เรียนรู้วัณโรค
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    บนโลกใบนี้มีเชื้อโรคมากมายหลายสายพันธุ์ และยังไม่รู้อีกหลายชนิดที่แตกยอดเกิดขึ้นมาใหม่อีกมากมาย จนเรา ๆ ตั้งรับไม่ทัน เฉกเช่น ‘วัณโรค’ (Tuberculosis) โรคที่คนเราทุกคนสามารถเป็นกันได้ หรืออาจจะเป็นโดยไม่รู้ตัว อย่างที่‘นายแพทย์นคร อัษฎามงคล’ ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรแพทย์  โรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต ได้ให้ข้อมูลความรู้ว่า วัณโรคนี้มีมานานแล้ว มีชื่อเรียกอย่างย่อ ๆ ว่า ‘โรคทีบี (TB)’ เป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ โรคที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ‘Mycobacterium tuberculosis’ หรือ ‘เอเอฟบี’ (Acid Fast Bcilli) ถือได้ว่าเป็นโรคติดต่อที่เรื้อรัง และการอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่ส่วนใหญ่เป็นกันมากอยู่ในขณะนี้เรียกว่า ‘วัณโรคปอด’ ที่จริงแล้วนั้น วัณโรคสามารถเกิดในอวัยวะทุกส่วนของร่างกายได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง กระดูก และลำไส้ เป็นต้น

    แม้ในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาในการป้องกัน และรักษาวัณโรคด้วยยาจนสามารถหายขาดได้แล้วก็ตาม แต่การติดเชื้อวัณโรคนั้นก็แสนง่าย เพราะวัณโรคเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนทางการหายใจ ที่ผู้ป่วยวัณโรคปอดได้แพร่เชื้อออกมาเป็นละอองจากการไอ จาม หรือพูด (การไอ 1 ครั้งจะมีละอองเสมหะออกมาถึง 3,000 ละอองฝอย) ซึ่งละอองจะสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง หากเราสูดหายใจเข้าไป เชื้อวัณโรคจะเข้าสู่ร่างกาย และทำให้มีโอกาสป่วยได้ สำหรับโอกาสของการแพร่เชื้อวัณโรคนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน คือ

    1. ถ้าเป็นวัณโรคปอดชนิดที่มีโพรง (เนื้อปอดเกิดเป็นโพรงซึ่งติดต่อกับหลอดลมได้ดี) ซึ่งมักจะตรวจพบเชื้อปริมาณมากในเสมหะ จะมีการแพร่เชื้อวัณโรคออกทางเสมหะมาก แต่ในผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดชนิดไม่มีโพรง (โอกาสตรวจพบเชื้อในเสมหะลดลง) หรือผู้ป่วยที่ย้อมเสมหะไม่พบเชื้อ จะมีการแพร่เชื้อน้อยกว่า และในผู้ป่วยวัณโรคนอกปอด เช่น วัณโรคในต่อมน้ำเหลือง และวัณโรคในเยื่อ หุ้มปอด จะไม่มีการแพร่เชื้อทางเสมหะ

    2. การอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคปอดในสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบไม่มีการระบายอากาศที่ดี สถานที่ที่ไม่โดนแสงแดด เช่น ในห้องปรับอากาศ จะมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคสูง เพราะเชื้อวัณโรคจะถูกทำลายได้เมื่อโดนแสงแดด และความร้อน

    3. วัณโรคจะไม่ติดต่อทางการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ หรือการสัมผัส ส่วนใหญ่ผู้ป่วยวัณโรคปอดเมื่อรับประทานยาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 สัปดาห์ตามหมอสั่งแล้วจะหยุดแพร่เชื้อ

     ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นวัณโรคในสมัยก่อนจะเสียชีวิต เพราะการติดเชื้อวัณโรคจะแตกต่างจากการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อวัณโรคสามารถอยู่ในร่างกายเราโดยที่ไม่มีแสดงอาการได้เป็นเวลานาน ซึ่งในระยะแรกหลังจากเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายแล้ว ผู้ป่วยจะไม่มีอาการ และไม่สามารถตรวจพบการติดเชื้อจนถึงประมาณ 4 สัปดาห์หลังการได้รับเชื้อไปแล้ว ร่างกายจะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อเชื้อวัณโรค โดยส่วนใหญ่ระบบภูมิคุ้มกันที่ต้านทานโรคในคนปกตินั้น จะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบนิ่งโดยไม่มีอาการของโรค และไม่แพร่เชื้อ ซึ่งเรียกว่า ‘วัณโรคระยะแฝง’ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแฝงนี้ประมาณ 2,000 ล้านคนทั่วโลก และ 10% ของผู้ป่วยในระยะแฝงนี้จะพัฒนาเป็นวัณโรคปอดภายในอีก 10 ปีข้างหน้า

    สำหรับในผู้ป่วยเด็กเล็ก หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ (AIDS) อาจไม่สามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบได้ จึงทำให้เกิด ‘โรควัณโรคปฐมภูมิ’ (Primary tuberculosis คือ วัณโรคที่แสดงอาการตั้งแต่ครั้งแรกที่ติดเชื้อ โดยไม่ได้อยู่ในระยะแฝง) เช่น วัณโรคเยื่อหุ้มปอด หรือวัณโรคต่อมน้ำเหลือง ทั้งนี้เชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงนี้จะสงบอยู่ในร่างกายเรา จนกว่าจะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการปะทุของวัณโรคที่สงบนิ่งในร่างกายเรา ได้แก่ โรคเบาหวาน  ภาวะขาดสารอาหาร  การได้รับยาสเตียรอยด์  ยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น ในโรคภูมิแพ้ และในผู้ป่วยติดเชื้อโรคเอดส์ (HIV) ทั้งนี้โดยประมาณ 5% ของผู้ป่วยระยะแฝงกลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดโรควัณโรคปอดภายใน 2 ปีแรก และอีก 5% จะเกิดภายใน 10 ปีเช่นกัน

    เราสามารถสังเกตอาการได้เบื้องต้นว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่ โดยสังเกตว่ามีการไออย่างเรื้อรังหรือไม่ โดยเฉพาะการไอที่เกิดขึ้นนานกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป เริ่มจากการไอแบบแห้ง ๆ จนกระทั่งต่อมาจะมีเสมหะ และอาจจะเป็นการไอเป็นเลือดได้ เริ่มรู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกตอนกลางคืน และเบื่ออาหารจนน้ำหนักลดอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อมีอาการเหล่านี้ต้องพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาโรคทันที ซึ่งในทางการแพทย์จะใช้วิธีในการวินิจฉัยโรคดังนี้

    1. การเอ็กซเรย์ปอด เพื่อหาลักษณะผิดปกติที่สามารถเข้าได้ดีกับวัณโรคปอด เช่น พบการอักเสบของปอดที่บริเวณกลีบบน

    2. ใช้วิธีการย้อมเชื้อวัณโรคจากเสมหะ แต่วิธีนี้ควรทำในผู้ป่วยทุกรายที่สงสัยว่าเป็นวัณโรค เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยโดยจะเก็บเสมหะในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน ซึ่งจะสามารถรู้ผลภายในประมาณ 30 นาที แต่วิธีนี้มีข้อเสีย คือ มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคในเสมหะ ก็ยังอาจเป็นโรควัณโรคปอดได้เช่นกัน  ดังนั้นแพทย์จะวินิจฉัย และทำการรักษาโดยการติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

    3. การใช้วิธีเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือ สามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80 - 90% แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนถึงจะทราบผล

    4. การตรวจด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อวัณโรค

    สำหรับแนวทางการรักษาวัณโรคนั้น ในปัจจุบันนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องรับประทานยาทุกวันอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สูตรยารักษา 6 เดือน ซึ่งได้ผลดีที่สุด และใช้เวลารักษาสั้นที่สุด แม้จะมีผลข้างเคียงของการรับประทานยาประมาณ 5 % เช่น มีผื่น อาเจียน ปวดข้อ และตับอักเสบ

    ฉะนั้นผู้ป่วยโรควัณโรคควรดูแล และควรปฏิบัติต่อตัวเองโดยการรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำจนครบตามกำหนด เพื่อป้องกันการเกิดวัณโรคดื้อยา ซึ่งถ้ามีอาการผิดปกติหลังเริ่มรับประทานยา อย่างเช่น มีผื่น มีอาการอาเจียน หรือปวดตามข้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการปรับยาทันที และพบแพทย์ตามกำหนดเวลาที่นัดอย่างสม่ำเสมอ และในช่วงแรกของการรักษา โดยเฉพาะ 2 อาทิตย์แรกถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ ดังนั้นผู้ป่วยควรอยู่แต่ในบ้าน และแยกห้องนอนกับสมาชิกในครอบครัว โดยนอนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และแสงแดดส่องถึง ที่สำคัญไม่ควรออกไปในที่ที่มีผู้คนแออัด หรือมีความจำเป็นต้องออกข้างนอก ก็ควรใส่หน้ากากอนามัย และปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งที่เวลาไอ หรือจามทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และในขณะที่ทำการรักษา ผู้ป่วยควรงดสิ่งเสพติดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มมึนเมา และบุหรี่ที่ทำร้ายปอด และหันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่อย่างเนื้อสัตว์ ไข่ ธัญพืช ผัก ผลไม้ และควรให้บุคคลใกล้ชิดของผู้ป่วยทุกคนมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และควรตรวจเอ็กซเรย์ปอดซ้ำทุกปี

    สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นวัณโรคก็ควรดูแลตัวเอง และป้องกันการเป็นวัณโรคได้โดยการออกกำลัง เพื่อให้มีสุขภาพให้แข็งแรง และควรพักผ่อนให้พอเพียง ที่สำคัญไม่ควรใช้ยาเสพติด และควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการติดโรคเอดส์ ควรหันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นตรวจสุขภาพ และเอ็กซเรย์ปอด เมื่อใดที่สมาชิกในครอบครัว หรือที่เพื่อนที่ทำงานป่วยเป็นวัณโรค ก็ควรให้คำแนะนำ หรือป้องกันตัวเองจากการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด แต่สำหรับในทารกแรกเกิด ควรมีการฉีดวัคซีน ‘บีซีจี’ (BCG) เพื่อป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรง แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีมาแล้ว ก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะมีอาการผิดปกติที่น่าสงสัย ยังไงก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

     ในปัจจุบันพบว่าสถานการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยนั้นยังมีความน่าเป็นห่วงค่อนข้างมาก โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับประเทศไทยให้อยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาด้านวัณโรคเป็นลำดับที่ 17 จากกลุ่ม 22 ประเทศทั่วโลกที่ยังมีปัญหาอยู่ ในประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่เกิดขึ้น 90,000 คนต่อปี และผู้ป่วยที่เสียชีวิตถึง 13,000 คนต่อปี

     เมื่อโลก และ โรคมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เราควรหมั่นดูแลตัวเอง สังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ แม้เพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้น อย่าปล่อยให้เป็นความเคยชินที่ในที่สุดอาจจะทำลายชีวิตเรา และคนรอบข้างได้





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink