วัคซีนผู้สูงวัย .....ฉีดไว้...ไกลโรค
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    ‘อโรคยา ปรมา ลาภา....ความ ไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ’ 

    นอกจากการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคต่าง ๆ แล้วนั้น ยังมีอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันร่างกายของเราไม่ให้ถูกเชื้อโรคเล่นงานจนเจ็บป่วย ซึ่งนั่นก็คือ ‘วัคซีน’ ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันแค่วัคซีนที่ฉีดไว้ให้กับเด็ก ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว น้อยคนนักที่จะคิดว่าวัคซีนก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มกันลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคติดเชื้อได้มากขึ้น

    เหตุผลที่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจในเรื่องของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนั้น อาจจะเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องของเด็ก ๆ เท่านั้น และผู้ใหญ่เองก็มีภูมิต้านทานต่อโรคเพียงพออยู่แล้ว แต่เมื่อเราได้รับทราบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังที่เราจะนำเสนอในคอลัมน์ Wellness Talk ของเราฉบับนี้แล้ว เราคงต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่เสียที เพราะไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาววัยทำงานอย่างเรา ๆ ไปจนกระทั่งรุ่นคุณพ่อคุณแม่ คุณลุงคุณป้า จนถึง คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ก็ควรจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

    นพ. พชร เกกินะ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปประจำโรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต จะมาให้คำตอบที่จะทำให้ทุกท่านได้คลายความสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจึงต้องได้รับการฉีดวัคซีนอีก เราจะได้เข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนกันมากขึ้น

    “ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการรณรงค์ให้ฉีควัคซีนในเด็ก ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะสามารถลดการติดเชื้อในเด็กได้อย่างชัดเจน จนทำให้โรคหลายโรคเกือบจะถูกลืมเลือนไปว่าป่วยแล้วจะมีอาการเช่นไร ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เมื่อคนแต่ละคนสูงวัยขึ้น อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ส่งผลให้เกิดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้เมื่อภูมิคุ้มกันโรคลดลงพร้อมกับสภาพร่างกายที่เสื่อมโทรมมากขึ้น จนทำให้ภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันโรคอีกต่อไป โรคต่าง ๆ ที่อาจจะสามารถติดเชื้อได้ตามมาก็ได้แก่ โรคนิวโมคอคคัส, โรคไข้หวัดใหญ่, โรคคอตีบ, โรคไอกรน, โรคบาดทะยัก รวมไปถึง ไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจนำไปสู่โรคมะเร็งตับได้” คุณหมอพชร อธิบาย

    และเนื่องจากสังคมของประเทศไทยเราตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งก็จะก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา และที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือ ปัญหาสุขภาพและรายจ่ายในการดูแลสุขภาพ ดังนั้น การหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง ตลอดจนหมั่นมาตรวจสุขภาพร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่ารอให้ป่วยแล้วมาหาแพทย์เพื่อรักษาในวันที่สายเกินไป ซึ่งวัคซีนก็คือกุญแจสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันอีกวิธีหนึ่ง

    “เราต้องแก้ความเข้าใจดั้งเดิมที่ว่า ตอนเด็ก หากถูกฉีดวัคซีนครบคอร์สแล้ว ตอนโตก็ไม่จำเป็น เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคที่เคยฉีดอยู่แล้ว มาเป็นความเข้าใจใหม่ว่า วัคซีนหลายชนิดที่เคยฉีดตอนเด็กนั้น ไม่ได้มีประสิทธิภาพป้องกันโรคตลอดชีวิต เพราะภูมิคุ้มกันโรคจากวัคซีนที่ฉีดนั้นจะเสื่อมลงไปตามอายุที่มากขึ้น ดังนั้นวัคซีนหลายตัวควรฉีดซ้ำตอนเป็นผู้ใหญ่ด้วย”

    วัคซีนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังจะจำแนกความสำคัญให้ฟังคร่าว ๆ ดังนี้
1. วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก (Diphtheria-Tetatus-Pertussis vaccine)’
จะพบว่า อัตราการเกิดโรคบาดทะยักและโรคคอตีบในเด็กนั้นมีอัตราลดลงมากกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็ยังสามารถพบได้ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุอยู่ ในประเทศไทย ยังมีรายงานการระบาดของโรคคอตีบเมื่อปี พ.ศ. 2537 ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีผู้ป่วย 17 ราย และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 5 - 14 ปี และร้อยละ 15 เป็นผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป อีกทั้งยังพบว่า ผู้ที่มีประวัติได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมากกว่า หรือเท่ากับ 3 ครั้ง ไม่มีรายใดเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังมีรายงานการระบาดของโรคคอตีบในต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว โรคคอตีบมักเกิดในพื้นที่ที่มีคนอพยพชาวเขาและชาวต่างชาติที่มีประวัติได้รับวัคซีนไม่เพียงพอ และยังพบในผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าในอดีตอีกด้วย

    การรณรงค์การให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักในเด็กแรกเกิดหรือเด็กขวบปีแรก ในผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์ รวมทั้งการดูแลการคลอดตลอดจนการดูแลบาดแผลให้ดีขึ้น ทำให้อัตราการเกิดโรคบาดทะยักในเด็กแรกเกิดและผู้ใหญ่ลดลงอย่างมาก แต่แม้ว่าโรคบาดทะยักในเด็กแรกเกิดลดลง กลับพบว่า ยังพบโรคบาดทะยักได้ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ และพบว่า อัตราการตายจากโรคนี้ในผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นด้วย และจากการศึกษา พบว่า การให้วัคซีนทุก 10 ปี ตั้งแต่วัยผู้ใหญ่น่าจะมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันดีขึ้น และสามารถลดความรุนแรงของโรคได้

2. วัคซีนไข้หวัดใหญโดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไปที่หายเองได้ใน 5 - 7 วัน แต่การติดเชื้อในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำไม่ว่าจะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ หรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ อาจมีอาการรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อนและทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นได้

    อุบัติการณ์ไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยจะเกิดทั้งปี แต่พบเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝน ดังนั้น การให้วัคซีนควรให้ในช่วงก่อนมีการระบาดในแต่ละปี ซึ่งคนไทยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในช่วงก่อนฤดูฝน และควรฉีดเป็นประจำทุกปีเพราะเชื้อโรคมีการเปลี่ยนสายพันธุ์ระบาดทุกปี ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่นี้ จะช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรค พร้อมทั้งป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ จากไข้หวัดใหญ่ได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรให้วัคซีนนี้แก่ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข้รุนแรงหรือผู้ที่มีประวัติเป็น Guilain-Barre syndrome มาก่อน และวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถให้ร่วมกับวัคซีนอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน โดยฉีดวัคซีนเข้าชนิดละข้างของต้นแขน

3. วัคซีนป้องกันตับอักเสบบีไวรัสตับอักเสบบีอาจทำให้ตับอักเสบรุนแรงจนเกิดภาวะตับล้มเหลว คนที่ติดเชื้อส่วนหนึ่งเมื่อหายจากตับอักเสบอาจกลายเป็นพาหะของโรค โดยสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ทางสารคัดหลั่ง เช่น ทางเพศสัมพันธ์ จากแม่สู่ลูกขณะคลอด ทางการให้เลือด หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยา เข็มที่ใช้ในการสัก มีดโกน แปรงสีฟัน ฯลฯ อีกทั้งผู้ที่มีเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานานอาจเป็นตับอักเสบเรื้อรังที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับในอนาคตได้

    การฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบบีมักแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ได้แก่ ผู้ติดยาเสพติด รักร่วมเพศ ผู้ป่วยโรคไตที่ทำการฟอกไต ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อย บุคคลในครอบครัวที่ตรวจพบว่ามีไวรัสตับอักเสบบี โดยที่ทางแพทย์ ทันตแพทย์ หรือบุคคลที่ทำงานสัมผัสกับเลือด จะฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 3 ครั้งทุก 0, 1 และ 6 เดือน การตรวจภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี(anti-HBs) หลังการฉีดวัคซีนครบตามกำหนด 1 เดือนก็จะไม่มีความจำเป็นจะต้องตรวจเลือด เมื่อผู้นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโรค เช่น บุคคลากรทางการแพทย์

4. วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคติดเชื้อในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง (invasive pneumococcal infection) เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด (ร้อยละ 70 พบร่วมกับปอดอักเสบ) และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งพบว่ามีอัตราการตายสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทย ไม่มีข้อมูลการศึกษาถึงอัตราการติดเชื้อและอัตราการตายจากโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงที่ชัดเจนในผู้ใหญ่ แต่พบว่าการติดเชื้อนิวโมคอคคัสในกระแสเลือดในชาวไทยก็ไม่แตกต่างจากรายงานในต่างประเทศซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปีและผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี ในประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในทวีปยุโรป ได้มีการศึกษาถึงความคุ้มทุน (cost-effectiveness) ของวัคซีนในการป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง พบว่าการใช้วัคซีนสามารถลดการติดเชื้อรุนแรง และมีความคุ้มทุนในการใช้วัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี นอกจากนี้ ยังมีรายงานการใช้ PPV-23 ฉีดร่วมกับ influenza vaccine ในผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่า สามารถลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตในผู้สูงอายุได้

    การเตรียมตัวก่อนรับการฉีดวัคซีน

    คุณหมอพชร ได้เน้นย้ำว่า ก่อนที่จะขอเข้ารับการฉีดวัคซีนทุกครั้งนั้น ควรปรึกษาแพทย์ เพราะแพทย์สามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรฉีดวัคซีนอะไร

    “แพทย์จะดูจากประวัติด้านสุขภาพก่อนที่จะให้วัคซีนนั้น ๆ ซึ่งคนไข้เองก็ต้องบอกสิ่งที่ตนเองแพ้ เช่น แพ้ยาตัวไหน แพ้อาหารอะไร และมีโรคประจำตัวอะไร เป็นต้น นอกจากนี้ หากเคยได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนแล้ว ควรบอกแพทย์ถึงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนครั้งที่ผ่านมาด้วย”

    นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังที่แตกต่างกันไปของวัคซีนแต่ละชนิดที่เราควรต้องทราบไว้อีกด้วย

    “วัคซีนบางชนิดไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์ โดยเฉพาะวัคซีนที่มีเชื้อตัวเป็น (live vaccine) ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานว่าวัคซีนชนิดใดมีผลต่อทารกในครรภ์ก็ตาม วัคซีนบางชนิดก็ห้ามใช้ในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน อีกทั้งผู้ที่เพิ่งได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด อาจทำให้เกิดการรบกวนการสร้างภูมิต้านทานหลังฉีดวัคซีนได้ จึงควรเว้นระยะไปก่อนจนกว่าภูมิต้านทานที่ได้มาจากส่วนประกอบของเลือดลดลงไปแล้ว”

    การฉีดวัคซีนถือเป็นการป้องกันที่ดีเพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมากในอนาคตแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและผลต่อเนื่องในการดำเนินชีวิต รวมทั้งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตที่เกิดจากการติดเชื้อได้อีกด้วย ดังนั้น เรามาปรับความเข้าใจกันใหม่..... ถึงเป็นผู้ใหญ่ ก็ยังต้องฉีดวัคซีนอยู่นะ...

คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
ช่วงอายุ วัคซีนป้องกันโรคที่แนะนำให้ฉีด หมายเหตุ
ผู้ใหญ่ช่วงต้น (19-26ปี) วัคซีนบาดทะยักและคอตีบ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่
วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน
วัคซีนเอชพีวี

วัคซีนตับอักเสบบี

 

ฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี
ฉีดกระตุ้นทุก 1 ปี
ฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
ควรฉีดตั้งแต่วัยรุ่นตอนต้น (การฉีดวัคซีนไม่สามารถทดแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก) ควรตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีดวัคซีน

 

ผู้ใหญ่ (27-64ปี) วัคซีนบาดทะยักและคอตีบ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนตับอักเสบบี
ฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี
ฉีดกระตุ้นทุก 1 ปี
ควรตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีดวัคซีน
ผู้สูงอายุ (65ปีขึ้นไป) วัคซีนบาดทะยักและคอตีบ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันนิวโมคอคคัส

 

ฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี
ฉีดกระตุ้นทุก 1 ปี

 

ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง (ไม่มีม้าม หัวใจวาย COPD ไตวายเรื้อรัง ตับวาย เอดส์ รับยากดภูมิคุ้มกัน) วัคซีนไข้หวัดใหญ่
วัคซีนตับอักเสบบี
วัคซีนป้องกันนิวโมคอคคัส

 

ฉีดกระตุ้นทุก 1 ปี
ควรตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีดวัคซีน

 






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink