Marine Tourism Hub …. ฝันไกล ที่ภูเก็ตต้องไปให้ถึง
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share



Marine Tourism Hub …. ฝันไกล ที่ภูเก็ตต้องไปให้ถึง

บนเกาะแห่งนี้ของเราทำให้เราอาจมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวเป็นเรื่องธรรมดาและชาชิน จนทำให้การพัฒนาที่ถั่งโถมเข้ามาสู่บ้านเกิดเมืองนอนของเรานั้นกลายเป็นการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง และสุดท้ายก็ทำลายสิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่โดยที่เราไม่สามารถจะทำอะไรได้ทันหรือเมื่อรู้ตัวก็สายเกินแก้ไปแล้ว และผลกระทบที่ได้รับนี้ ก็อาจทำให้ใครหลายคนไม่สามารถยอมรับการพัฒนาใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นบนเกาะที่สวยงามแห่งนี้ได้อีก
แต่ในบริบทของการพัฒนานั้น ก็ใช่ว่าจะมีผลกระทบด้านลบเสมอไป เพราะหากเรามาฟังเรื่องราวของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นจุดศูนย์กลางของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาคเอเชียแล้ว จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าสนับสนุนเลยทีเดียว



การท่องเที่ยวทางทะเล (Marine Tourism)
ด้วยธรรมชาติที่สวยงามของเกาะแก่งและชายหาดที่ขาวสะอาดตาของทะเลอันดามันและเกาะภูเก็ต ส่งผลให้เรือสำราญจากทั่วโลกแวะมาเยือนเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะที่ท่าเทียบเรือน้ำลึกภูเก็ต ที่มีเรือสำราญขนาดใหญ่ทั้งที่มาจากยุโรปและเอเชียแวะเวียนเข้ามาจอดเทียบท่าไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ลำ ไม่นับรวมกับเรือที่มาจอดทิ้งสมออยู่ที่อ่าวป่าตองอีกไม่ต่ำกว่า 100 เที่ยวต่อปี คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณไม่ต่ำกว่า 500,000 คน ที่ผ่านเข้าออกบนเกาะผ่านเรือเหล่านี้ แต่จากการที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด ทำให้เรือสำราญบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายไปที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งทำให้โอกาสในการทำรายได้เข้าสู่จังหวัดสูญเสียไปนับเป็นมูลค่ามหาศาล เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเรือสำราญส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง  มีกำลังใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวที่มาแบบกลุ่มทัวร์หรือ individual เสียด้วยซ้ำ และนี่ก็เป็นเหตุผลให้ธุรกิจเรือสำราญเพื่อการท่องเที่ยว (Cruise) และธุรกิจสนับสนุนอื่น ๆ ในภูเก็ตมีอัตราการขยายตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ภายในภูมิภาคเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านอื่น ๆ ที่ฉุดรั้งการขยายตัวในธุรกิจเดินเรือสำราญเพื่อการท่องเที่ยวเช่น การคมนาคมด้านเรือท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นระบบ  การขาดสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทนำเที่ยวและนักท่องเที่ยว  การให้บริการด่านตรวจคนเข้าเมือง  แหล่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวทางทะเล  การเชื่อมต่อกับระบบเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ  สำนักงานบริการของห้องพัก รถโดยสาร เป็นต้น



ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดภูเก็ต
ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ใช่ว่าทางจังหวัดและส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องจะเพิกเฉยนิ่งนอนใจ หากแต่ได้มีการพยายามผลักดันให้เกิดโครงการต่าง ๆ มาโดยตลอดแม้จะเป็นไปด้วยความเชื่องช้าด้วยอุปสรรคนานัปการ จนมาถึงยุคของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนปัจจุบัน นายไมตรี อินทุสุต เอง ท่านก็ได้ให้นโยบายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดภูเก็ตโดยกำหนดเรื่องของการท่องเที่ยวทางทะเลเป็นหนึ่งใน 4 ยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ภูเก็ตกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลในระดับภูมิภาคให้จงได้ ซึ่ง 4 ยุทธศาสตร์ หรือที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ 4M นั้นก็คือ Medical Hub – เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และการบริการด้านการแพทย์ทุกชนิด ทั้งทางด้านการแพทย์ทั่วไป ศัลยกรรม ทันตกรรมและแพทย์แผนทางเลือก  Marine and Marina Hub - เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล เรือสำราญและการกีฬา   MICE - Meeting Incentive Conference and Exhibition - ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ และ Man Power – แหล่งผลิตและพัฒนาบุคคลากรด้านการบริการ ที่สามารถผลิตบุคคลากรที่มีคุณภาพสู่ธุรกิจการบริการของสมาคมอาเซียนได้ในอนาคต
และเมื่อพูดถึงการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดในหัวข้อ Marine and Marina Hub ให้เกิดประสิทธิผลได้นั้น บุคคลที่เป็นแกนหลักในเรื่องนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ท่านเจ้าท่าฯ” หรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต คุณภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ นั่นเอง

เพิ่มศักยภาพการรองรับเรือสำราญนำเที่ยว (Cruise Tourism)
เพื่อแก้ปัญหาบางส่วนดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทางหน่วยงานเจ้าท่าภูมิภาคและบริษัทผู้รับช่วงบริหารท่าเทียบเรือ ซึ่งก็คือ บริษัทเจ้าพระยาท่าเทียบเรือสากล จึงได้ออกแบบให้มีการขยายท่าเทียบเรือออกไปโดยจะทำการปักหลักผูกเรือเพิ่มอีกสองต้นออกไปทางด้านทิศใต้ของท่าเรือปัจจุบัน โดยหลักแต่ละหลักจะมีระยะห่างจากกัน 30 เมตร ซึ่งก็หมายความว่า จะสามารถขยายหน้าท่าเทียบเรือออกไปอีก 60 เมตร รวมของเดิมที่มีอยู่แล้ว 360 เมตรเป็น 420 เมตร ซึ่งจะทำให้สามารถเทียบเรือได้เป็นสองลำ โครงการขยายท่าเทียบเรือน้ำลึกนี้ จะรวมไปถึงการสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารที่มีร้านขายของที่ระลึก รวมทั้งสถานที่จอดรถบริเวณรอบนอกอาคารด้วย งบประมาณการก่อสร้าง 130 ล้านบาท
โครงการขยายท่าเทียบเรือน้ำลึกภูเก็ตนี้ ได้มีการศึกษาและออกแบบ ตลอดจนดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environment Impact Assessment) เป็นที่เรียบร้อยเมื่อกว่าสามปีที่แล้ว แต่ยังรอการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ โดยไม่ทราบกำหนดเวลาแน่ชัดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างโครงการได้เมื่อใด
“ถ้าสามารถทำให้ตรงนี้เกิดได้ เราก็จะสามารถเห็นภาพของการแบ่งสัดส่วนการใช้ท่าเทียบเรืออย่างชัดเจน ไม่เป็นสภาพอย่างภาพปัจจุบันที่เวลาเรือโดยสารเข้ามาแล้วมีการเอาเต็นท์ไปกาง มีคนขายของ และหากสำเร็จ เราก็จะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียหรือสิงคโปร์ได้ จริงๆ แล้ว ปัญหานี้ ทุกคนก็รู้ และเราก็พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้” ท่านเจ้าท่าฯ กล่าว

Marina และปัญหาสิ่งแวดล้อม
สำหรับเรือท่องเที่ยวลำเล็ก หรือเรือยอร์ชต่าง ๆ ที่เข้ามาในจังหวัดภูเก็ตนั้น ได้ถูกกำหนดให้เข้าจอดเทียบท่าที่มาริน่าต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะ ซึ่งปัจจุบัน ภูเก็ตมีมาริน่าของเอกชนสี่แห่ง คือ ยอทช์เฮเว่น, อ่าวปอแกรนด์ มาริน่า, โบ๊ทลากูน และ รอยัล ภูเก็ต มาริน่า ซึ่งมาริน่าทั้งสี่แห่งนี้ สามารถรองรับการจอดเรือในน้ำได้ 849 ลำ จอดบนบกรวมทั้งที่จอดซ่อมทำสีได้ 270 ลำ และมีมาริน่าอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับการอนุญาตให้สร้างได้แล้วที่บริเวณอ่าวมะขามที่สามารถรองรับเรือได้อีกประมาณ 200 ลำ แต่ถ้ามาดูสถิติของเรือที่แจ้งกับเจ้าท่าฯ ในการเข้าออกภูเก็ต ซึ่งมีปีละประมาณ 1500 - 1600 ลำ ก็จะเป็นตัวเลขที่บ่งบอกให้ทราบว่า เรายังสามารถสร้างมาริน่าเพิ่มได้อีก
แต่ปัญหาอุปสรรคสำคัญในการสร้างมาริน่า น่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลายครั้งที่จะมีการสร้างโครงการอะไรก็ตาม มักจะมีความเห็นตรงข้ามของกลุ่มผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมมาให้เห็นเป็นอุปสรรคเสมอ
“จริงๆ แล้ว ผมเห็นว่า มาริน่า นี่เป็นตัวลดการทำลายสิ่งแวดล้อมนะ เหตุผลที่พูดอย่างนี้เพราะว่า ปัจจัยหนึ่งของการทำลายปะการังคือการทิ้งสมอเรือและการไม่มีการจัดระเบียบการจอดเรือให้เป็นที่เป็นทาง อย่างที่ผมไปดูงานที่ไมอามี่ สหรัฐอเมริกา จะเห็นว่า เขาจะมีมาริน่าที่จอดเรืออยู่แทบทุก 200 เมตร 500 เมตร ซึ่งทำให้เขาสามารถที่จะจัดการให้การจอดเรือดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นที่เป็นทางและสามารถดูแลสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้นอีกด้วย”
“ผมเองก็เข้าใจบริบทของประเทศไทย เข้าใจในความรู้สึกของคนรักธรรมชาติ แต่บางครั้งก็ต้องพิจารณาในหลักของความจริงด้วย เพราะว่าก็มีกลุ่มคนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเข้าใจการสร้างมาริน่าเป็นการทำลาย ผมพูดได้เลยว่า หากมีการ monitoring ตามมาตรการตามที่กำหนดไว้ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็จะทำให้ปัญหานี้ลดน้อยลง อย่างที่อ่าวปอแกรนด์ มาริน่า ที่ผมสั่งให้เขาส่งรายงาน monitoring ให้ทุกหกเดือนซึ่งก็เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เจ้าของโครงการต้องรับผิดชอบ แต่เขาก็พร้อมและยินดีที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ก่อนสร้างโครงการ ระหว่างการก่อสร้างและหลังจากดำเนินการก่อสร้างแล้ว สภาพแวดล้อมของพื้นที่บริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งจากที่ผมดูมา จะเห็นว่า index ทุกตัวดีหมด ดีขึ้นทุกตัว ทั้งสัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน หรือปะการังแปลก ๆ เกิดขึ้น  เพราะมาริน่าก็แค่การปักหลักลงไปในน้ำ มี pontoon ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เรือจอด ซึ่ง pontoon เป็นที่เกาะของตัวอ่อนปะการัง เป็นที่หลบร้อนของสัตว์น้ำ ปลาต่าง ๆ ถ้าไปดูตอนนี้จะเห็นว่าที่มาริน่า ปลาเยอะแยะไปหมด ผมจึงบอกว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ได้บริหารจัดการให้ถูกวิธีแล้ว นอกจากเราจะได้ส่งเสริมหรือเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วเรายังจะสามารถรักษาและอยู่ร่วมกับมันได้อย่างกลมกลืน และสามารถทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยซ้ำ”





ลงเรือขึ้นเครื่อง
อีกโครงการหนึ่งที่นับว่าจะเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของภูเก็ตอีกทางหนึ่งก็คือโครงการ “ลงเรือขึ้นเครื่อง” ที่ขณะนี้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันโครงการ โดยมีแผนจะก่อสร้างท่าเทียบเรือโดยสาร บนพื้นที่ 4 ไร่ บริเวณที่ดินราชพัสดุ แปลงสนามบินนานาชาติภูเก็ต เพื่อเชื่อมเส้นทางเดินทางจากท่าอากาศยานไปยังหาดป่าตอง โดยโครงการนี้ได้ดำเนินการชี้แจงรายละเอียดโครงการและสำรวจความคิดเห็นของชาวภูเก็ตในพื้นที่ต่าง ๆ มา 4 ครั้ง ซึ่งกว่า 90% เห็นด้วยที่จะสนับสนุนโครงการนี้
“ผมพยามที่จะฉายอิมเมจให้เห็นว่าโครงการลงเรือขึ้นเครื่องนี้เป็นตัวเลือกหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งหากมีท่าเทียบเรือที่สนามบินแล้วมันจะไม่ใช่แค่ท่าเทียบเรือต้นทาง แต่มันก็จะกลายเป็นท่าปลายทางด้วย นั่นก็หมายความว่า จะมีเรือจากเกาะพีพี เกาะราชาใหญ่ เกาะลันตา ที่จะส่งคนมาขึ้นเครื่อง ผมว่าสิ่งที่ได้รับมันมีหลายอย่างมาก หนึ่ง ผมกำหนดเวลาชัดเจนแน่นอนได้ สอง ผมได้เที่ยวทะเลไปในตัว สาม ผมหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด และสี่ เป็นผลดีกับสนามบิน เพราะเป็นการลดความแออัดที่สืบเนื่องจากการรอขึ้นเครื่องของผู้โดยสาร นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวก็ยังมีเวลาเที่ยวมากขึ้น โครงการนี้เป็นคอนเซ็ปต์ที่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูเก็ตเป็นเมืองเกาะ แล้วก็มีเกาะบริวารอีกสามสิบสี่สิบเกาะ แล้วจะเชื่อมไปพังงากระบี่อีกหลายเกาะ”



ตัวอย่างการท่องเที่ยวทางทะเลที่ไมอามี่
จากการศึกษาดูงานของท่านเจ้าท่าฯ ที่หาดไมอามี่ สหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในงาน Cruise Show ซึ่งมีการออกบู๊ทจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ ท่านเจ้าท่าฯ บอกว่า ได้ความรู้และหลักคิดต่าง ๆ ในการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลของต่างประเทศกลับมาเพื่อปรับใช้กับบริบทของภูเก็ตมากมาย
“เมื่อก่อน ผมก็ได้อ่านในหนังสือว่า ยุโรป สเปน อิตาลี อเมริกา มีมาริน่า ทุก 500 เมตร ซึ่งเราก็ว่าเป็นไปได้หรือ แต่พอไปดูก็เห็นว่า เป็นไปได้จริงๆ มาริน่าไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่ให้สามารถจอดเรือหรือรองรับความต้องการของเรือที่จะมาจอดได้ แต่อย่างของเราทุกวันนี้ ถ้าไปดูที่อ่าวฉลอง จะพบเรือจอดทิ้งสมอสะเปะสะปะมาก เพราะเราไม่สามารถบังคับให้เขามาจอดเทียบท่าที่มาริน่าได้ทั้งหมดเพราะเราก็ไม่มีมาริน่าจะมารองรับให้เพียงพอ ก็เลยกลายเป็นว่า เขามาเที่ยว กิน ทิ้งปฏิกูลทิ้งขยะ และเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่เขาเข้ามา”
“หลักสำคัญของการพัฒนาจะต้องควบคู่ไปกับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ คืออยู่โดยไม่ทำลายมัน แล้วก็ทำให้มันดีขึ้น…..ผมก็พยายามขายหลักคิด ว่าหากเรามีตรรกะในการที่จะหาเงิน การที่จะหาเงินจากคนที่รวยแล้ว กับคนที่กำลังจะรวย หรือกับคนที่อยากจะรวย ผมถามว่า ผมจะหาเงินจากใครได้ง่ายกว่าและมากกว่า อย่างเรือยอทช์บางลำ 300 ล้าน 500 ล้าน คนพวกนี้เขาสามารถที่จะใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องคิด ไม่ใช่ว่าเราจะมาฝันหวานดีใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็ค ว่าปีหนึ่งมีสามล้านคนห้าล้านคน แล้วก็มาสร้างปัญหาเยอะแยะมากมาย ก็ไปนั่งคิดเอาว่าจะเอายังไงกับการพัฒนา” ท่านเจ้าท่าทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด
ฟังมุมมองในเรื่องการพัฒนาของท่านเจ้าท่าฯ แล้ว ทำให้เรากลับมาคิดได้ว่า ทำไมบ้านเมืองที่เขาพัฒนาแล้ว เขายังสามารถเก็บรักษาสภาพแวดล้อมที่สวยงามของเขาให้คงอยู่ได้ท่ามกลางความไฮเทคที่มีขึ้นทุกวัน บ้านเราล่ะ จะมีโอกาสเป็นไปได้ไหมที่การพัฒนาจะช่วยส่งเสริมให้บ้านเรากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มี “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” เข้ามาเยือนได้มากกว่าที่เป็นอยู่บ้าง



 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink