สมุนไพรแก้ไข้หวัด
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    บรรยากาศตอนนี้ได้ยินใคร ๆ หลายคนฮึดฮัดฟึดฟัดกันใหญ่ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนเป็น “หวัด” กันทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าอากาศ และยิ่งเป็นที่จังหวัดภูเก็ตก็เท่าที่ทุกคนทราบว่าฝน 8 แดด 4 ก็คือมีฤดูฝน 8 เดือน และฤดูร้อน 4 เดือน  สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย  เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็นสลับไปมาจนร่างกายปรับตัวปรับสภาพไม่ทันจนเป็นหวัด เป็นไข้กันทั่วหน้า

    โรคหวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสติดต่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉลี่ยแล้วทุกคนจะติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของหวัดปีละหนึ่งครั้ง ทำให้ต้องสูญเสียแรงงาน เวลาเรียน และสิ้นเปลืองเงินทอง การเอาชนะเชื้อไวรัสได้ต้องอาศัยภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เนื่องจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของหวัดมีอยู่เกือบ 200 ชนิด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำให้เกิดการอักเสบในทางเดินหายใจส่วนบน การเกิดโรคขึ้นในแต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อหวัดเพียงชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วคนเราจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดชนิดนั้น ในการเจ็บป่วยครั้งใหม่ก็จะเกิดจากเชื้อหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ

    หลายคนรู้สึกกังวลใจว่าทานยาฝรั่งก็ยังไม่ดีขึ้น กลัวว่าทานยาฝรั่งนาน ๆ ไปก็จะดื้อยา หรือเกิดผลข้างเคียงทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่า เลยไม่ค่อยอยากจะทานยา หากไม่จำเป็นจริง ๆ นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่ผืนแผ่นดินของเราอุดมไปด้วยพืชสมุนไพรที่มีคุณค่ามากมายมาย แค่รู้จักสรรพคุณ รู้จักทานให้ถูกวิธี ก็จะขจัดความกังวลใจนี้ไปได้ หากไม่มีความรู้ด้านนี้ก็อาจขอคำปรึกษาจากร้านขายยาสมุนไพรที่มีตัวยาสมุนไพรแก้โรคมากมาย มีประสิทธิภาพดีพอ ๆ กับยาฝรั่ง และผลข้างเคียงต่อร่างกายก็น้อยจนแทบไม่มีเลยก็ว่าได้

    ขึ้นชื่อว่าสมุนไพร คนทั่วโลกรู้จักกันดี ในแต่ละท้องถิ่น ของแต่ละประเทศ มีการใช้สมุนไพรมาตั้งแต่โบราณ จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้ลองผิดลองถูก และจดบันทึกไว้ จนลูกหลานในปัจจุบันสามารถนำมาใช้ได้อย่างมั่นใจในสรรพคุณ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เรามีตำรับกลางบ้านที่มีส่วนผสมของสมุนไพรต้านหวัดมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริก ดีปลี พริกไทย ตะไคร้ ข่า ฟ้าทะลายโจร กระเทียม หอมใหญ่ กะเพรา และขิง ที่มีสรรพคุณเกินตัว ขิงมี ‘พฤกษเคมี’ หรือ ‘ไฟโตนิวเทรียนท์’ หลายชนิดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาสจับกินไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีขึ้น สรรพคุณช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น (หวัดเย็น คือรู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะมักเหลวใส) และยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด และข้ออักเสบได้อย่างดี
    ถ้าย้อนไปในอดีตทางการแพทย์จีนมักจะใช้ประโยชน์จากขิงสด และขิงแห้งแตกต่างกัน โดยจะใช้ขิงแห้งในภาวะที่ขาดหยาง (คือ ภาวะที่ร่างกายมีอาการเย็น หนาวง่าย ทนต่อความเย็นได้น้อย และการย่อยอาหารไม่ดี) ส่วนขิงสดจะใช้กำจัดพิษที่เกิดจากการติดเชื้อภายในร่างกาย โดยการขับพิษออกมาทางเหงื่อ และขิงสดยังช่วยปรับสภาพในภาวะร่างกายที่มีอาการเย็นได้เช่นเดียวกันกับขิงแห้ง สำหรับคนที่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ้าใช้ขิงสดสับให้ละเอียด แล้วนำมาต้มดื่มในขณะที่ท้องว่างก็ช่วยให้อาการดีขึ้น

    การทำน้ำขิงก็ไม่ยุ่งยาก แค่หยิบขิงจากในตู้เย็นที่มักจะใช้ทำกับข้าวมาสักแง่ง ยาวประมาณ 4-5 นิ้วกำลังดี หรือหาซื้อจากตามตลาดทั่วไป เลือกขิงแบบไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป เพราะขิงอ่อนต้มแล้วไม่หอม ส่วนขิงแก่เมื่อต้มแล้วจะทั้งเผ็ดและร้อน เมื่อได้ขิงแล้วก็นำมาล้างให้สะอาด ปอกผิวออก หั่นเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณนิ้วหัวแม่มือ ต้มน้ำสะอาด 8 ถ้วยกาแฟให้เดือดพล่าน แล้วหรี่ไฟลง จากนั้นบุบขิงที่หั่นไว้ให้แตกแล้วหย่อนลงน้ำ ต้มต่อไปไม่เกิน 10 นาที (ถ้าต้มไฟแรงจัด ๆ หรือต้มนานจนเกินไปกว่านี้ความร้อนจะทำให้สารสำคัญบางอย่างที่ออกฤทธิ์รักษาอาการปวดข้อสลายตัวไปได้ และกลิ่นหอมของขิงซึ่งเกิดจากนำมันหอมระเหยก็จะระเหยไปด้วยเช่นกัน) เมื่อเนื้อขิงลอยขึ้นมา ให้ไส่น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะพูนแล้วดับไฟ คนจนน้ำตาลละลาย จะได้กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยจากขิง จากนั้นให้รีบกรองเอากากขิงออก อย่าปล่อย หรือแช่ทิ้งไว้นาน เพราะจะทำให้น้ำขิงมีรสเข้มข้นเกินไป การดื่มน้ำขิงที่มีรสเข้มข้น หรือจัดจนเกินไป จะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร และลำไส้ ซึ่งจะทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ อีกทั้งอาหารก็จะไม่ย่อย ให้ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหารไปแล้วครึ่งชั่วโมง - 1 ชั่วโมง ดื่มเพียงครู่เดียวจะได้ยินเสียงเรอพร้อมอาการสบายท้อง สบายตัวตามมาแน่นอน แต่ผู้ที่มีอาการร้อนใน คอแห้ง เจ็บคอ ไม่ควรดื่ม หรือรับประทานขิงเด็ดขาด

    นอกจากสมุนไพรไทยแล้วบางตำรับยาต้านหวัดยังมีสมุนไพรจีนผสมเข้ามาด้วย

    ในภูเก็ตมีร้านยาสมุนไพรไทย จีน เก่าแก่ที่เปิดมานานนับ 100 ปีชื่อ ‘หงวนชุนต๋อง’ ได้แนะนำยาสมุนไพรชื่อ  ‘งิ้งเคี้ยวก้อยตัก’  มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหวัด แก้พิษไข้ที่มีอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ รวมไปถึงคัดจมูก ปวดศรีษะ และคออักเสบจากการไอ สนนราคาห่อละ 60 บาท ภายในห่อนี้มีตัวยาสมุนไพรกว่า 9 ชนิดได้แก่

1. กิมงิ้งฮวย 5 สลึง
2. เลี่ยงเคี้ยว 5 สลึง
3. กิมแก้ 3 สลึง
4. งู่พังจี่ 3 สลึง
5. โบ่อฮ่อ 3 สลึง
6. เต่าซี่ 8 หุน
7. กำเช้า 8 หุน
8. ต่าเต็ก 1 สลึง
9. เกงไก่ 1 สลึง

     เมื่อได้ยามาแล้วก็นำไปใส่ในหม้อ แล้วเติมน้ำประมาณถ้วยครึ่งลง พร้อมกับเปิดไฟอ่อน ๆ ต้มประมาณ 30 นาทีจนมีกลิ่นหอม ก็ยกลงมาตั้งไว้สักพัก ต้มดื่มตอนเช้า แล้วค่อยเติมน้ำเพื่อต้มดื่มสำหรับตอนเย็น แต่ถ้ายายังไม่จืดก็สามารถต้มดื่มอีกครั้งในเช้าอีกวัน ต้มดื่มต่อเนื่องกันสัก 2 – 3 ห่อแล้วแต่สภาพอาการของแต่ละคน ซึ่งยา ‘งิ้งเคี้ยวก้อยตัก’ เหมาะสำหรับคนเป็นไข้หวัด ที่คนเป็นโรคประจำตัวอะไรก็ดื่มได้ ไม่มีผลข้างเคียง แม้รสชาติอาจจะไม่ถูกปากมากนัก แต่ "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" แค่กั้นหายใจดื่มอึกเดียวเดี๋ยวก็หาย ถ้าอมไว้สักพักแล้วค่อยกลืนจะรู้สึกชุ่มคอมาก เพียงดื่มไม่นานก็จะหายดีขึ้น กลับมาร่าเริงพร้อมลุยงานได้อย่างเต็มที่แน่นอน

หมายเหตุ :
1 สลึง = 3.7กรัม
1 สลึง = 10 หุน


ขอขอบคุณ
ร้านขายยาไทยจีนฝรั่ง “หงวนชุนต๋อง”
โทรศัพท์ : 087 - 467 - 7676
และข้อมูลสมุนไพรไทย http://www.blogger.com/profile/14157566387546974348





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink