สัตว์ทะเลหายาก อนุรักษ์วันนี้ก่อนจะสาย
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share


“สิ่งหนึ่งที่ทำลายกำลังใจคนรักษามากที่สุด คือการได้ยินเสียงลมหายใจของวาฬหรือโลมาที่เรารักษาอยู่หายใจในลักษณะที่สื่อให้เราสามารถคาดเดาได้ว่ายังไงเขาก็ต้องตาย มันบั่นทอนความรู้สึกที่สุดเพราะเขาก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีความรู้สึกเหมือนๆ กับเรา”



สพ.ญ. วัชรา ศากรวิมล หรือหมออุ๋ย สัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่ดูแลสัตว์ทะเลหายากที่เกยตื้นอันเนื่องจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ บอกเล่าถึงความรู้สึกของเธอจากประสบการณ์การดูแลและรักษาสัตว์ทะเลหายากที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันมากว่าหนึ่งปีด้วยน้ำเสียงค่อนข้างหดหู่ หมออุ๋ยบอกว่า สิ่งที่เธอพบ สะท้อนถึงการกระทำที่ไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของผู้คนในปัจจุบัน  



กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก (Marine Endangered Species Unit หรือ MESU) เป็นหน่วยงานที่หมออุ๋ยสังกัดอยู่ มีหน้าที่ศึกษาสำรวจและวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยา โครงสร้างประชากร ลักษณะทางพันธุกรรม และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งประเมินสถานภาพและวิเคราะห์สาเหตุการลดลง ทำหน้าที่เพาะขยายพันธุ์สัตว์ทะเลที่หายากบางชนิดเพื่อเพิ่มปริมาณในธรรมชาติ อนุบาลและฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ที่เจ็บป่วยจากธรรมชาติหรือจากการติดเครื่องมือประมง นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนและเผยแพร่การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ทะเลหายากต่อสาธารณชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลอีกด้วย

ดร. ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก กล่าวว่า ที่มาของกลุ่มสัตว์ทะเลหายากนั้น เริ่มตั้งแต่ปี 2537 โดยเกิดจากการได้รับข้อมูลการเกยตื้นของสัตว์ทะเล เช่น เต่าทะเล พะยูนและโลมา บ่อยครั้งขึ้น ทางศูนย์ฯ จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลุ่มสัตว์ทะเลหายากขึ้นมาเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ โดยเริ่มจากเรื่องของการอนุบาลลูกเต่าทะเล การอนุรักษ์เต่าทะเล และต่อจากนั้นก็มีการขยายงานไปสู่เรื่องของพะยูน โลมาและวาฬตามมา

“กลุ่มของสัตว์ทะเลหายากนี้จะหมายถึง กลุ่มของสัตว์สองกลุ่มหลัก ได้แก่กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลคือ โลมาและวาฬ 28 ชนิด พะยูน 1 ชนิด และกลุ่มของเต่าทะเลอีก 5 ชนิด โดยพะยูนในเมืองไทยทั่วประเทศนั้น มีประชากรอยู่ประมาณ 250 ตัว และที่ที่พบประชากรพะยูนอยู่หนาแน่น คือประมาณ 150 ตัว นั้นคือที่เกาะลิบง เกาะมุก จ. ตรัง ส่วนใหญ่พะยูนจะอยู่บริเวณชายฝั่งแนวหญ้าทะเล ที่บริเวณอ่าวไทยจะพบประชากรพะยูนบริเวณตราดและสุราษฏร์ธานี”


ในการสำรวจประชากรพะยูนในเมืองไทยนั้น ทำได้โดยการบินสำรวจ ซึ่งจะมีเส้นทางบินเพื่อจับภาพทางอากาศโดยกำหนดวันเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องตามลักษณะพฤติกรรมการขึ้นมากินอาหารของพะยูนตามแนวหญ้าทะเล ซึ่งจะสามารถเห็นตัวของพะยูนจากทางอากาศได้ชัดเจน การทำ Systemic transect survey นี้สามารถระบุจำนวนพะยูนได้ใกล้เคียงที่สุด ส่วนข้อมูลการตายของพะยูนนั้น บันทึกจากการรับแจ้งการเกยตื้นและซากที่พบ บริเวณที่พบพะยูนหนาแน่น ก็จะพบการตายมากเช่นกัน การสำรวจนี้จัดทำขึ้นทุกปีเพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูล

ในระบบนิเวศน์ทั่วไป โลมาและเต่าแต่ละชนิดจะมีการปรับตัวและอยู่อาศัยตามแหล่งอาหารของมัน โลมาชายฝั่ง เช่น โลมาหัวบาตรหลังเรียบ จะกินสัตว์พื้นน้ำหรือปลาพื้นน้ำที่คุยขึ้นมาบริเวณชายฝั่ง ในขณะที่โลมาอื่นส่วนใหญ่จะกินปลากลางน้ำหรือผิวน้ำ ทั้งนี้ สัตว์ทะเลพวกนี้มีโอกาสที่จะพบปะปนกันได้แต่ส่วนใหญ่ที่สามารถระบุพื้นที่ที่พบแต่ละชนิดได้นั้นเนื่องจากสัตว์ทะเลพวกนี้มีการแบ่งอาณาเขต มีการปรับตัวเพื่อลดการแก่งแย่งระหว่างชนิดกัน เช่นเดียวกับกรณีของเต่าซึ่งเต่ามะเฟืองจะกินแมงกะพรุนที่ล่องลอยอยู่ในทะเลเปิด ในขณะที่เต่าหญ้าจะกินสัตว์น้ำและปลาทะเลต่างๆ ส่วนเต่าตนุนั้นก็จะกินหญ้าทะเลซึ่งจะสามารถพบได้ตามแหล่งหญ้าทะเล ส่วนเต่ากระก็จะอยู่ตามแนวปะการัง



“เราไม่สามารถที่จะบอกจำนวนเต่า วาฬและโลมาได้เหมือนพะยูน แต่สามารถบอกได้ว่า ในบ้านเราบริเวณไหนจะพบเต่า วาฬหรือโลมาประเภทไหนประมาณเท่าไหร่จากพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของเขา”

ดร. ก้องเกียรติเล่าว่า ถ้าเปรียบเทียบกับในช่วง 60 ปีที่แล้วกับปัจจุบัน จำนวนของเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ลดลงเหลือแค่หนึ่งในห้าของอดีตเท่านั้น จากเมื่อก่อนที่มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ประมาณ 2,500 รัง ปัจจุบันมีแค่ไม่ถึง 500 รัง



“เรายังพบการวางไข่ของเต่าทะเลตามเกาะแก่งต่างๆ อยู่บ้าง เช่น เต่าตนุและเต่ากระ จะพบวางไข่ที่เกาะสิมิลันและหมู่เกาะสุรินทร์ ในขณะที่เต่ามะเฟืองและเต่าหญ้าจะขึ้นมาวางไข่ตามชายฝั่งของแผ่นดินใหญ่ คือพังงาและภูเก็ต แต่จะพบน้อยมากแล้ว โดยเฉพาะเต่าหญ้าและเต่ามะเฟืองน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากการมาวางไข่แถวบริเวณชายฝั่งจะมีการเข้าถึงของคนได้มากกว่า การถูกคุกคามจะมีมากกว่า”

สัตว์ทะเลหายาก เป็นคำจำกัดความของกลุ่มสัตว์ทะเลที่มีการถูกคุกคามจากมนุษย์และมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ค่อนข้างสูง และปัจจุบัน สัตว์ที่มีแนวโน้มที่จะลดลง นอกจากเต่า วาฬ โลมาและพะยูนแล้ว ดร. ก้องเกียรติกล่าวว่า กุ้งมังกรก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะถึงแม้จะมีการเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจแต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงได้เพราะยังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการเพาะขยายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีฉลามวาฬที่มีชื่ออยู่ในบัญชีสัตว์คุ้มครอง

“ส่วนเรื่องโอกาสของการเพิ่มจำนวนนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่เราหวังมาก เพราะถือว่าเป็นการฟื้นฟูให้มีจำนวนมากขึ้น แต่ตอนนี้ในทางปฏิบัติเราแค่พยายามรักษาสิ่งที่มันเป็นอยู่ให้ได้ก็นับว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว เพราะแนวโน้มของการถูกคุกคามก็ยังมีสูงและยังมีอยู่ต่อเนื่อง”



ในปัจจุบันทั้งประเทศจะมีข้อมูลสัตว์ทะเลหายากที่มาเกยตื้นประมาณ 250 ตัวต่อปี โดยเฉลี่ย โดยเต่าทะเลจะพบมากที่สุด รองลงมาคือโลมา วาฬและพะยูน ส่วนการเกยตื้นของเต่าทะเลและพะยูนนั้น สาเหตุหลักๆ มากกว่า 70% จะเป็นการติดเครื่องมือประมง ในขณะที่ในการเกยตื้นของกลุ่มของโลมาและปลาวาฬ จะมาจากอาการป่วยทางธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบสัตว์พวกนี้เข้ามาด้วยอาการค่อนข้างโคม่าแล้ว

ทางด้านการรักษาสัตว์ทะเลที่บาดเจ็บต่างๆ นั้น หมออุ๋ยเล่าให้ฟังว่า หากเป็นกลุ่มของโลมาหรือวาฬ ถ้าพบว่าอาการไม่ได้หนักมาก หรือเป็นแค่การหลงฝูงมา การรักษาในจุดที่พบแล้วปล่อยลงน้ำจะเป็นการช่วยชีวิตที่ดีที่สุด เพราะเมื่อมีการเคลื่อนย้ายจะทำให้สัตว์ยิ่งเครียดและจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง ประสบการณ์หนักๆ ที่หมออุ๋ยเคยดูแลมานั้น เป็นเรื่องของเต่าทะเลประมาณ 40 ตัว ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เต่าขึ้นมาวางไข่ตามชายฝั่งและเป็นหน้ามรสุม จึงมีขยะค่อนข้างมากโดยเฉพาะขยะอวนและเศษเชือกที่ถูกทิ้งลงในทะเล เต่าที่พบเกยตื้น บาดเจ็บมาจากถูกเศษอวนรัด แขนขาขาด รวมไปถึงอาการป่วยจากการกินขยะ เนื่องจากเต่าเข้าใจว่าเป็นอาหาร



“ส่วนเรื่องที่น่ากลัวในการรักษาวาฬและโลมาก็คือเรื่องของการติดเชื้อและมีก้อนฝีหนองที่ปอดซึ่งเกิดในสัตว์ที่มีอาการอ่อนแอ เช่นตั้งท้อง ไม่ได้กินอาหาร ถูกขับออกจากกลุ่มหรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่ดี ในโลมา กรณีเป็นก้อนหนองในปอด เราจะสามารถรู้ได้โดยการฟังเสียงหายใจและใช้เครื่องช่วยฟังปอด หากตัวไม่ใหญ่มาก เราก็จะสามารถเอ๊กซเรย์ได้ นอกจากนี้เรายังดูได้จากลักษณะการว่ายน้ำ การทรงตัว สังเกตการขึ้นมาหายใจของเขาว่าขึ้นมาถี่หรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่โลมาที่ได้รับมา ดูภายนอกจะดูปกติดีแต่เมื่อนำมารักษา จะพบว่าหมอหรือผู้ดูแลก็จะมีอาการป่วยด้วยเพราะติดเชื้อที่แพร่กระจายมาจาก Blow Whole ของโลมา ดังนั้นหากพบการเกยตื้นของสัตว์พวกนี้ จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า สัตว์ที่เข้ามาจะต้องมีการผิดปกติ เพราะสัตว์ปกติจะไม่เกยตื้นนอกจากจะมีการนำทางที่ผิดพลาด หรือมีการหลงฝูงเข้ามาซึ่งจะพบน้อยมาก และโรคบางอย่างที่พบในสัตว์พวกนี้ ในการรักษาควรต้องระวัง เพราะมันสามารถแพร่เชื้อเข้าสู่คนได้”

ขั้นตอนในการรักษาสัตว์ทะเล ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องดำเนินการในน้ำนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร หลักของการรักษานั้นจะเน้นให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาปฏิชีวนะในอาการปอดเป็นหนอง การให้อาหารทางท่อกรณีสัตว์กินอาหารเองไม่ได้ หรืออาจจะต้องมีการเจาะเลือดหรือให้น้ำเกลือไปด้วย ส่วนการผ่าตัดอาจจะมีบ้างในบางกรณี รวมทั้งอาจจะต้องมีการเจาะเลือดตรวจเพื่อดูภาวะของการป่วยที่มีความเป็นไปได้ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือโลหิตจาง เป็นต้น  และถึงแม้ต้องใช้ความรู้ตามที่ได้ร่ำเรียนมาในขณะที่ศึกษาวิชาสัตวแพทย์ แต่ประสบการณ์จริงรวมทั้งการศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง อย่างกรณีของพะยูนรายล่าสุดที่พบที่แหลมยามู

“พะยูนถูกใบพัดเรือบาดจนกะโหลกแตก เราได้เฝ้าติดตามถึงสามวันตั้งแต่เจอและวางแผนทำการย้าย แต่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะน้ำหนักเขาเยอะมาก ประมาณ 300 กิโลกรัม และพยายามหนีไปในที่ลึกขึ้นเพราะสัญชาติญาณที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ตอนนั้นเราพยายามให้ยาในที่ที่เจอโดยการยิงยาผ่านผิวหนังเข้าไป แต่ผิวหนังเขาหนาถึง 7 ซม. ทำให้ยาไม่สามารถเดินเข้าไปในร่างกายได้ เราจึงคิดจะทำการย้าย แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน เพราะมีการติดเชื้อหนักแล้ว จากเคสนี้ทำให้เรารู้ว่า หนังพะยูนหนามาก เพราะบางทีที่เราเจอซากของเขาเราไม่พบบาดแผลเลย แต่ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าเขาอาจจะติดอวนและจมน้ำตาย ซึ่งเราสามารถดูได้จากปอดของเขาได้ด้วย”



“เราจะเห็นเลยว่า สัตว์ทะเลส่วนใหญ่ที่ป่วยหรือได้รับบาดแผล มาจากการกระทำของมนุษย์จริงๆ ประสบการณ์ที่เราได้รับมาทำให้เราคิดว่าคนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สัตว์ทะเลพวกนี้อยู่ในภาวะอันตราย อยากจะเห็นทุกคนช่วยมีส่วนร่วมในการดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติและใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น” หมออุ๋ยกล่าวทิ้งท้าย

แม้ว่าที่ภูเก็ตบ้านเรา จะเริ่มมีกลุ่มต่างๆ ให้ความสนใจในเรื่องของการอนุรักษ์มากขึ้นและมีการรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมอนุรักษ์ต่างๆ มากมาย หากแต่มันคงยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งหนึ่งที่อาจสามารถช่วยได้เป็นอย่างมากก็คือ ทำอย่างไรให้คนในพื้นที่ที่อยู่บริเวณนั้นมีจิตสำนึกที่จะช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น และช่วยกันทำให้มันยั่งยืนตลอดไป





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
ตุลาคม 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารมิตตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 2)
  • เรื่องจากปก : ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์
  • Business : Weserve ทางเลือกใหม่ของไลฟ์สไตล์คนภูเก็ต
  • Business : ภูเก็ต... จุดหมายวัยเกษียณ
  • ห้องรับแขก : ไตรกีฬา สร้างชีวิต... ริคกี้ - เอกรัช พันธ์ทิพย์

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink