แผลติดเชื้อ
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    เสี้ยนไม้เล็ก ๆ หนามคม ๆ หรือรอยข่วนจากสัตว์ เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่าน และเคยโดนกันมาตั้งแต่เด็กจนเกิดความเคยชิน พร้อมกับรู้วิธีการรักษาเบื้องต้นด้วยการล้างแผลด้วยสบู่ และทายา ซึ่งเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ทำให้เรารู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าบาดแผลเพียงเล็กน้อยที่คิดว่า “ไม่เป็นไร แค่ทำความสะอาดก็พอ” แท้ที่จริงแล้ว... แผลเหล่านั้นสามารถเกิดการอักเสบถึงขั้นรุนแรงที่อาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ เพราะเชื้อโรคมากมายไม่ทราบชนิดที่ติดเข้าไปด้วยไม่เล็กน้อยอย่างที่คิด เนื่องจากผิวหนังของร่างกายเราเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ หรือแบคทีเรียที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนอย่างกรณีของ คุณสุชาดา เอี่ยมถาวร หรือ ป้าต้อย อายุ 56 ปี พยาบาลแผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ที่ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เรียกว่าฝันร้ายก็ว่าได้ จากบาดแผลเล็ก ที่โดนเสี้ยนไม้ ทิ่มนิ้วโป้งเป็นจุดเล็ก ๆ สามารถทำให้เกิดแผลติดเชื้อจนเกือบต้องโดนตัดนิ้วทิ้ง เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อเช้าวันหนึ่ง ของกลางเดือนกรกฎาคม 2556 คุณสุชาดาได้ออกมาถอนหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งโดยปกติแล้วจะใส่ถุงมือทุกครั้งในการทำสวน แต่วันนั้นไม่ได้ใส่ถุงมือ เพราะด้วยความชะล่าใจที่ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรแบบนี้ขึ้น ในขณะที่ถอนหญ้าอยู่นั้น ก็โดนไม้ทิ่มที่นิ้วโป้งข้างซ้าย จึงคิดว่าคงโดนเสี้ยนไม้ทิ่มแล้วค้างข้างใน จึงทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ เหมือนโดนเข็มแทง “พอโดนเสี้ยนไม้ทิ่มก็ไปถูสบู่ล้างมือ แต่พอรุ่งเช้ามันมีอาการอักเสบเล็กน้อย เลยไปหาหมอที่แผนก คุณหมอก็ส่องหาดูเสี้ยนหนามที่นิ้ว แต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรค้างอยู่ข้างใน คุณหมอเลยให้ยามาทาน ป้าก็รักษาโดยการทานยาประมาณ 5 วัน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น มันก็ยิ่งบวมแดง และเจ็บบริเวณที่โดนเสี้ยนไม้แทงกว่าเดิม เพราะมีหนองที่แผล”

     หลังจากทานยารักษามาได้สักพักกลับกลายเป็นว่า มีอาการบวมแดงบริเวณข้อนิ้วโป้งมากขึ้น และรู้สึกเจ็บทรมานถึงขนาดที่ไม่สามารถโดน หรือสัมผัสอะไรได้ จึงตัดสินใจไปแพทย์อีกครั้ง แต่แพทย์ท่านแรกที่เคยไปหาท่านไม่สะดวก คุณสุชาดาจึงไปหา นายแพทย์ฐากูร พูนธนานิวัฒน์กุล แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เมื่อท่านได้เห็นแผลบวมอักเสบเหมือนเป็นหนองฝังอยู่ข้างใน จึงตัดสินใจทำการกรีดแผลเล็กน้อยบริเวณที่โดนเสี้ยนไม้ทิ่ม เพื่อทำการระบายหนองออก และล้างแผล ซึ่งท่านได้อธิบายว่า แผล หรือบาดแผลเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีลักษณะแตกต่างกัน แต่ในเบื้องต้นต้องวินิจฉัยจากความสะอาดของแผล, ลักษณะการขาดของผิวหนัง และระยะเวลาของการเกิดแผล รวมถึงโรคประจำตัวของผู้ป่วย

    ที่ได้ข้อสรุปว่าบาดแผลของคุณสุชาดาถือได้ว่าเป็นแผลติดเชื้อ (infected wound) ซึ่งหมายถึง แผลที่มีการอักเสบลุกลามเป็นบริเวณกว้างจนทำให้มีอาการปวด บวม แดง และร้อน ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อที่มีสิ่งแปลกปลอม หรือมีสิ่งปนเปื้อนมากในแผลจนทำให้เป็นหนอง หรือช้ำเลือดช้ำหนอง ซึ่งส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเริ่มตาย

    ในช่วงแรก ๆ นั้นคุณสุชาดาต้องลาพักงาน 5 วันเพื่อรักษาแผล เพราะไม่สามารถโดน หรือจับสัมผัสอะไรได้ หลังจากรักษามาได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ยังไม่ดีขึ้นทั้งที่แผลเล็กนิดเดียว จึงไปพบหมอเป็นครั้งที่สามภายในเวลาไม่ถึงเดือน แม้จะรักษาโดยการทานยา และล้างแผลทุกวันก็ตาม เมื่อคุณหมอเห็นอาการของแผลที่ไม่ดีขึ้น เพราะมันบวมทั้งนิ้วโป้ง จึงตัดสินใจกรีดแผลเป็นครั้งที่สอง

    จนรุ่งเช้าในวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 คุณหมอนัดมาล้างแผลหลังจากกรีดแผลไปในเมื่อวาน เมื่อคุณหมอเห็นอาการแผลที่ยังไม่ดีขึ้น จึงพูดขึ้นมาว่า “ทานยาก็เอาไม่อยู่ เนื่องจากนิ้วมือของคนเราจะมีส่วนชั้นผิวของนิ้ว และส่วนชั้นลึกของนิ้วที่อยู่ระหว่างกระดูกกับเนื้อเยื่อ ซึ่งบริเวณนี้จะมีช่องว่างเหมือนโพรง ถ้ามีการติดเชื้อบริเวณนี้แล้วไม่ได้ทำการระบายออก จะทำให้แผลยิ่งอักเสบมากขึ้นถึงขั้นรุนแรงจนทำให้กระดูกติดเชื้อ แล้วสุดท้ายอาจจะสูญเสียนิ้วได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวาน กับโรคไตจะรักษายากมาก” คุณหมอตัดสินใจที่ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด จึงให้คุณสุชาดานอนโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงกลัวว่าจะติดเชื้อในชั้นลึกของนิ้ว แต่ก่อนการผ่าตัดครั้งที่สามนี้ คุณหมอต้องทำการวินิจฉัยสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และการแพร่กระจายของเชื้อโรค ที่จะส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น


    คุณหมอเริ่มฉีดยาชาบริเวณนิ้วมือ แล้วกรีดแผลเพื่อเปิดช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก ซึ่งต้องกรีดเปิดแผลกว้างกว่าครั้งที่สอง และคว้านลึกกว่าเดิม โดยเริ่มกรีดแผลที่เดิม แล้วลากยาวตามปลายนิ้วที่โค้งมน แล้วค่อยมากรีดด้านข้างของนิ้วอีกที เพื่อทำการเปิดแผลหาดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่หรือไม่ แต่ปรากฏว่าไม่พบสิ่งแปลกปลอม คุณหมอจึงทำการรักษาโดยการขูดเอาเนื้อเยื่อที่เป็นหนองออก และฉีกยาแก้อักเสบ กับยาฆ่าเชื้อตามที่ได้วินิจฉัยมาว่าควรมีความถี่ในการให้ยายังไง เพราะยาแต่ละตัวไม่เหมือนกัน การให้ก็ไม่เหมือนกัน แต่ในกรณีนี้คุณหมอเลือกให้ยาทุก 6 ชั่วโมงกับทุก 8 ชั่วโมง ควบคู่ไปพร้อมกับการล้างแผลทุกวัน ทุกเวลาที่ครบกำหนด หลังจากการผ่าตัด คุณหมอก็ตัดเนื้อเยื้อที่สร้างขึ้นมาใหม่ไปตรวจหาเชื้อโรค เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียว่ายังมีอยู่หรือไม่ จนผลออกมาว่าไม่มีเชื้อโรคอะไรอยู่ จึงสบายใจทั้งสองฝ่าย ถือว่าความโชคดียังเข้าข้างคุณสุชาดาที่ไม่มีโรคเบาหวาน และโรคไต ทำให้การรักษาไม่ซับซ้อนไปมากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องทำการรักษาโดยการพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลาอีก 10 วัน

    คุณสุชาดาได้กลับไปรักษาต่อที่บ้านจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2556 คุณหมอนัดตัดไหม และล้างแผลตามลำดับมาเรื่อย ๆ จนแผลดีขึ้น และกลับไปทำงานตามปกติในวันที่ 21 สิงหาคม 2556 ถึงแม้จะทำงานไม่เต็มร้อย เพราะหยิบจับอะไรไม่ค่อยถนัด ด้วยความรู้สึกเสียว และเจ็บจี๊ดที่บริเวณแผล   “ในช่วงแรก ๆ ที่กลับมาทำงานก็ทำอะไรไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ก็ทำงานเป็นปกติได้แล้ว ระหว่างที่ทำงานก็ใส่ถุงมือป้องกัน ซึ่งปกติก็ใส่อยู่แล้ว แต่ระวังมากขึ้นกว่าเก่าเพราะด้วยเราทำงานเป็นพยาบาล ก็กลัวจะติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป แต่ถือว่าโชคดีเพราะด้วยหน้าที่การงานทำให้เราได้รู้วิธีการดูแลรักษา และรู้วิธีการป้องกันกว่าคนอื่นทั่วไป ป้าก็จะควบคุมอาหารเอง และงดทานพวกไก่ ทั้งที่คุณหมอบอกว่าทานได้เพราะเป็นโปรตีน จะไปช่วยสร้างเนื้อเยื้อได้ดี แต่ด้วยอายุที่มากก็เลยงดที่จะไม่ทานพวกไก่ หรือพวกโปรตีนเยอะ แต่จะมาเน้นทานไข่ขาวแทน ซึ่งทุกคนที่เป็นแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลอะไรก็สามารถทานได้ และมันก็ได้ผลดีเช่นกัน” หลังจากนั้น บริเวณปลายนิ้วที่ถูกขูดออกไปก็สร้างเนื้อเยื้อขึ้นมาใหม่ จนทำให้นิ้วโป้งข้างซ้ายที่โดนเสี้ยนไม้ทิ่มจะยาวกว่านิ้วโป้งข้างขวา ซึ่งคุณหมอบอกว่าต้องใช้ระยะเวลา มันจะกลับมาเท่ากันเหมือนเดิม

    ตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ๆ ที่ลาหยุดงานเพื่อทำการรักษา และอีก 3 เดือนกว่า ๆ ที่แผลจะกลับมาหายดีเป็นปกติ จากแผลเล็กๆ ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในเดือนกรกฎาคมกับระยะเวลาที่ยาวนานที่มาเกือบสิ้นสุดการรักษาในเดือนพฤศจิกายน มีความรู้สึกมากมายเข้ามาให้รู้สึกนึกคิด “ยอมรับว่าเครียด และกังวัลมาก เพราะนิ้วเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการทำงาน และในชีวิตประจำวัน กลัวไม่หาย และจะถูกตัดนิ้วมาก ตอนนี้ก็ไม่ต้องทานยา หรือล้างแผลเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ยังปิดแผลเพราะกลัวเชื้อโรคเข้า ถ้าเปียกก็มีเช็ดแผล และเปลี่ยนที่ปิดแผลบ้าง”

    นพ. ฐากูร ได้ยกตัวอย่างพร้อมคำแนะนำเพิ่มเติ่มว่า “ถ้ามีแผลให้รีบมาโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นแผลมีดบาด แผลที่ถูกทิ่มแทง และแผลจากสัตว์กัด แผลเหล่านี้จะติดเชื้อโรคได้ง่าย ถ้าหากเราล้างแผล และซื้อยามาทานเองแล้ว อาการจะต้องดีขึ้น แต่ถ้าหากทานยาจนหมดแล้วยังไม่หายขาด หรือแผลไม่ดีขึ้น แสดงว่าการทานยาอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ก็ควรมาโรงพยาบาลเพื่อเพิ่มระดับจากการทานยามาเป็นการฉีดยาฆ่าเชื้อ หรืออาจจะต้องผ่าตัดเพื่อระบายหนอง ซึ่งเราจะจัดการแผลตามสภาพ โดยเฉพาะกรณีที่ถูกเสี้ยนตำจนค้างข้างใน และคนที่เป็นแผลที่เท้าจะอันตรายมาก เพราะบริเวณนี้เลือดจะไหลเวียนไม่ค่อยดีเท่าบริเวณมือ ที่สำคัญอยากให้ตรวจสุขภาพเป็นระยะเพื่อได้รู้ว่าเป็นโรคอะไร เวลามีแผลก็จะได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี เพราะบางทีคนที่เป็นแผลแต่ไม่รู้ตัวว่ามีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ซึ่งจะสายเกินไปที่จะรักษา นอกจากการตัดทิ้งเท่านั้น ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้แผลเรื้อรังจนไม่สามารถรักษาได้  เมื่อเป็นแผลจากอะไรก็ตาม ควรพบแพทย์ทันทีเพราะแผลติดเชื้อน่ากลัวกว่าโรคมะเร็ง ในบางกรณีที่ติดเชื้อไปถึงหัวเข่า แม้ทำการผ่าตัดเพื่อกรีดระบายหนองออกก็ไม่หาย เพราะหากเกิดการติดเชื้อจนทั่วร่างกายแล้ว ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ จะทำงานผิดปกติ และค่อย ๆ หยุดทำงานลงจนเสียชีวิตได้ในที่สุด และบางคนก็จะเกิดอาการช็อค และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เพราะเชื้อพวกนี้คาดเดายาก และลุกลามเร็วมาก ฉะนั้นอย่ารอช้าจนไม่สามารถรักษาได้” แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้ และจดจำจนเป็นแบบอย่างเตือนใจใครหลาย ๆ คนคือ ‘การไม่ประมาท’ อย่าคิดว่า ไม่เป็นไร ถ้าไม่ใส่ถุงมือเพื่อป้องกัน อย่าคิดว่า ไม่เป็นไร ถ้าโดนอะไรทิ่มแทงเพียงเล็ก อย่าคิดว่า ‘ไม่เป็นไร’ เพราะมันเป็นการทำร้ายเราทางอ้อมโดยที่เราไม่รู้ตัว





 เรื่องอื่น ๆ




bANK
23 กรกฎาคม 57 20:52
มีโอกาสได้ ตัดขาทิ้งไมครับ ?
1

สโนว์
6 มกราคม 58 10:36
พ่อหนูโดนเสี้ยนหนามตำ แกก็ใช้เข็มแทงออกตามปกติของแก เพราะแกโดยบ่อยมาก แต่มาคราวนีมันไม่หาย ปวดระยมอยุ่สองสามวันแก่ตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลจะนะใกล้บ้าน หมอกรีดแผลออก มีเลือดสีดำออกมาเยอะมาก แล้วใหมาล้างแผลทุกวัน แต่พ่อเป็นคนค่อนข้างดื้อสักหน่อย แก่ล้างแผลเอง สัปดาห์หนึ่งผ่านไป แผลยังไม่หาย ปวดและระดมมกกว่าเดิม พ่อตัสินใจไปหาหมอที่คลินิกในตัวเมืองจะนะ คลินิกชุมชน พ่อบอกใหหมอตัดนิ้วแกทิ้ง เพราะแกปวดมากแล้ว แต่หมอก็ไม่ได้ตัดหรอกคะ หมอทำการกรีดนิ้วโป้งอีกหนึ่งครั้ง ก็ไมพบอะไร ให้ยามาทานตามปกติ สองสัปดาห์ผ่านไปพ่อยังเจ็บเหมือนเดิมจึงกลับไปที่โรงพยาบาลจะนะอีกครั้ว คราวนี้หมอได้ส่งตัวพ่อไปโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลสงขลา(เกาะยอ)หมอให้ยาพ่อมากิน ห้ามแกะ แคะแผล ระหว่างนั้นพ่อแกก็ไปหายาสมุนไพรมาต้มกินด้วย หมอนัดมาหาสัปดาห์ละครั้ง พ่อไปอยุ่สามสัปดาห์ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย นิ้งโปงแกยังวมระดมช้ำจนเป็นสีดำ ตอนนี้โรงพยาบาลสงขลาส่งตัวพ่อมาที่โรงพยาบาบสงขลานครินทร์(ม.อ.) หนูอยากรุ้ว่าตกลงพ่อเป็นอะไรคะทำไมแผลแกยังไม่หาย หนูรู้สึกใจคอไมดีเลยคะ
2

คนนั่ง รอรถเมล์
10 มกราคม 58 1:22:
คือเเฟนหนูเค้าเป๋นเเผลมานานมากเเล้ว เป็นบริเวณคาง คือตอนเเรกเค้าบอกว่ามันเป็นฝี เเล้วมันบวมขึ้น มาก จึงไปหาหมอ หมอก็บอกว่าต้องผ่า พอผ่าเสร็จมันก็ยุบลง เเต่เเผลจุดเป็นหลุมยุบลงไปคล้ายๆ เหมือนคางโดนเจาะ อยากรู้ว่ามันจะเป๋นอะไรมากมั้ยค่ะ
4

ฮัมซะฮ ราชแดหวา
27 เมษายน 60 21:08
ผมเป็นแผลเนื่องจากอุบัติเหตุรถคว่ำ เข้าใจว่าแค่โดนเศษกระจก แต่ตอนนี้ผ่านมา 1 เดือนเต็มแผลยังมีลักษณะคงที่ คือ เป็นหนอง บริเวณรอบๆ มี่สีแดง เป็นๆ หายๆ ทั้งหนอง และบริเวณรอบๆ แต่ไม่มีอาการเจ็บแต่อย่างใด
5




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink