังสีแพทย์ นักรังสีการแพทย์ ..... จนได้รับการวินิจฉัย ถูกต้อง รวดเร็ว ทันเวลา และมาตรฐาน ..... ต่อไป
1




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink