โลกของ 5 หนุ่ม กับ หลากความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่าง
Text size:
By Bird of Paradise
Bookmark and Share

“คนหนุ่มสาว” ฟังดูแล้ว ทำให้นึกถึง คนรุ่นใหม่ที่มีพลัง ซึ่งพร้อมจะนำชีวิตไปข้างหน้า เพื่อตามหาความฝัน หรือสิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้
แต่คนหนุ่มสาวของยุคนี้ ไม่เพียงแต่ตามหาความฝัน พวกเขายังมีภาระหน้าที่มากมายที่ต้องรับผิดชอบหรือเผชิญในโลกแห่งความเป็นจริง
และความน่าสนใจของพวกเขาอยู่ตรงนี้นี่เอง

“คนหนุ่มสาว กับความฝัน ความจริง และสิ่งที่เป็น”

ถ้าไม่นับกรุงเทพฯ แล้ว ภูเก็ต ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ไม่เคยร้างราคนหนุ่มสาว พวกเขาเหล่านั้นต่างดำเนินชีวิตของตนไปตามเส้นทางที่เลือก บ้างก็เดินไปอย่างมุ่งมั่น บ้างกำลังรอดูจังหวะที่เหมาะสม ในขณะที่บางคนกำลังท้อแท้ แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็อยู่ที่นี่ ดุจดั่งเส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเกาะสวรรค์แห่งนี้ให้มีชีวิตต่อไป

ภูเก็ตบูลเลทินออนไลน์ นำเสนอ แง่มุม แง่คิด ชีวิต และประสบการณ์ของตัวแทนคนหนุ่มสาว 10 คน ที่ต่างใช้ชีวิตอยู่บนเกาะแห่งนี้ ว่าพวกเขาใช้ชีวิต หรือมีตัวตนอย่างไร ท่ามกลางโลกใบใหญ่ที่หมุนและไม่เคยหยุดนิ่ง



นพพล จิตต์เกื้อ (หมิง) นพพล จิตต์เกื้อ (หมิง)
นพพล จิตต์เกื้อ (หมิง) นพพล จิตต์เกื้อ (หมิง)

ภายใต้บุคลิกแบบหนุ่มรุ่นใหม่ ที่ทะมัดทะแมง มั่นใจในตัวเอง กล้าคิด และกล้าทำ อีกทั้งยังพ่วงดีกรีปริญญาโท การตลาด จากมหาวิทยาลัย Deakin ประเทศออสเตรเลีย มาหมาดๆ พร้อมๆ กับตำแหน่ง ผู้จัดการฝึกหัดของบริษัทด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง แต่นพพล จิตต์เกื้อ หรือ หมิง เลือดเนื้อเชื้อไขภูเก็ตแท้ๆ คนนี้ กลับภูมิใจที่จะบอกใครต่อใครว่า เขาเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และที่สำคัญ รักและหวงแหนภูเก็ต ไม่แพ้ใคร

ตอนนี้ นพพล หรือหมิง ในวัย 26 ปี กำลังสนุกและท้าทายกับงานในตำแหน่ง Marketing Manager Trainee ที่บริษัท Hoteltravel.com ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการรับจองโรงแรมทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ผมโชคดีที่ทางเจ้านายผม คุณเฟรดดี้ ซึ่งเป็นชาวสวิสเซอร์แลนด์ ได้ให้โอกาสผมมาลองทำงานด้านนี้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงเรียนรู้งานว่า เราจะทำตลาดของ Hoteltravel.com ให้โตขึ้นมากกว่านี้ได้อย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าเรายังเป็น Marketing Follower อยู่ Marketing Leader คือ Hotel.com อยู่ที่ว่าเราจะสามารถสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดได้เท่าไร”

ฟังพูดจาเป็นหลักการเช่นนี้ หลายคนอาจไม่รู้ว่า ก่อนหน้านั้นหมิง เรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ “หลายคนถามผมว่า ทำไมไม่ต่อโทวิศวะฯ ไปเลย ผมคิดว่า ผมรักภูเก็ต ผมเป็นลูกหลานภูเก็ตแท้ๆ ถ้าผมเรียนวิศวะฯ โอกาสที่จะรุ่งทางด้านนี้ที่ภูเก็ตคงมีไม่มาก แต่ถ้าเรียนการตลาด อย่างไรเสีย ก็คงได้กลับมาทำงานที่ภูเก็ตแน่ๆ”

และจากบ้านเกิดไปเปิดโลกทัศน์ที่ต่างประเทศ 3 ปีกว่าๆ กลับมา ชายหนุ่มมาดดีคนนี้มีมุมมองต่อจังหวัดภูเก็ตอย่างน่าสนใจ เขาบอกว่า ความเติบโตทางเศรษฐกิจของภูเก็ต สามารถมองได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ แง่บวก ทำให้คนมีงานทำมากขึ้น บ้านเมืองเจริญขึ้น แง่ลบคือ ทำให้เกิดการแข่งขันและกดดันกันมากขึ้น ที่สำคัญคือ ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น “ที่ดินราคาสูงขึ้น เพราะอะไร เพราะฝรั่งมาซื้อ ฝรั่งให้ราคาดี ทำให้คนไทย คนภูเก็ต ต้องซื้อที่ดินราคาสูงตามไปด้วย ผมอยากฝากไปถึงรุ่นพ่อ รุ่งก๋ง ที่กำลังจะขายที่ดินให้ฝรั่งว่า ถ้าคุณขายไปแล้ว ได้เงินก้อนโตมาให้ลูกหลานตอนนี้ แต่ต่อไปลูกหลานก็ไม่ค่อยมีโอกาสมีที่ดินแล้ว เพราะใครๆ ก็ขายให้ฝรั่งหมด หรือถ้าฝรั่งขายกลับมา เราก็สู้ราคาไม่ได้อยู่ดี” หมิงบอกอย่างเป็นห่วง

หมิงบอกต่อว่า เขาไม่ได้ต่อต้านการใช้ชีวิตแบบคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ แต่เขาก็ยังมีโลกอีกใบที่เก็บไว้สำหรับการเป็นคนภูเก็ตแท้ๆ “ผมชอบกินอาหารภูเก็ต อย่างหมี่ฮกเกี้ยน กินเสร็จก็ต้องไปต่อ โอ้เอ๋ว อิ่มแล้วผมก็ชอบคุยกับลุงคนที่ทำโอ้เอ๋วขาย ผมว่านี่แหละอารมณ์แบบภูเก็ตแท้ๆ เลย หรืออย่างเวลาเราได้ยินใครพูดภาษาใต้ที่เป็นสำเนียงภูเก็ตแท้ๆ ผมว่าฟังดูแล้วอบอุ่นดีนะ”

ท้ายสุด หมิงยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนที่เรียกว่า “จังหวัดนิยม” เพียงแต่ในฐานะที่เกิดและเป็นคนภูเก็ต ก็อยากจะให้วัฒนธรรมที่ดีหลายๆ อย่างของภูเก็ต ยังคงอยู่ต่อไปก็เท่านั้น และยังฝากบอกอีกว่า สำหรับคนหนุ่มสาวที่กำลังค้นหาแนวทางของชีวิต ก็ให้ทำไปตามที่ใจคิดและฝันไว้ เพียงให้ยึดหลัก “พอเพียง” ตามปรัชญาขององค์ในหลวง มาประกอบด้วย




เพิ่มเกียรติ   เกษกุล (โหน่ง) เพิ่มเกียรติ   เกษกุล (โหน่ง)
เพิ่มเกียรติ   เกษกุล (โหน่ง) เพิ่มเกียรติ   เกษกุล (โหน่ง)
ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำให้หลายคนมองว่าเป็นคนเคร่งเครียด แต่จริงๆ แล้ว ก็แค่จริงจังกับทุกสิ่งที่ทำ เพิ่มเกียรติ เกษกุล หรือ โหน่ง นักบริหารการศึกษาหนุ่มมากความสามารถ ดีกรี MBA จากอังกฤษ ผู้นี้มีแนวคิดในการทำงานและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจไม่แพ้หนุ่มๆ คนอื่น

เพิ่มเกียรติ หรือ โหน่ง ผู้จัดการหนุ่มไฟแรงแห่งโรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา วัย 28 ปี กับตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน ที่เจ้าตัวบอกว่า “จริงๆ แล้วโรงเรียนนี้เป็นกิจการของครอบครัว ผมจึงได้รับการสนับสนุนจากคุณน้า คุณธิดาพร เหล่าวิเศษกุล ผู้ได้รับใบอนุญาตคนปัจจุบันเพื่อให้เข้ามาทำงานตรงนี้ ซึ่งผมก็ได้รับคำแนะนำและวิสัยทัศน์ดี ๆ จากท่านมาโดยตลอด และไม่เคยมองว่าอายุเป็นอุปสรรคในการทำงาน ผมว่าผมโชคดีมากกว่าที่ได้เริ่มฝึกฝนการทำงานในระดับนี้ก่อนคนอื่น และผมถือเป็นเกียรติที่ได้รับความไว้วางใจให้อบรมปลูกฝังสิ่งที่คนสองคนรักที่สุดในชีวิต”

เห็นจริงจังกับการทำงานขนาดนี้ อันที่จริงก็เป็นชายหนุ่มที่มีความฝันน่ารัก ที่อยากเปิดร้านหนังสือเป็นของตัวเอง “ถ้าไม่ได้มาทำงาน ณ จุดนี้ ผมก็อยากจะเปิดร้านหนังสือเล็ก ๆ เป็นของตัวเองนะ แต่คงไม่ให้ใหญ่โตอย่างกับร้านเส้งโหหรอก เพราะผมกับกั๊ก (ทายาทร้านเส้งโห) ก็เป็นเพื่อนกัน (หัวเราะ)”

เช่นเดียวกับหนุ่มๆ ทั้งหลายโหน่งใช้เวลาหลังเลิกงานไปกับการเล่นกีฬา และพบปะเพื่อนฝูงบ้างตามโอกาส “เนื่องจากผมเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬา เวลาว่างส่วนใหญ่ก็จะไปเล่นกีฬา ที่ชอบมากคือฟุตบอลซึ่งถือเป็นกีฬาในดวงใจ แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่น หลังเลิกงานก็จะไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เซ็นเตอร์ แต่ที่ชอบมากตอนนี้ก็คงจะเป็นแบดมินตัน เพราะเราเล่นได้ตลอด บางวันเลิกงานช้า สองทุ่ม สามทุ่มก็ยังเล่นได้อยู่ แบดมินตันจะดีกว่าฟิตเนส ต้องที่เราต้องเล่นกับเพื่อน แต่ฟิตเนส เหมือนไปเล่นคนเดียว นอกจากกีฬาแล้วยังใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ด้วยหน้าที่การงาน หนังสือที่อ่านส่วนใหญ่จะเป็นหนังเกี่ยวกับจิตวิทยา หนังสือพิมพ์ ตอนนี้กำลังหัดอ่านหนังสือกอสซิปดาราอยู่ เพื่อจะได้ทันสมัยกะเค้าบ้าง (หัวเราะ) ในวัยเด็กผมไม่ได้โตที่ภูเก็ตจึงไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ ตอนนี้เริ่มติดต่อเพื่อนในสมัยเด็ก ก็มีออกไปกินข้าว ไปสังสรรค์กันบ้าง ตอนนี้ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น คิดว่าการที่ไม่ได้โตในภูเก็ต ก็มีข้อเสียอยู่ตรงนี้”

ด้วยความที่ต้องทำงานกับคนหมู่มาก ทำให้โหน่งมีคติในการทำงานที่น่าสนใจทีเดียว “ผมเน้นการทำงานเป็นทีม ในการประชุมทุกครั้งเราจะเน้นสร้างความรู้สึกในการมีส่วนร่วมให้กับเพื่อนร่วมงาน เพราะผมมองว่าทุกคนจะต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทั้งความรู้ การเข้าใจคนอื่นและการอยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้ ก่อเกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ผมพยายามทำงานให้หนัก ไม่ใช่ work hard แต่ผมพยายาม work smart ด้วย”

จริงจังกับการทำงานอย่างนี้ แต่ยังตั้งเป้าหมายการมีชีวิตครอบครัวไว้อย่างน่าสนใจ แม้จะออกตัวว่าตอนนี้ยังไม่มีคนรู้ใจก็ตาม “นั่นหละปัญหาของผม ผมคิดว่าคงจ้องจัดสรรเวลาให้ลงตัวมากกว่านี้ ถ้าคิดว่าจะหาคนรู้ใจสักคน ผมชอบผู้หญิงน่ารัก ถ้าผู้ชายคนไหนบอกว่าไม่ได้ชอบผู้หญิงที่หน้าตา ผมว่าโกหกนะ ถ้าถามถึงคนที่จะมาเป็นแม่ของลูก ก็ต้องเป็นคนที่คุยกันรู้เรื่องมีวิธีคิดที่ดี ความรัก สมองกับหัวใจต้องไปด้วยกัน เวลาผมมองผู้หญิงสักคน ผมจะมองว่าเค้าจะเลี้ยงลูกเรายังไงในอนาคต เค้าจะเลี้ยงเหมือนเรารึเปล่า ผมว่าเราจะต้องมีวิธีคิดที่คล้ายกัน ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอคนที่ตั้งใจทุกอย่างแต่เราต้องปรับตัวเข้าหากันมากกว่า”

ท้ายสุดโหน่งได้ฝากข้อคิดดีๆให้กับแฟนเว็บไซต์บูลเลทินว่า สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกันคือ วิธีคิด ต้องฝึกการคิดอย่างมองโลกในแง่ดี เวลาวางแผนให้วางแผนอย่างมองโลกในแง่ร้าย ในกรณีที่เกิดอุปสรรคขึ้นเราจะทำอย่างไร แล้วลงมือปฏิบัติอย่างมองโลกในแง่ดีอีกครั้ง อีกที่สำคัญ คือ ต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายในชีวิต เช่น เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในห้าปีที่เราทำงานเราจะมีเงินเก็บเท่าไหร่ เมื่อทำสำเร็จแล้วก็ตั้งเป้าหมายใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาผ่านไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทำทุกอย่างด้วยความสุจริต




ชนินท์ทัศ ปจันทบุตร (ม่อน) ชนินท์ทัศ ปจันทบุตร (ม่อน)
ชนินท์ทัศ ปจันทบุตร (ม่อน) ชนินท์ทัศ ปจันทบุตร (ม่อน)


ด้วยวัยเพียง 22 ปี กับความมุ่งมั่นในการงานบริหารร้านกันเอง @ เพียร์ และธุรกิจอื่น ๆ ของครอบครัว ที่พ่อแม่หวังให้มาช่วยดูแล แต่ ชนินท์ทัศ ปจันทบุตร หรือ ม่อน ก็พร้อมที่จะเรียนรู้งานจากคุณพ่อ และคุณแม่อย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน ถือว่า ม่อนเริ่มต้นเร็วกว่าคนอื่นหลายก้าวทีเดียว

ม่อนเล่าชีวิตในวัยเด็ก - วัยเรียนให้ฟังว่า “ม่อนเป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด มีพี่น้อง 3 คน ม่อนเป็นลูกคนที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2528 ปัจจุบันอายุ 22 ปี สมัยเด็กๆ ม่อนเรียนที่อนุบาลบุษบง และก็ย้ายมาที่โรงเรียนดาราสมุทร ตอนป.1-ป.4 จากนั้นจึงย้ายไปเรียน ป.5 ที่โรงเรียนเทศบาลเมืองภูเก็ต ซึ่งแต่ละที่ที่ม่อนย้ายไปนั้น ม่อนเจอเพื่อนเจอสังคมที่ต่างออกไป อย่างเพื่อนที่โรงเรียนเทศบาล ก็จะเป็นเพื่อนขาลุยแท้ๆ ต่างจากเพื่อนที่ดาราสมุทรครับ เรียนที่เทศบาลได้ปีเดียว พอดีโรงเรียนนานาชาติดัลลิชมาเปิดที่ภูเก็ต คุณแม่เค้าก็อยากให้ไปเรียน จริงๆ แล้วม่อนไปอยากไป แต่สุดท้ายก็เรียนอยู่ดัลลิชมา 7 ปี ตั้งแต่ป. 6- ม.6 ซึ่งที่นี่ก็ทำให้ม่อนได้เรียนรู้สังคมที่แตกต่าง ทั้งภาษา วัฒนธรรม ทำให้ม่อนเกิดความสนใจในด้านวัฒนธรรม และเมื่อได้ศึกษาทางด้านนี้ในระดับปริญญาตรีก็รู้สึกชอบมากกว่าด้านบริหาร”

หลังจากเรียนรู้ทั้งวิชาการและวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่โรงเรียนนานาชาติอยู่นาน ม่อนก็บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อทางด้าน Cultural Studies ที่ Trent University ประเทศแคนาดา ซึ่งม่อนบอกว่าเป็นความสนใจของม่อนที่อยากจะเรียนด้านนี้ และเค้าก็สามารถนำสิ่งที่เรียนมาใช้ในการบริหารงานได้อย่างน่าสนใจทีเดียว โดยเจ้าตัวแจงว่า “มีคนหลายคนเคยถามว่าทำไมไม่เรียนบริหารทั้งๆ ที่คุณพ่อและคุณต่างก็ทำธุรกิจ แต่ม่อนรู้สึกว่าใจไม่ได้รักทางด้านนี้ ม่อนคิดว่าคนที่เรียนจบด้านบริหารธุรกิจก็ใช่ว่าจะประสบความเร็จในด้านธุรกิจทุกคน ดังนั้นม่อนคิดว่าเราควรเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ Cultural studies ก็คือสิ่งที่ม่อนเลือกเอง และจากการเรียนมาทางด้านนี้ทำให้ม่อนเข้าใจการทำงานของคน ความคิดของมนุษย์ ซึ่งสิ่งนี้ก็สามารถนำมาใช้ในด้านธุรกิจได้ ทั้งการพูดจากับคน การมองคน และเข้าใจความคิดของคนอื่นๆ”

แม้จะอยู่ในสังคมที่เพื่อนต่างชาติมากกว่าเพื่อนคนไทยด้วยกัน แต่ม่อนก็ไม่ได้หลงไปกับวัฒนธรรมตะวันตก เค้ายังมีไลฟ์สไตล์สบายๆ เช่นเดียวกับหนุ่มทั่วๆ ไป “ระหว่างที่เรียนอยู่ที่แคนาดาม่อนจะใช้เวลาไปกับการเรียนและเล่นกีฬาเป็นส่วนใหญ่ และเป็นคนเอเชียคนเดียวที่ติดทีมบอลของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ม่อนภูมิใจมาก เพราะม่อนชอบการเล่นบอลมาก มันทำให้ม่อนได้เพื่อนที่เป็นชาวแคนาดาแท้ๆ นอกเหนือจากคนไทย และเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ยังไม่ทิ้งการเล่นฟุตบอล โดยจะจับกลุ่มไปเล่นที่วัดฉลองทุกๆ ตอนเย็น งานอดิเรก ก็จะออกทะเลไปตกปลากับคุณพ่อที่เกาะเฮ เพราะเป็นเกาะที่เงียบเป็นส่วนตัว เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง เพราะ ม่อนชอบทะเล ชอบหาดทราย หรือมีบ้างบางครั้งที่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อน”

ถือได้ว่าม่อนเป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่ได้รับโอกาสที่ดีๆ ในชีวิต ได้เรียนโรงเรียนที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น เมื่อเรียนจบกลับมาก็มีธุรกิจให้เข้ามาบริหาร ดูเหมือนว่าชีวิตของหนุ่มคนนี้จะสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ม่อนกลับมีแนวคิดเกี่ยวกับตัวเองที่น่าสนใจ “ถ้าถามว่าชีวิตสมบูรณ์แบบมั้ย หากเทียบกับสิ่งที่เราอยากเป็น และอยากทำ ม่อนว่ามันยังไม่ครบ และยังไม่พอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ เพราะม่อนมีความฝันอีกหลายอย่าง และจุดมุ่งหมายอีกหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่ม่อนว่าน่าจะทำได้ คือการเป็นนักฟุตบอล ลึกๆ แล้วมีความฝันว่าอยากติดทีมชาติดูสักครั้ง เพราะม่อนรักกีฬาประเภทนี้มาก ซึ่งม่อนเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ อย่างที่โรงเรียนนานาชาติก็ได้รับรางวัล นักกีฬาดีเด่นของโรงเรียนด้วย ส่วนสิ่งที่สองม่อนต้องเรียนรู้การบริหารธุรกิจของครอบครัวให้ได้ ณ ตอนนี้ม่อนเข้ามาศึกษางาน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางด้านบริหาร เพื่อมาต่อยอดทางธุรกิจจากคุณพ่อและคุณแม่ และด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ ลึกๆแล้วหนักใจและรู้สึกกดดันพอสมควร เพราะการทำงานในเมืองไทยอายุเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ถ้าอายุน้อยทำตัวไม่เหมาะ คนที่อายุมากกว่าเราเค้าก็จะไม่ยอมรับในตัวเรา ซึ่งเราก็ปกครองคนไม่ได้ แต่ตอนนี้คุณแม่ก็ให้ศึกษาไปก่อน ซึ่งเราก็ต้องพยายามและทำให้ได้ สำหรับธุรกิจของทางครอบครัว หลักๆ ก็จะมีโครงการบ้านจัดสรร ร้านอาหารกันเอง @ เพียร์ และร้านอาหารคอรัล รีฟ ที่เกาะเฮครับ”

ม่อนยังบอกว่าคนที่ทำให้ม่อนมีวันนี้ได้ก็คือ คุณแม่ “แต่สำหรับม่อน ม่อนโชคดีที่มีแม่ที่เข้าใจ และคอยเอาใจใส่ดูแล ซึ่งม่อนจะสนิทกับคุณแม่มากตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณแม่จะสอนสิ่งดีๆ ให้กับลูกเสมอ และสามารถปรึกษากับคุณแม่ได้ทุกๆ ซึ่งคุณพ่อก็สนิทแต่ท่านจะดูแลในเรื่องธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ มีอะไรก็สอนในด้านการบริหารงาน”
เป็นหนุ่มที่มีคาร์แล็กเตอร์น่าสนใจอย่างนี้ ม่อนออกตัวว่า จนป่านนี้ก็ยังไม่คนรู้ใจเป็นตัวเป็นตนซะที แต่ก็มีมาตรฐานในการเลือกคนรู้ใจที่น่าสนใจไม่น้อย “ม่อนชอบคนที่จริงใจ เรียบร้อย และติดดิน ไม่ได้หวังว่าเราต้องมีเงินเยอะ ไม่ได้หวังว่าเราต้องขับรถเบนซ์ ถึงเค้าจะขี่มอเตอร์ไซค์ ม่อนก็คบได้ เพราะม่อนไม่คิดว่ามันสำคัญ”

ท้ายสุดม่อนได้ฝากข้อคิดดี ๆ ให้แฟนๆ เว็บไซต์บูลเลทินไว้ว่า “สำหรับคนรุ่นใหม่ ก็อยากบอกว่าใจเย็นๆ อย่างเพิ่งรีบที่จะเป็นนายหัว (เจ้าของกิจการ) เรายังต้องศึกษาอีกเยอะ อย่างบางคนคิดว่าทำได้แล้ว สุดท้ายก็กลายเป็นเครียด เพราะการที่ครอบครัวบางครอบครัวมีธุรกิจเยอะ แต่ก็มีหนี้สินเยอะ หากไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ศึกษาอย่างเข้า ถ้าเราเข้ามาบริหารเลย มันจะเครียด เพราะว่าภาระทุกอย่างจะมาตกอยู่ที่เรา จึงอย่างให้ใช้สุภาษิตที่ว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ดีกว่า คือใช้เวลาในการศึกษา เมื่อเรามั่นใจในจุดๆ หนึ่ง เราก็จะสามารถก้าวไปอย่างมั่นใจได้”





กิตติ ลีลาวิชิตชัย (บิ๊ก) กิตติ ลีลาวิชิตชัย (บิ๊ก)
กิตติ ลีลาวิชิตชัย (บิ๊ก) กิตติ ลีลาวิชิตชัย (บิ๊ก)

จากชายหนุ่มผู้เรียบง่ายแห่งเมืองหาดใหญ่ กับมาดนักวิศวกรหนุ่มไฟแรง ที่พกพาดีกรีปริญญาโท บริหารเทคโนโลยี จากซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย นำมาสู่บทบาทนักการตลาดแห่งบริษัทชื่อดังในเครือสหพัฒน์และด้วยเป็นคนที่ชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทำให้วันนี้ กิตติ ลีลาวิชิตชัย หรือ บิ๊ก กลายเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่พกพาความมุ่งมั่นมาเต็มร้อย

ดังนั้นเพื่อให้รู้จักตัวตนของเค้าคนนี้มากขึ้น กิตติจึงได้เล่าถึงเรื่องราวของเขาให้ฟังว่า “ผมเป็นคนหาดใหญ่ เกิดและโตที่หาดใหญ่ มีพี่น้อง 3 คน ผมเป็นพี่ชายคนโต อยู่กับครอบครัวมาตลอด จนจบการศึกระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาอุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้นได้ไปทำงานเป็นวิศวกรที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นได้มีโอกาสไปเรียนต่อระดับปริญญาโท ด้านบริหารเทคโนโลยี ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และกลับมาทำงานกับบริษัทในเครือสหพัฒน์ ซึ่งที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับการตลาดมากพอสมควร และเมื่อมีโอกาสได้เข้ามาทำธุรกิจของตัวเองกับการเปิดตลาดใหม่ที่ภูเก็ต ทำให้เราได้นำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาไปปรับใช้ในธุรกิจของเราได้มากทีเดียว ซึ่งปัจจุบันผมอยู่ภูเก็ตมาประมาณ 3 ปีแล้วตั้งแต่มาทำธุรกิจที่นี่”

และในวันนี้ กิตติ หรือ big iberry กำลังมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับธุรกิจของตัวเองกับร้าน ice-cream iberry ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้ชื่นชอบความหวานเย็นของไอศกรีม ซึ่งเจ้าตัวบอกกับเราว่า “ผมเริ่มเข้ามาทำธุรกิจนี้ในปี 2547 โดยมองว่า ไอศกรีม iberry เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ ประจวบเหมาะกับทางญาติรู้จักกับคุณปลา(อัจฉรา บุรารักษ์) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ จึงได้คุยกันถึงความเป็นได้ที่จะนำแบรนด์ iberry มาเปิดที่ภูเก็ต โดยใช้เวลาพูดคุยประมาณ 2-3 เดือน ก็ได้นำ iberry มาลงที่เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต เป็นแห่งแรกที่เข้ามาเปิดตลาดต่างจังหวัด นอกเหนือจากกรุงเทพฯ และนี่ก็เป็นธุรกิจแรกที่ผมก้าวเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัว”

จากความตั้งใจที่ต้องการทำให้งานออกมาดี มีประสิทธิภาพ ทำให้บิ๊กมีคติในการทำงานที่น่าสนใจทีเดียวกับแนวคิดที่ว่า “เมื่อเราก้าวเข้าสู่เส้นทางธุรกิจที่เราเลือกแล้ว ก็ควรทำให้เต็มที่ สิ่งใดที่ได้รับมอบหมายมาก็ควรทำให้ดีที่สุด เพราะว่าโอกาสนั้นไม่ได้เข้ามาหาเราบ่อยๆ ถ้าวันหนึ่งโอกาสได้มาหาเราแล้วก็ควรทำให้ดีที่สุด”

ด้วยบทบาทนักธุรกิจผู้มาดมั่นกับการทำงาน หลายคนอาจจินตนาการถึงบุคลิกของเค้าคนนี้ กับภาพลักษณ์ที่ต้องใส่เชิ้ต ผูกเนคไท สวมรองเท้าหนังอย่างดี แต่ในความเป็นตัวตน ของบิ๊ก iberry กับเป็นผู้ชายสบายๆ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง “ผมเป็นคนสบายๆ สไตล์การแต่งตัวก็ง่ายๆ เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ก็โอเคแล้ว เน้นความสบายเสียมากกว่า งานอดิเรกส่วนใหญ่ก็จะเลี้ยงปลา ดูหนังฟังเพลง แนวที่ชอบดูส่วนใหญ่ ก็จะเป็นหนังฟอร์มใหญ่ อย่างหนังแอคชั่นที่ดังๆ แต่ที่ชอบเพิ่มขึ้นมาก็คือ แนวสืบสวนสอบสวน ฆาตกรรมแบบซ่อนเงื่อน ดูแล้วได้คิดตาม หรือหากมีเวลาว่างช่วงเย็นๆ ก็จะออกไปวิ่งที่สวนหลวงร.9 เพราะใกล้กับที่พัก ส่วนการสังสรรค์ก็มีบ้างแต่ไม่มาก เนื่องจากเราไม่ใช่คนในพื้นที่เพื่อนฝูงจึงมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนร่วมงานเสียมากกว่า แต่หากเพื่อนๆ มาเที่ยวที่ภูเก็ต ก็จะนัดกันไปพบปะพูดคุยสังสรรค์กันบ้าง”

และเมื่อพูดถึงเรื่องส่วนตัว หากไม่พูดถึงการมีชีวิตครอบครัวก็คงไร้ซึ่งอรรถรส แม้จะออกตัวว่าตอนนี้ยังไม่มีคนรู้ใจก็ตาม “หากพูดถึงด้านกายภาพ รูปร่างภายนอกคงไม่ได้ดูอะไรมาก ขอให้เป็นคนที่ดูดีหน่อยก็โอเคแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือความเข้าใจ ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นและเข้าใจในการทำงานของเราก็พอแล้ว”

ซึ่งนี่คือเสี้ยวหนึ่งในเรื่องราวชีวิตและการทำงานของนักธุรกิจหนุ่ม กิตติ ลีลาวิชิตชัย ผู้ไม่ทิ้งโอกาส แต่กลับสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของตัวเอง




แทน ธารสิริโรจน์ แทน ธารสิริโรจน์
แทน ธารสิริโรจน์ แทน ธารสิริโรจน์

เมื่อชายหนุ่มอนาคตไกล วัย 27 ปี ทายาทคนกลางของอนุรักษ์ ธารสิริโรจน์ กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลสิริโรจน์ ภูเก็ต ตัดสินใจหันหลังให้กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน สู่ธุรกิจการเกษตรที่ต้องศึกษาและเรียนรู้ใหม่ มาวันนี้ ผลผลิต ดอกหน้าวัว ที่สวนตรงทางเข้าน้ำตกลำปี กำลังออกสู่ตลาดไม้ตัดดอกอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับชีวิตของแทน ธารสิริโรจน์ ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่มากมาย

ก่อนหน้านี้ แทนเป็นอดีตบัณฑิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อม จากจุฬาฯ และเป็นอดีต ผู้ประสานงานด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลระบบ ISO 14000 ของโรงงานมิชิลิน ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ชลบุรี ซึ่งเวลา 2 ปี 8 เดือน ที่ทำงานอยู่ในระบบของโรงงานทำให้ชายหนุ่มได้เรียนรู้โลกทัศน์ใบใหม่หลายอย่าง แต่ด้วยมุมมองที่แตกต่าง และโอกาสที่มี ทำให้เขาหันเหชีวิตสู่เส้นทางการเกษตร ไม้ตัดดอก

“ตอนนั้นพ่อของผมเขาสนใจเรื่องของการปลูกกล้วยไม้ หรือจำพวกไม้ดอกที่ไม่ต้องปลูกลงดิน พอดีผมเองก็คิดว่าควรจะหาอะไรใหม่ๆ ในชีวิตทำบ้าง ประกอบกับทางบ้านมีที่อยู่ตรงทางเข้าน้ำตกลำปี ก็คุยกัน จึงสรุปว่าผมจะทำสวนดอกหน้าวัว”

ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายชายหนุ่มอย่างเขา “ผมก็พยายามศึกษาจากหนังสือต่างๆ รวมถึงไปดูตัวอย่างตามสวนดอกหน้าวัวต่างๆ แล้วนำมาพัฒนาเป็นสวนของตัวเองขึ้นมา” แทนบอกว่าเขาต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่หมดทุกอย่าง ทั้งการติดต่อเรื่องเงินกู้กับธนาคาร การติดต่อซื้อพันธุ์หน้าวัวจากต่างประเทศ การจัดระบบ และดูแลสวน การเฝ้าติดตามดูแลผลผลิต จนกระทั่งการหาตลาด ซึ่งระยะเวลากว่าที่หน้าวัดจะออกดอก เพื่อจัดจำหน่ายได้ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ หลายคนจึงสงสัยว่า ชายหนุ่มที่เคยทำงานในโรงงานในเมือง พบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวัน จะใช้ชีวิตที่สวนกลางป่า และจัดการกับการงานใหม่ๆ ในชีวิตได้อย่างไรเรื่องนี้แทนบอกว่า

“การทำเกษตรต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงเวลาตัดดอกขาย ก็ต้องรออย่างเดียว แต่รอนี่หมายถึง เราก็ทำอย่างอื่นไปเรื่อยๆ ขุดดิน ถางหญ้า รดน้ำ ผมว่าชีวิตในเมืองบางครั้งทำให้คนเราห่างไกลจากการอยู่กับตัวเอง แต่พอมาอยู่ที่สวน ผมได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติที่สงบ จิตใจเราเองก็พลอยสงบไปด้วย แต่ผมก็ไม่ได้ทิ้งเมืองไปเลยทีเดียว ผมก็กลับภูเก็ตบ้างอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ไปดูตลาด ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม” แทนเล่า

ทุกวันนี้ผลผลิตดอกหน้าวัวตัดดอกของสวนแทน ได้ออกสู่ตลาดประมาณครึ่งปีแล้ว แม้รายได้อาจจะยังไม่แน่นอน แต่ก็เป็นความภูมิใจที่เจ้าตัวบอกว่าแม้แต่เงินเดือนราคาแพงของงานประจำก็สู้ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่ง


 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink