ต้นโหรา... อันตรายที่มาจากความไม่รู้และเข้าใจผิด
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    “ไม่ทันกินเนื้อเลย แค่ชิมน้ำแกงไม่ถึงช้อน ก็รู้สึกเจ็บแปลบ เหมือนมีเข็มร้อย ๆ เล่มทิ่มจากปากจนถึงคอ” คำบอกเล่าของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง กล่าวถึงความเจ็บปวดที่ได้รับหลังจากซดน้ำแกงส้มโชนไปเพียงเสี้ยววินาที

    นี่ไม่ใช่ผู้ประสบเหตุคนแรกที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรับประทาน ‘โหรา’ พืชในตระกูลบอนรูปร่างคล้ายกับ ‘โชน’ หรือ ‘ต้นออดิบ’ ที่หลายคนชอบรับประทาน

    แต่… ‘โหรา เป็นพืชมีพิษ รับประทานไม่ได้! ’

    ก่อนที่จะเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เราขอปูพื้นพาคุณมาทำความรู้จักกับ‘โหรา’ และ ‘โชน’ กันสักเล็กน้อย โดยคุณชาลี สิตบุศผ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต อธิบายว่า พืชทั้งสองชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน คือ ‘พืชตระกูลบอน’ ซึ่งประชาชนทั่วไปรู้จัก และนิยมนำมาประกอบอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น แกง ยำ ต้ม ลวก หรือกินดิบ แต่ด้วยความที่พืชตระกูลบอนนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งแบบกินได้และแบบกินไม่ได้ ลักษณะที่คล้ายคลึงกันของใบและรูปร่างก้านของแต่ละชนิด จึงอาจทำให้หลายคนเกิดความเข้าใจผิดหรือไม่รู้ เผลอไปนำชนิดที่กินไม่ได้มาประกอบเป็นอาหารบริโภค จนสุดท้ายก็ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล

    “สำหรับพืชตระกูลบอนชนิดที่กินได้นะครับ จะมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia indica Hassk., Colocasia gigantea Hook.f.  ภาคกลางเรียกว่า คูน ภาคเหนือเรียกว่า กระดาดขาว หรือ ตูน ส่วนภาคใต้เราจะมีหลายชื่อ บางจังหวัดก็เรียกว่า ออดิบ บางจังหวัดเรียก ออกดิบ หรือบางจังหวัดก็เรียก โชน ครับ... ”

    “ ...ส่วนชนิดที่กินไม่ได้ จะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Alocasia macrorhiza Schott ในภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า โหรา เอาะลาย กระดาดดำ หรือ บึมปื้อ แล้วแต่ว่าท้องถิ่นไหนจะเรียกแบบไหน บางที่เขาปลูกไว้เป็นไม้ประดับ กินไม่ได้ เพราะมีพิษ แต่ถ้าเผลอกินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองในคอ ปาก และลิ้น”

    แม้จะเป็นพืชในตระกูลบอนเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ชนิดเดียวกัน ดังนั้นย่อมมีความแตกต่างกันบ้าง โดยวิธีการสังเกต คือ โชน (กินได้) จะเป็นพืชใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายลูกศร มีนวลหรือแป้งเคลือบตั้งแต่ก้านใบยาวไปจนถึงแผ่นใบ โดยมี 2 แบบ คือ แบบใบสีเขียว ที่จะมีใบสีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอมขาว และแบบสีม่วง ที่บริเวณใบและก้านจะมีสีม่วงเข้ม

    ส่วนโหรา (กินไม่ได้) จะมีใบที่ใหญ่กว่าโชน รูปร่างคล้ายตาลปัตร มีลักษณะใบตั้งตรงจากโคนต้นไปถึงยอด มีเส้นก้านของใบชัดเจน ขอบใบหยัก ใบมีสีเขียวเข้ม เป็นมัน หนา และไม่มีนวลหรือแป้งเคลือบเหมือนอย่างโชน


    “ต้นโชนกับต้นโหรา ถ้าดูจากภายนอกนะ ผมว่ามันต่างกันจนสามารถสังเกตเห็นได้ชัด เช่น ต้นโชนมีนวล ต้นโหราไม่มีนวล ลักษณะใบก็ไม่เหมือนกัน สีใบก็ต่างกัน แต่ที่มักมีปัญหา คือ เวลาตัดมาแล้วเหลือเฉพาะก้าน มันจะคล้ายกันมาก ยิ่งถ้าลอกเปลือกของก้านออก จะยิ่งแทบแยกความแตกต่างไม่ได้เลย”


    ย้อนกลับไปในวันหนึ่งของปีที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ท่านนี้เล่าว่า คุณแม่ได้ทำอาหารรับประทานเหมือนเช่นทุกวัน วันนั้นเธอได้ปรุงเมนู ‘แกงส้มโชน’ ซึ่งก็มักจะทำอยู่เป็นประจำ โดยมีคนสวนช่วยตัดต้นโชนที่ปลูกอยู่ริมรั้วภายในบ้านมาให้ แต่อาจจะด้วยความไม่รู้ว่าภายในกอต้นโชนขนาดใหญ่นั้นมี ‘ต้นโหรา’ ขึ้นแทรกอยู่ คนสวนเลยตัดมารวมกัน และคุณแม่ก็อาจเผลอลืมสังเกต เพราะเมื่อตัดมาเหลือแต่ก้าน ลักษณะของโชนและโหราจะคล้ายกันมาก จึงนำมาปรุงเป็นอาหารในถ้วยเดียวกัน ซึ่งเมื่อผู้ใหญ่ท่านนี้ได้รับประทาน เพียงแค่การชิมน้ำแกง พิษที่มีอยู่ภายในโหราก็ทำงานทันที โดยอาการจะเป็นเหมือนดั่งมีเข็มร้อย ๆ เล่ม ทิ่มแทงอยู่ภายในปาก มีลูกไฟเป็นร้อย ๆ ลูกวิ่งผ่านไปในลำคอ ร้อนวูบวาบ ปวดแสบปวดร้อน ลิ้นแข็ง พูดไม่ได้ ทรมานเป็นที่สุด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล

    “โหราที่มันกินไม่ได้ เพราะมันมีสารพวก Calcium Oxalate ซึ่งเป็นผลึกรูปเข็ม มันไม่ละลายน้ำ ถ้าโดนก็จะเป็นผื่นคัน เขาก็เลยมักจะบอกว่าให้สังเกตเวลาตัด ถ้าตัดแล้วคัน ลอกเปลือกก้านแล้วคัน สันนิษฐานได้ว่าเลยนั้นคือ ต้นโหรา แต่ถ้าเผลอไม่ทันสังเกต หรือว่าบางคนไม่รู้ เอาไปปรุงเป็นอาหารแล้วกินเข้าไป ก็จะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนในปาก บางคนเป็นหนักถึงต้องเข้าโรงพยาบาล กินอาหารไม่ได้หลายวันเลยครับ”

     สำหรับวิธีการรักษาของผู้ที่เผลอไปรับประทานโหราที่มีพิษนั้นมักดูตามอาการที่ได้รับ เช่น หากเกิดเป็นแผลพุพองในปากและลำคอจำนวนมาก ก็ต้องรักษาแผลเหล่านั้นให้หายด้วยการทานยา และรับประทานอาหารเหลว อย่าง ข้าวต้ม และโจ๊ก งดรับประทานอาหารรสจัด เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

    ส่วนการปฐมพยายาบาล น.พ.นพพร ชื่นกลิ่น นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เคยได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถึงกรณีที่มีพนักงานธนาคารเมืองนครศรีธรรมราช กินแกงส้มโชน ที่มีโหราผสมอยู่ จนต้องห่ามส่งโรงพยาบาลนับสิบคน เมื่อปี 2549 ว่า “หากเผลอรับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกผิดปกติ ก็ให้หยุดทันที รีบล้างปาก ดื่มนมเย็น หรือไอศกรีม เพื่อลดอาการระคายเคืองเฉพาะที่ แต่ห้ามทำให้อาเจียน เพราะจะทำให้สารพิษย้อนขึ้นมาสัมผัสเยื่อบุปากและคออีกครั้ง แล้วจึงรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว” ในขณะที่บางกระแสก็มีการปฐมพยาบาลแบบอื่น ๆ เช่น บ้วนปากด้วยน้ำมะพร้าว หรือให้ดื่มน้ำส้มสายชูหมักของฝรั่งสักสองสามช้อนโต๊ะ  (ไม่ใช่น้ำส้มสายชูกลั่นแบบไทย) เพราะความเป็นกรดของน้ำส้มสายชูหมักจะลดการระคายเคืองจากผลึกรูปเข็มแหลมเล็กของโหราที่กระจายอยู่ตามคอ และหลอดอาหาร และบ้างก็บอกว่าให้รีบหาน้ำตาลทรายขาวหรือแดงมาอมอย่างด่วนที่สุด เพื่อเป็นการบรรเทาอาการก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลต่อไป

    แม้เราจะไม่สามารถชี้ชัดให้คุณผู้อ่านทราบได้ว่า วิธีการปฐมพยาบาลแบบใดเป็นวิธีการที่ใช่ และถูกต้องตามหลักการแพทย์มากที่สุด แต่เราก็มีข้อป้องกันมาฝากกัน นั่นคือ เราควรมั่นใจก่อนทุกครั้งที่จะรับประทานอาหารเมนู ‘โชน’ ว่าเป็นชนิดที่ไม่มีพิษ โดยอาจจะเป็นการตัดมาจากต้นที่ปลูกเองกับมือ หรือผู้ที่รู้จักพืชชนิดนี้จริง ๆ ตัดมาให้ ไม่ซื้อโชนจากแหล่งที่เชื่อถือไม่ได้ ในระหว่างที่ประกอบอาหาร หากรู้สึกคัน หรือผิดปกติ ก็ให้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นว่าอาจจะมีต้นโหราปนเข้ามา และท้ายที่สุดการรับประทานเมนูโชนกับร้านอาหารนอกบ้าน ก็ควรจะเป็นร้านที่เราสามารถไว้วางใจได้ เพราะไม่อย่างนั้น คุณอาจจะต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่เผลอรับประทานต้นโหราเข้าไปแบบไม่รู้ตัวก็ได้ค่ะ


อ้างอิงข้อมูลจาก...
http://news.sanook.com/crime/crime_51897.php
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=plaipanpim&month=08-2010&date=21&group=1&gblog=82






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink