ต้อเนื้อ : ภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    เมื่อดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ เวลาจะพูดคุยกับใคร หรือจะสื่อสารกับบุคคลใด ผู้ที่มีบุคลิกดีก็มักจะสบตาคู่สนทนาด้วยเสมอ แต่หากสบตาแล้วทำให้เขามองเห็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ สีขาวนวลกำลังบดบังอยู่ในดวงตาของเราแล้วล่ะก็ หลายคนก็คงขาดความมั่นใจ และพลอยทำให้เสียบุคลิกไปไม่น้อย

    ฉบับเปิดฤกษ์ศักราชใหม่ในปี 2556 เช่นนี้ เราจึงขอนำความรู้เกี่ยวกับการดูแลและรักษาดวงตาให้สวยใส ปิ๊งปั๊ง ปราศจาก ‘ต้อเนื้อ’ ภาวะเสื่อมของเยื่อบุตามาฝากกันคะ

    ‘ต้อเนื้อ’ เป็นภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ที่ถูกรบกวนจากแสงแดดและสายลมเป็นระยะเวลานานติดต่อกันหลายปี จนทำให้เยื่อหุ้มใส ๆ บริเวณเนื้อตาขาวค่อย ๆ สร้างพังผืดขึ้นมาปกคลุมที่ละนิดทีละน้อย แล้วพัฒนาจนกลายเป็นเนื้อเยื่อสีครีมรูปสามเหลี่ยม มีฐานอยู่บริเวณหัวตาหรือหางตา ส่วนปลายงอกลุกลามเข้าสู่ใจกลางตาดำ

    พญ. กนกวรรณ สวนแย้ม จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต บอกว่าในอดีตหลายคนมักเข้าใจว่าการเป็นต้อเนื้อจะพบได้เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้วในคนวัยหนุ่มสาวที่ต้องทำงานท่ามกลางธรรมชาติและฝุ่นควัน เช่น เกษตรกรทำไร่นากลางแจ้ง ผู้ที่ทำงานกลางแดด ริมชายหาด และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่ใส่แว่น หรือสวมใส่หมวกกันน็อกที่มีกระจก ปล่อยให้สายตาต้องต่อสู้อยู่กับภาวะการโกรกแดดโกรกลมเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่มีอะไรป้องกัน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อเนื้อได้ทั้งสิ้น

    “ถ้าพูดถึงกลุ่มเสี่ยง ก็จะมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมหรือมีชีวิตประจำวันต้องสัมผัสกับแสงแดด สายลม ฝุ่น ควัน ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ กับอีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีโครงสร้างทางใบหน้าช่วยในการกำบังแสงน้อย เช่น จมูกไม่ค่อยโด่ง โหนกคิ้วต่ำ หรือ คนที่มีรูปการโค้งของตาดำที่เอื้อต่อการรับแสง กลุ่มนี้เมื่อมีแสงกระทบเข้ามาในดวงตา ก็จะมีส่วนกำบังแสงน้อย และเมื่อแสงส่องมามาก ๆ ความโค้งของตาดำที่เอื้อต่อการรับแสง ก็จะทำให้เกิดจุดโฟกัส เหมือนเนื้อเยื่อบริเวณนั้นมันโดนย่างบ่อย ๆ นานวันเข้าก็จะเกิดความผิดปกติ และสร้างพังผืดขึ้นมาปกคลุมค่ะ”

    นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พบว่า ชาวเอเชียจะมีอัตราการเป็นต้อเนื้อมากกว่าชาวยุโรปหลายเท่าตัว

    ไม่เพียงแค่นั้น เพราะหลายคนยังมีความสับสนว่า ‘ต้อเนื้อ’ และ ‘ต้อลม’ คือ โรคชนิดเดียวกันหรือไม่ ประเด็นนี้ พญ. กนกวรรณ อธิบายว่า แท้จริงแล้วทั้งต้อเนื้อและต้อลมจัดเป็นโรคภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตากลุ่มเดียวกัน มีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยงชนิดเดียวกัน แต่แตกต่างกันตรงความรุนแรงของการลุกลาม โดยต้อลมจะเป็นก้อนเนื้อเยื่อสีขาวอยู่บริเวณขอบตาดำ ไม่ล้ำเข้ามา ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่เกิดการรุกล้ำ ต้อลมก็จะกลายเป็นต้อเนื้อ ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ถือเป็นโรคร้ายแรงที่จะทำอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือทำให้สูญเสียการมองเห็น ต่างกับการเป็นโรคต้อหิน ต้อกระจก ที่อาจทำให้เกิดการตาบอดได้ แต่ด้วยการมีพังผืดมาบดบังในดวงตาซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัด ผู้ที่เป็นต้อเนื้อหรือต้อลมส่วนใหญ่จึงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ เวลาสบตากับใครก็เกรงว่าจะไม่สวยงาม ทำให้เสียบุคลิกเท่านั้นเอง

    “ต้อเนื้อไม่ใช่โรคร้ายแรงนะคะ แทบจะไม่ค่อยมีอาการอะไรมาก นอกเสียจากในกรณีที่เกิดการอักเสบ อาจมีการระคายเคือง บวม แดง น้ำตาไหล หรือทำให้รู้สึกรำคาญบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่คนกังวลกันมาก ๆ ก็เรื่องการเสียบุคลิกและความมั่นใจในการสบตากับผู้อื่นค่ะ”

    แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้จนผังพืดมีการลุกลามบานปลายจากขอบตาดำเข้ามาจนถึงจุดตรงกลางตาดำเกินกว่า 3 มิลลิเมตร พญ. กนกวรรณ บอกว่า ก็เข้าข่ายเกณฑ์บ่งชี้ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อเนื้อ เนื่องจากในระยะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบให้การมองเห็นมีประสิทธิภาพลดลง

    “การรักษาจะมี 2 วิธี คือ หนึ่งเป็นการรักษาอาการไม่ให้เกิดการลุกลามเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้เนื้อเยื่อจะยังคงอยู่ ไม่ได้หายไป เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้น กับอีกวิธีหนึ่ง คือ การเอาเนื้อเยื่อนั้นออกไป เรียกว่า การผ่าตัดลอกต้อเนื้อ ซึ่งจะรักษาวิธีไหนนั้นก็ต้องผ่านการตรวจและวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยหมอจะทำการซักประวัติก่อนว่าเป็นมานานแค่ไหน มีพฤติกรรมเสี่ยงจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ทำการตรวจสายตาอย่างละเอียด เพื่อดูระยะการลุกลาม ดูประสิทธิภาพในการมองเห็น หากเป็นไม่เยอะ มีอายุการเป็นเพียงไม่นาน และมีระยะการลุกลามไม่ถึง 3 มิลลิเมตร ก็จะแนะนำให้รักษาอาการป้องกันไม่ให้เป็นเพิ่ม ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และหยอดตาบรรเทาการอักเสบ ส่วนถ้าเป็นมาก ๆ และอยากให้หายไปก็ต้องทำการผ่าตัดลอกเนื้อเยื่อนั้นออกเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นซ้ำค่อนข้างสูง”

    สำหรับการผ่าตัดลอกต้อเนื้อนั้นจะมีทั้งสิ้น 3 แบบ คือ 1. การลอกเนื้อเยื่อส่วนที่เข้ามาบดบังดวงตาออกไปเพียงอย่างเดียว 2. การลอกเนื้อเยื่อส่วนที่บดบังออกไป แล้วใส่น้ำยาบางชนิดเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ และ 3. การลอกเนื้อเยื่อส่วนที่บดบังออกไป แล้วทำการตัดเนื้อเยื่อส่วนดีในบริเวณอื่นของดวงตามาปิดปกคลุมแทน จากนั้นจึงทำการใส่น้ำยาป้องกันการเป็นซ้ำ ซึ่งทั้ง 3 แบบนั้นจะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นซ้ำแตกต่างกัน คือ 50% , 25 % และ 15 % ตามลำดับ

    “ต้อเนื้อเป็นโรคที่มีโอกาสเป็นซ้ำค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ๆ หรือเข้ารับการผ่าตัดในช่วงที่มีการอักเสบมาก ๆ ดังนั้นจึงต้องมีการพูดคุยและวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดว่าผู้ป่วยคนไหน เหมาะที่จะใช้การผ่าตัดแบบใด โดยเฉพาะแบบที่สาม ที่มีการลอกเนื้อเยื่อออกไปแล้ว นำเนื้อเยื่อดีมาปิด แล้วใส่น้ำยาบล็อก แม้จะลดอัตราการเป็นซ้ำได้ค่อนข้างเยอะ และดูเป็นธรรมชาติ แต่การผ่าตัดก็จะทำให้เกิดแผล 2 จุด จึงต้องมีขั้นตอนและกระบวนรักษาหลังการผ่าตัดนานกว่าสองวิธีการแรก และแน่นอนจะต้องเจ็บกว่าด้วยค่ะ”

    เมื่อพูดถึงการผ่าตัด หลายคนก็เริ่มกังวลถึงความปลอดภัย ซึ่งแท้จริงแล้วการผ่าตัดลอกต้อเนื้อ ถือเป็นการผ่าตัดเล็กที่ใช้ระยะเวลาเพียงไม่นาน โดยจักษุแพทย์จะเริ่มต้นด้วยการหยอดยาชาเฉพาะที่เข้าไปบริเวณใต้ต้อเนื้อ เพื่อป้องกันการเจ็บปวด หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการผ่าตัด เพียง 30-45 นาทีก็เป็นอันเสร็จสิ้น ผู้ป่วยสามารถเดินทางกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

    “ช่วงเวลาในการรักษาตัวหลังรับการผ่าตัดลอกต้อเนื้อก็เหมือนกับการหายของแผลในแบบปกติ คือ ต้องดูแลกันประมาณ 3 เดือน ดูว่าผิวเขาจะขึ้นมายังไง มีการเป็นซ้ำทันทีหรือไม่ โดยหลังผ่าตัดหมอจะนัดดูอาการในวันรุ่งขึ้นก่อนหนึ่งครั้ง ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ก็จะนัดดูอีกหนึ่งครั้ง สัปดาห์ที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่มีการอักเสบก็จะนัดห่างออกไปอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ และในระหว่างที่มีการหายของแผลก็ต้องมีการใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น ช่วงสัปดาห์แรก ๆ ต้องพยายามไม่ให้น้ำเข้าตา ต้องหยอดตา ป้ายตา ทานยา ตามหมอสั่ง หลีกเลี่ยงจากปัจจัยกระตุ้น ทั้งแสงแดด ลม ควัน ฝุ่น ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องใส่แว่นป้องกัน ไม่งั้นมันจะเป็นซ้ำได้ค่อนข้างเยอะค่ะ… ”

    “ ...ความจริงโรคต้อเนื้อสามารถป้องกันได้นะคะ ถ้าเราสังเกตจะพบว่าพวกนักท่องเที่ยวฝรั่งต่างชาติ เขาจะปลูกฝังการสวมใส่แว่นตากันแดดให้กับเด็ก ๆ และลูก ๆ เมื่อออกกลางแจ้งทุกครั้ง ซึ่งในบ้านเรา แม้หลายคนจะพยายามทำเช่นนี้ แต่ดันไปหาซื้อแว่นตากันแดดที่ไม่ได้คุณภาพมาใส่ อันนั้นแทนที่จะช่วยป้องกัน อาจทำให้ดวงตาของเราต้องรับแสงมากกว่าปกติด้วยซ้ำ จึงอยากแนะนำว่า ควรเลือกแว่นตาที่มีเลนส์คุณภาพจะดีกว่า และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ดวงตาต้องโดนแดดโดนลมโดยตรงบ่อย ๆ ส่วนถ้าวันไหนรู้สึกเคืองตา ตาแห้งเล็กน้อย ก็สามารถหาซื้อน้ำตาเทียมจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรมาหยอดก็ได้ แต่ถ้าวันไหนตื่นมาแล้วมีเมือกเหนียวปิดปกคลุมตา อันนี้คือสัญญาณการอักเสบ ต้องรีบมาพบจักษุแพทย์ค่ะ”

    เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข การหยิบกระจกมองส่องสำรวจตรวจดวงตาของตนเอง สังเกตหาการรุกคืบของพังผืดแปลกหน้าเป็นประจำ ควบคู่ไปกับการเสาะหาแว่นตากรองแสง กรองลม ที่มีเลนส์คุณภาพมาสวมใส่ช่วยป้องกันดวงตาจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ จึงเป็นวิธีการที่ง่าย และดูท่าจะยุ่งยากน้อยที่สุด เพราะไม่เช่นนั้น หากคุณปล่อยให้ดวงตาคู่สวยต้องถูกแผ่ปกคลุมไปด้วยพังผืดแล้วล่ะก็ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียวเท่านั้นค่ะที่จะช่วยคุณได้





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink