วิธีการรักษาโรคด้วยสติและสมาธิ
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    “อานาปานสติ”สามารถช่วยในการบำบัดทุกข์ทางกายและทางใจจนสามารถเอาชนะ โรคภัยไข้เจ็บได้เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนที่มีเหตุความเศร้าหมองในจิตใจ และเจ็บป่วยทางกายควรจะได้รับรู้  เป็นเรื่องของการรักษาตนเองโดยพึ่งพิงหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา

    พระวิสุทธิธรรมคณี (หลวงพ่อสมใจ) เจ้าอาวาสวัดท่าเรือ เจ้าคณะจังหวัดภูเก็ตท่านเล่าถึงสาเหตุเบื้องต้นของการอาพาธเมื่อช่วงปลายปี 2555 ว่า ท่านเข้ารักษาโรคลิ่มเลือดที่กระจุกตัวใต้ผิวหนัง บริเวณหน้าอก สืบเนื่องจากการที่ท่านประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ในสมัยวัยรุ่น ในยุคนั้นการแพทย์ไม่ได้เข้าถึงทุกพื้นที่เหมือนเช่นปัจจุบัน บ้านท่านอยู่ไกลเมืองมาก การรักษาพยาบาลของกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลจึงทำได้เพียงการบรรเทาอาการด้วยการทาน้ำมันหม่องคลายปวด ท่านสันนิษฐานว่า

    “เส้นเลือดข้างในมันบวม แล้วมันก็แตก เลือดมันออกมา กลายเป็นลิ่ม ๆ อยู่ที่บริเวณหลัง เวลาทำงานมันจะนูนขึ้นมา พอมันนูนก็ใช้ยาหม่องทาอีก รักษาเองอย่างนั้นโดยไม่ได้หาหมอเลย ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว มันบวมขึ้นมาก และเจ็บจนทนไม่ไหว เจ็บจากหลังมาทะลุหน้าอก” เลยตัดสินใจไปหาหมอคนที่หนึ่ง หมอก็บอกว่าไม่เป็นอะไร แต่กลับมาก็ไม่หาย จนได้ลูกชายของอาจารย์ปราณี สกุลพิพัฒน์ ชื่อคุณหมอศุษณะ สกุลพิพัฒน์ เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญกระดูกสันหลัง พาไปตรวจเช็คจนพบอาการผิดปกติ แล้วก็พาอาตมาไปรักษา”

    ความรุนแรงของอาการที่หลวงพ่อต้องพบเจอ คือ ความทรมานจากอาการเลือดคั่งที่ผิดปกติ จนส่งผลให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีการปูดบวม เส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถูกกดทับจนเกิดภาวะเสื่อมสภาพและตายไปในที่สุด เลือดที่เคยไหลวนอยู่ตามแผ่นหลัง ก็เกิดการเปลี่ยนทิศทาง เป็นไหลย้อนกลับมาสู่ด้านหน้าลำตัว ความเจ็บปวดจึงเพิ่มทวีเป็นความเจ็บที่รุนแรงมากประหนึ่งว่าเจ็บจนทะลุหน้าอก และส่งผลให้ท่านไม่สามารถเดินได้ตามปกติ

    หมอศุษณะเจาะเอาเลือดไปตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าMRI แล้ววินิจฉัยพบความผิดปกติของเส้นเลือดดำที่โป่งพอง ทำให้มีผลไปกดทับเส้นประสาทส่วนหน้าอก และเกิดเป็นอาการปวดบริเวณหลังร้าวไปจนถึงหน้าอก เวลาเคลื่อนไหวไปมามาก ๆ ก็จะมองเห็นเป็นก้อนนูนชัดเจน ส่วนสาเหตุที่ทำให้พระวิสุทธิธรรมคณีมีอาการชาและอ่อนแรง บริเวณลำตัวและขาสองข้างก็เป็นด้วยความผิดปกติของเส้นเลือดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งพบได้น้อยเป็นเพียงสิบคนในล้านคนที่เป็นโรคเช่นนี้  หมอขอร้องว่าอยากให้หลวงพ่อไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน เมื่อไปถึงหมอก็วินิจฉัยว่าโรคของหลวงพ่อลุกลามมากจนไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เพราะมันเสี่ยงต่อการที่จะเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต  การรักษาที่เหมาะสมต้องเป็นฉีดรังสีเท่านั้น

    สำหรับขั้นตอนของการรักษา เริ่มต้นจากวันที่ 13 ธันวาคม 2555 หลวงพ่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระยะแรกเป็นการวินิจฉัยโรค (ท่านฝากขอบคุณและอนุโมทนาบุญให้กับคุณอัญชลี  วานิช เทพบุตร) ที่ได้ช่วยติดต่อให้ท่านเข้ารับการรักษาทันท่วงที  เมื่อคณะแพทย์ได้ข้อสรุปก็เริ่มทำการรักษาครั้งแรกในอีก 4 วันถัดมา โดยแพทย์ผู้ดูแลได้ทำการฉีดรังสีเข้าไปตามเส้นเลือดที่มีปัญหา เพื่อหาจุดที่อุดตัน หรือมีรูรั่ว และทำการแก้ไข ระหว่างนั้นหมอระบุว่าคนไข้จำเป็นต้องมีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะจะมีบางช่วงจังหวะที่คุณหมอจะส่งสัญญาณให้หายใจเข้า หายใจออก และกลั้นหายใจ อยู่เป็นระยะ ๆ ที่สำคัญเมื่อพบเจอตำแหน่งที่เส้นเลือดมีความผิดปกติ เช่น มีลิ่มเลือดคั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก คุณหมอก็จะใช้ความร้อนของรังสีมาช่วยละลายลิ่มเลือดก้อนนั้น แล้วค่อย ๆ เคลื่อนส่งเลือดลิ่มนั้นไปไว้ที่บริเวณขา เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดเกิดการอุดตันที่หัวใจจนเป็นอันตรายได้อีก หลวงพ่อเล่าว่า...

    “ตลอด 4 ชั่วโมงแห่งการรักษาเป็นช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตเวลาฉีดรังสีต้องทำแบบสด ๆ คือ ต้องทำให้ผู้ป่วยมีสติสมบูรณ์ ไม่ฉีดยาสลบใด ๆ เราต้องหายใจเข้า หายใจออก กลั้นหายใจตามหมอสั่ง ทีนี้พอคุณหมอเขาพบว่าตรงไหนเป็นลิ่มเลือด เขาก็ใช้ความร้อนของรังสีละลาย บริเวณหลังนี้พอทนได้ แต่ตรงหน้าอกนี้เจ็บมากที่สุดในชีวิต เหมือนหัวใจมันจะแตกสลายไปด้วย”

    หลังจากนั้นหมอเขาให้กลับมาพักฟื้น 8 ชั่วโมง ช่วงที่พักก็นอนไม่ได้ เพราะเลือดที่มันเป็นลิ่มจะไปอุดตันตามร่างกาย แล้วจะทำให้เราหายใจไม่ออก หลวงพ่อใช้วิธีการนั่งพักฟื้นอย่างเดียวโดยอาศัยการนั่งสมาธิ ตอนแรกหลวงพ่อก็ถอดใจ ยอมแพ้  ใจไม่สู้ ไม่เอาแล้ว ไม่อยากทรมาน บอกโยมที่มาดูแลว่าขอกลับไปนอนตายที่วัดดีกว่า เขาก็บอกว่าไม่ได้ ต้องรักษาให้สุดฝีมือของหมอ หลวงพ่อยอมรับการรักษาต่อ เมื่อวินาทีแห่งความเจ็บปวดเข้าโถมกระหน่ำ หลวงพ่อบอกว่าถึงกับถอดใจและท้อถอย แต่ด้วยบุญที่ท่านใกล้ชิดพระพุทธศาสนาได้บวชเป็นพระที่อยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์มาอย่างยาวนานเกือบ 40 พรรษา และมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเพราะได้ปฏิบัติธรรมมายาวนาน แวบหนึ่งของความคิดท่านรำลึกถึงหลักธรรมการปลดทุกข์ง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำได้ มาใช้เป็นเครื่องช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ซึ่งก็คือ “การทำอานาปานสติ “

    วันที่ 19 ธันวาคม 2555 คุณหมอก็เริ่มฉีดรังสีครั้งที่ 2 หลวงพ่อใช้วิธีการกำหนดจิต ตั้งใจกำหนดลมหายใจทำอานาปานสติเข้าช่วย คือ กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก ไม่ไปเกร็งกับสิ่งที่หมอเขาทำ ไม่ไปเกร็งกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น คือ ใช้สติเพ่งมองที่ลมหายใจของตนเองเท่านั้น ซึ่งเมื่อใจเราสงบ จะทำให้กายเราสงบด้วย บางครั้งเวลาเราเจ็บมาก ๆ เราก็รู้ว่าอานาปานสติไม่ได้ช่วยให้สงบแต่กาย แต่ความเจ็บปวดมันก็ระงับไปได้ช่วงหนึ่ง ทำให้เราไม่ทรมานมาก อานาปานสติ คือ การใช้สติกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นกัมมัฏฐานที่มีความสำคัญ เพราะทำให้จิตผ่องแผ้วจากอกุศล และได้ชื่อว่าเป็นการเจริญสติปัฏฐานหรือการปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งด้วย

    หลวงพ่อบอกว่า ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น การทำอานาปานสติ คือ การพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญาของมนุษย์ มีข้อปฏิบัติทั้งสิ้น 4 ขั้นตอน

    “การฝึกอานาปานสติ สามารถฝึกได้ทั้งแบบนั่งและแบบนอน คือ อยู่ในอิริยาบถไหนก็ได้ แต่ต้องใช้ลมหายใจเป็นตัวกำหนด โดยเริ่มจาก...

    ขั้นที่ 1 กำหนดลมหายใจเข้ายาว หายใจออกยาว ใช้สติกำหนดอยู่ หายใจเข้าสั้น หายใจออกสั้น ก็ใช้สติกำหนด

    อย่าให้สติหลุดไปที่อื่น

    ขั้นที่ 2 ก็พิจารณาดูว่าลมหายใจมีผลอย่างไรกับร่างกาย

    ขั้นที่ 3 ให้เพ่งมองดูว่าลมหายใจกับร่างกายสัมพันธ์กันอย่างไร ลมหายใจสงบ กายก็สงบ ลมหายใจไม่สงบ กายก็ไม่สงบ

    ขั้นที่ 4 พยายามทำให้ลมหายใจสงบ ร่างกายขึ้นอยู่กับลมหายใจ ลมหายใจเป็นตัวปรุงแต่งร่างกาย พอลมหายใจสงบแล้วมันก็จะเกิดความเย็น เกิดความปีติ ซึ่งก็หมายถึงเริ่มจะเป็นสมาธิ ทีนี้ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเราไม่ไปเพ่งมอง เราก็จะไม่รู้สึก... “

    สำหรับอานาปานสติ บางคนต้องฝึกเป็นเดือน เป็นปี จึงจะถึงขั้นที่สามารถทำให้ลมหายใจสงบได้ เพราะจิตใจและลมหายใจมันยังไม่เชื่อง คุมไม่อยู่ ก็เหมือนฝึกสัตว์ดุร้าย พอฝึกไปนาน ๆ จิตใจก็จะค่อย ๆ เชื่องขึ้น พอคุมลมหายใจได้ ลมหายใจที่สงบก็จะไปคุมร่างกายอีกที มันก็จะไปตามลำดับเอง แล้วพอไปถึงขั้นที่สงบ มันก็จะดีกับสุขภาพมาก มันเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจ แล้วถ้าทำถูกวิธี มันก็รักษาโรคได้ผล คือ มันจะช่วยระงับความเจ็บปวดที่รุนแรงให้ลดลงมาพอสมควร”เมื่อความเจ็บปวดลดลง การรักษาก็ดำเนินไปได้ด้วยความสะดวก

    การฉีดรังสีในครั้งที่ 3 ซึ่งมีระยะเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 5 ชั่วโมงก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และในวินาทีที่การฉีดรังสีครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น หลวงพ่อก็บอกว่า รับรู้ถึงความรู้สึกตรงบริเวณปลายเท้า ที่ก่อนหน้านี้เกิดอาการชาและเดินไม่ได้ เมื่อครบในกระบวนการรักษา ก็เข้าสู่กระบวนการพักฟื้น ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือนที่หลวงพ่อต้องนอนพักรักษาตัว ปัจจุบันนี้พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิธรรมคณีท่านสามารถเดินได้ แม้นจะไม่ปรกติเหมือนก่อนที่ยังไม่อาพาธ แต่ก็นับว่าร่างกายตอบสนองและมีการฟื้นตัวที่น่าพอใจ เหลือเพียงแต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มหรือร่างกายกระทบกระเทือนเท่านั้น ท่านกล่าวว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ เนื่องจากหลวงพ่ออาจจะโชคดีที่ได้ปฏิบัติและใกล้ชิดกับหลักธรรมอันเป็นเรื่องของจิตใจ มาช่วยในการรับการรักษานั่นเอง การหยิบเอาหลักธรรมมาใช้ในยามเจ็บไข้ไม่สบายจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความจริงแล้ว แม้จะไม่ได้เป็นพระก็สามารถฝึกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ได้ ฝึกวันละนิดวันละน้อย ไม่นานพอจิตมันเชื่อง มันก็จะสามารถควบคุมได้เอง

    ศรัทธาในพระพุทธศาสนากับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน สำหรับหลวงพ่อ ท่านเจ้าคุณ”พระวิสุทธิธรรมคณีท่านเน้นย้ำว่า เรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น เหมือนสุภาษิตว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อใจป่วย กายก็ป่วย เมื่อใจปวด กายก็ปวด ดังนั้นการฝึกปฏิบัติให้จิตใจเกิดความเข้มแข็ง อดทน พร้อมรับกับทุกสถานการณ์จึงเป็นอีกทางช่วยหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายของมนุษย์เกิดความเข้มแข็งตามมา เช่นเดียวกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า...

    ‘จิตตํ ทนตํ สุขาวหํ’ จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้

ขอขอบคุณรูปจาก...
http://www.pinmonthon.com/





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink