อภิชาติ จูตระกูล กับการมาเยือนของ ‘แสนสิริ’
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share


    ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตคึกคักอีกครั้ง เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คอนโดมิเนียม แบรนด์ “the BASE (เดอะ เบส)” จากแสนสิริ ได้เปิดตัวครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต ภายหลังจากแสนสิริประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจจากแบรนด์ “ดีคอนโด” ไปแล้ว  ซึ่งแบรนด์ the BASE มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากดีคอนโดอย่างชัดเจน เพราะออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อตอบไลฟ์สไตล์คนเมืองและให้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของผู้อยู่อาศัยให้ได้มากที่สุด โดยมีสโลแกนจำง่ายและสื่อภาพแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่ว่า “the BASE…สะท้อนความเป็นคุณ” แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ the BASE  ได้เปิดตัวในจังหวัดภูเก็ต แต่ด้วยรูปโฉมสไตล์โมเดิร์นและทำเลใจกลางเมืองใกล้เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต อีกทั้งราคาเริ่มต้นที่ไม่ไกลเกินเอื้อมที่ 1.9 ล้านบาท จึงทำให้ the BASE Downtown – Phuket สามารถปิดการขายได้อย่างสวยงามในชั่วเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ 

    นี่เป็น ‘สัญญาณที่บ่งชี้ความคึกคักของวงการอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต’ ที่ถูกกระตุ้นโดยผู้ชายบนปกฉบับนี้...

    ‘อภิชาติ จูตระกูล’ ชื่อจริงนามสกุลจริงของ ประธานอำนวยการบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่หลายคนรู้จักกันดีในการเป็นผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ เขาเกิดและเติบโตในครอบครัว ‘จูตระกูล’ ตระกูลเก่าแก่ที่มีการปักเสาเข็มด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยมานานหลายปี โดยเริ่มตั้งแต่การจดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัท แสนสำราญ โฮลดิ้ง จำกัด เมื่อปี 2527 และมีผลงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ชิ้นแรกในชื่อ ‘บ้านไข่มุก’ อาคารชุดริมหาดหัวหินที่มีมูลค่าต้นทุนโครงการประมาณ 250 ล้านบาท เมื่อปี 2531

    จากนั้นก็ไล่เรียงการก้าวเดินบนเส้นทางการเนรมิตที่พักอาศัยระดับคุณภาพ ด้วยการผสมผสานอิฐ หิน ปูน ทราย เข้ากับแนวคิดที่ล้ำหน้าให้กับผู้คนมามากมาย โดยมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เช่น การเปลี่ยนชื่อจากบริษัท แสนสำราญ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นบริษัท แสนสิริ จำกัด ในปี 2537  การจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ในนาม ‘บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)’ ในปี 2538 การจัดตั้งบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทย่อยในการดำเนินธุรกิจให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ในปี 2541  การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ออกบัตรเครดิตร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และบริการพิเศษแก่ลูกค้า ในปี 2552  และการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ใหม่ของบริษัท เพื่อยกระดับแบรนด์แสนสิริเหนือคู่แข่ง ในปี 2554 เป็นต้น

    ซึ่งทั้งหมดเป็นการก้าวเดินบนวิสัยทัศน์ที่วางไว้ว่า...

    ‘เราคือผู้นำทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร’

    “ในชีวิตคนหนึ่งคนนี้ มันไม่ใช่แค่การมีกล่องสี่เหลี่ยมหนึ่งกล่อง แล้วเข้าไปอยู่ในนั้น แต่มันต้องมีไลฟ์สไตล์ มีวิถีการอยู่อาศัย มีวิถีการใช้ชีวิต เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ดังนั้นวิสัยทัศน์ที่เราวางไว้จึงครอบคลุมทุกด้าน อย่างแสนสิริเอง เราเป็นผู้นำทางด้านการอยู่อาศัย ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องอิฐ หิน ปูน ทราย เพียงอย่างเดียว เราทำเรื่องไลฟ์สไตล์ด้วย ดีไซน์ด้วย”

    ภายในระยะเวลาเกือบ 30 ปี จากก้าวแรกจนถึงทุกวันนี้ แสนสิริมีบริษัทย่อยมากถึง 19 บริษัท ครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย  กลุ่มธุรกิจบริหารและจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์  กลุ่มธุรกิจและบริการ  และกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ที่สำคัญมีแบรนด์ที่อยู่อาศัยภายใต้การผลิตและดูแลของแสนสิริมากถึงหลายสิบแบรนด์ ทั้งแบบบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม และอาคารพาณิชย์ ซึ่งคุณอภิชาติบอกว่าแต่ละแบรนด์จะมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการจะเลือกให้แบรนด์หนึ่งแบรนด์ใดไปก่อร่างฝังตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ นั้น จะต้องมองจากลักษณะของแบรนด์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้คนในละแวกดังกล่าวเป็นหลัก

    “พฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละทำเล เป็นปัจจัยสำคัญที่แสนสิริที่จะเลือกว่าเอาแบรนด์ไหนมาทำโครงการ ดังนั้น เราต้องศึกษาอย่างละเอียดก่อนว่าเขามีวิถีการอยู่อาศัย วิถีการใช้ชีวิต เป็นอย่างไร จากนั้นก็เลือกแบรนด์คอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวที่เหมาะสมมาเน้นตอบสนองให้ตรงกับที่เขาต้องการ ทุกวันนี้เรื่องการก่อสร้างทุกคนทำได้เท่ากัน คุณก่ออิฐ ผมก็ก่ออิฐ แต่ที่แตกต่างคือ ดีไซน์ ต้องมาดูว่าอันไหนมันดีกว่ากัน ตอบโจทย์ความต้องการของคนได้มากกว่ากัน”

    หากสังเกตการคงอยู่และเติบโตของแบรนด์แสนสิริ ที่ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปแล้วกว่า 100 โครงการทั่วประเทศ ในความรู้สึกที่สัมผัสได้ เราพบว่ามีแนวทางการสร้างแบรนด์ที่ดีและน่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มธุรกิจบ้านด้วยกัน เนื่องจากเป็นการสร้างแบรนด์ที่มุ่งตรงไปยังการตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้า จนถึงการเป็นผู้กำหนดแนวโน้ม หรือทิศทางความนิยม (Trendsetter) ของการพักอาศัยแบบทันสมัยในวงการเมืองไทย ซึ่งสอดคล้องกับการใช้กลยุทธการตลาดแบบ Customer Solution Marketing ที่ใช้แนวคิดการค้นหาว่าความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าคืออะไร จากนั้นจึงมาตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ สินค้า หรืองานบริการที่บริษัททำอยู่นั้นเพียงพอต่อความต้องการนั้นหรือไม่ หากไม่ ต้องพ่วงอะไรเข้าไปบ้างนั้นเอง

    “เราไม่ได้เติบโตมาจากอสังหาเพียงอย่างเดียว เรามาจากการเงิน มาจากมาร์เก็ตติ้ง เป็นบริษัทที่ครอบคลุมหลายด้านของการทำธุรกิจ เราทำทุกอย่างเต็มที่ การเงินก็การเงินเต็มที่ การตลาดเราก็บุกเต็มที่ อย่างสังเกตว่าแรกๆ ทุกคนอาจจะแปลกใจกับการทำตลาดของแสนสิริ ว่าทำไมถึงได้มุ่งเน้นหลายด้านทั้งการควบคุมคุณภาพการก่อสร้างโครงการ การสร้างแบรนด์ การดีไซน์ หรือด้านนักลงทุนสัมพันธ์ แต่ปัจจุบันทุกคนก็ทราบแล้วว่านั่นคือแนวทางของแสนสิริที่เราต้องการมุ่งเน้นในการเป็นผู้นำในทุกด้าน”

    คุณอภิชาติบอกว่า การสร้างแบรนด์ของตัวเองให้แตกต่างจากคู่แข่ง จะต้องทำตัวให้ดูโดดเด่นและโดนใจ ไอเดียต้องใหม่สดเสมอ ไม่มีการหยุดนิ่ง ซึ่งการพยายามเป็นผู้นำเทรนด์ที่ดีได้ ต้องเปิดโอกาสให้ทีมงานได้ค้นหาไอเดีย เสนอไอเดีย สร้างไอเดียใหม่ ๆ ให้เป็นจริงได้เช่นกัน ดังนั้นบ่อยครั้งที่แสนสิริมักจัดส่งทีมงานไปดูงานข้ามน้ำข้ามทะเลตามเมืองตามประเทศต่าง ๆ มากมาย เพื่อนำแนวคิดที่ได้มาพัฒนาการออกแบบการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าต่อไป

    “เรามีการส่งพนักงานไปดูงานต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอครับ ส่งไปดูเกือบทุกฝ่าย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของงานดีไซน์ เราก็จะให้ความสำคัญมาก ซึ่งเราได้ตั้งหน่วยดีไซน์ขึ้นมาใหม่ เพื่อออกแบบและพัฒนาด้านดีไซน์ของโครงการของแสนสิริทั้งบ้าน คอนโดมิเนียมหรือเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ภายในบ้าน แล้วเราก็พยายามผลักดันทุกอย่างให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของลูกบ้านแสนสิริ เช่น เก้าอี้เราดีไซน์เอง ถ้วยกาแฟเราดีไซน์เอง เราเน้นให้คนเกิดการพัฒนา เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาของคนมันเป็นไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ”

    แม้ว่าที่พักอาศัยภายใต้กลุ่มแบรนด์แสนสิริจะมีมากมายหลายสไตล์ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกแบรนด์ต่างใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่เหมือนกัน คือ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าหลังการขาย ภายใต้ชื่อ Sansiri Family โดยให้สมาชิกครอบครัวแสนสิริได้รับความสุข ผ่านสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพิเศษ สิทธิประโยชน์ ตลอดจนสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการในรูปแบบต่าง ๆ ที่ Sansiri Family ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคุณอภิชาติบอกว่าการทำ Sansiri Family เป็นบริการหลังการขายที่ให้ลูกค้าอุ่นใจ ไม่ใช่ว่าขายของเสร็จแล้วก็เลิกกันไป 

    “เราก็ไม่ได้หยุดแค่การซื้อขายแล้วจบ เราต้องทำเซอร์วิสต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งอันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราใกล้ชิดกับลูกค้า ลูกค้าเองก็รู้จักเรามากขึ้น จากครอบครัวหนึ่งบอกต่อไปอีกครอบครัวหนึ่ง จนกลายเป็นการขยายตลาดไปเองอย่างอัตโนมัติ ซึ่งในพื้นที่ภูเก็ตเองก็มีสมาชิก Sansiri Family แล้วกว่า 1,800 ครอบครัว”

    สมาชิก Sansiri Family  กว่า 1,800 ครอบครัวในจังหวัดภูเก็ต ก่อเกิดมาจากความชอบในโครงการ รวมทั้งความไว้วางใจและเชื่อมั่นในแบรนด์แสนสิริ จนจับจองเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม  ซึ่งปัจจุบันทั้งโครงการบ้านเดี่ยวนาม ‘ฮาบิเทีย’ โครงการทาวน์เฮาส์นาม ‘ฮาบิทาวน์’ และโครงการคอนโดมิเนียมนาม ‘ดีคอนโด’ ที่แม้จะเพิ่งมีการเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาและยังอยู่ในช่วงการดำเนินงานก่อสร้าง แต่ก็กลับได้รับความนิยมอย่างล้มหลาม ซึ่งคุณอภิชาติบอกว่า นั่นเป็นเพราะการเลือกแบรนด์ที่มาลงเหมาะสมกับลักษณะเด่นของพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนภูเก็ตที่เน้นความสะดวก สบาย ชื่นชอบความสงบ ร่มรื่นของธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็มีรสนิยมการอยู่อาศัยที่หลงใหลงานออกแบบที่มีดีไซน์นำสมัย ไม่ตกเทรนด์ ที่สำคัญความสวยงามต้องสอดคล้องกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีคุณภาพด้วย

    “หลังจากที่แสนสิริเข้ามาลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ก็มีการตอบรับเป็นอย่างดี ดังนั้นแสนสิริจึงได้วางแผนการลงทุนอีก 4,500 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวในภูเก็ต และให้มีโครงการใหม่ครอบคลุมทุกประเภทที่อยู่อาศัย ครอบคลุมทุกระดับราคา โดยเตรียมที่จะเปิดแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่อีกด้วย”


    ‘เดอะ เบส’ คือ แบรนด์คอนโดมิเนียมที่ว่า โดยในเกาะภูเก็ตมีชื่อที่รู้จักกันดีในนาม ‘เดอะ เบส ดาวน์ทาวน์-ภูเก็ต’ โครงการล่าสุดที่คุณอภิชาติบอกว่า แสนสิริภูมิใจนำเสนอให้กับคนภูเก็ต โดยมีการออกแบบสไตล์โมเดิร์น ขนาด 7 ชั้น จำนวน 311 ยูนิต ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่ให้ประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบบ้านพักตากอากาศ ให้ได้รับการพักผ่อนที่เป็นส่วนตัว เต็มไปด้วยความร่มรื่นของธรรมชาติ พร้อมทั้งได้ใช้ชีวิตสะดวกสบายกับไลฟสไตล์แบบทันสมัย เจาะกลุ่มคนทำงาน และนักธุรกิจที่รักการใช้ชีวิตใจกลางเมือง ตลอดจนส่วนกลางที่ช่วยเติมเต็มเรื่องคุณภาพชีวิต จึงเป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล และสะท้อนความเป็นตัวตนของผู้อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

     “การที่เรามาที่นี่ ไม่ใช่มาเพื่อแข่งขันนะครับ เรามาเพื่อช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตให้มีการหมุนเวียนของกระแสเงินในตลาดอันเกิดจากการใช้จ่ายให้มีมากขึ้นจนสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นได้ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ซื้อโครงการคอนโดมิเนียมในภูเก็ตไม่ใช่แค่คนที่เกิดและเติบโตในภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังเป็นนักลงทุนหรือคนที่มาทำงานในภูเก็ตด้วยซึ่งคนกลุ่มเหล่านี้เองที่ช่วยทำให้เกิดกระแสเงินสะพัดในตลาดผ่านการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนั้น การที่แสนสิริมาลงทุนในภูเก็ตก็ถือเป็นการเข้ามาเพื่อเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้คนภูเก็ตด้วยอีกทาง จนทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องปรับตัวหรือยกระดับคุณภาพโครงการเพื่อรับกระแสความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าให้ได้ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากมีการเปิด AEC (Asean Economics Community) ที่นักลงทุนอาเชียนเข้ามาลงทุนในภูเก็ตได้ทุกคนก็ต้องปรับตัวอยู่ดี ซึ่งแสนสิริเองก็เช่นกันก็ยังต้องพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรับมือกับการแข่งขันในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้าให้ได้”

    ถ้าเปรียบวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เป็นดั่งภาพเขียน ภาพเขียนชิ้นนี้คงกำลังถูกละเลงสีจากปลายพู่กันของจิตรกรมากมาย แสนสิริ คือ หนึ่งในจิตรกรเหล่านั้นที่กำลังบรรจงแต่งแต้มสีสันสดใสใส่ลงไปในภาพอย่างงดงาม ซึ่งสีสันของแสนสิริไม่ได้เป็นสีดูดกลืนให้สีอื่น ๆ มลายจมหายไปในความมืดเช่นเดียวกับสีดำ ทางกลับกัน สีสันการลงทุนของแสนสิรินั้นกระตุ้นให้สีอื่น ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ กลับดูสดใส สบายตาและโดดเด่นมากขึ้น

    ฉันใดก็ฉันนั้นการเดินทางมาของแสนสิริ จึงเป็นอีกหนึ่งการเสริมแรงกระตุ้นที่ให้วงการอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ตเกิดการตื่นตัว เกิดสีสันที่หลากหลาย เขาจึงไม่ใช่ปลาใหญ่ที่หวังจะมาฮุบเหยื่อปลาตัวเล็ก ๆ ดั่งที่หลายคนเคยกังวล

    “เอาจริง ๆ ผมว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯ ท้องถิ่น ได้เปรียบเยอะกว่าผมเยอะ อย่างเรื่องแรก ต้นทุนที่ดิน ของผมเองต้องมาหาซื้อใหม่ทั้งหมดนะ แล้วที่ทราบกันดี คือ ราคาที่ดินในภูเก็ตมูลค่าสูงมาก เจ้าของโครงการบางคนเป็นเจ้าของพื้นที่อยู่แล้ว ต้นทุนตรงนี้ก็ตัดไปได้เลย อย่างที่สองเรื่องของความรู้ คุณอยู่ในพื้นที่มานาน บางคนเกิดที่นี่ บางคนทำงานที่นี่มาเป็น 10-20 ปี ย่อมต้องรู้จักที่นี่ดีกว่าผม ส่วนของผมจะลงทุนทำสักหนึ่งโครงการก็ต้องขนคนลงมาจากกรุงเทพฯ ผมมาไกลกว่า เสียเงินไปกับการลงทุนและจัดการมากกว่า คอสมันสู้กันไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะสู้กันได้ คือ เรื่องของการพัฒนา ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเขาพัฒนา เขาก็จะยืนหยัดอยู่ได้เช่นเดียวกัน... ”

    “ ...พูดจริง ๆ นะผมเชื่อว่าเรามาช่วย เราไม่ได้มาเป็นเจ้า เรามาเพื่อช่วยอย่างเดียว ช่วยตลาดให้ดีขึ้น ช่วยให้เงินสะพัดมากขึ้น อย่างเรื่องโฆษณา ผมก็ต้องทำโฆษณากับคนภูเก็ต ซื้อวัสดุงานก่อสร้าง อุปกรณ์ต่าง ๆ จากคนภูเก็ต เพราะนั้นมันทำให้เศรษฐกิจคึกคักมากขึ้น”

    ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ จึงไม่ได้เป็นคู่แข่งหลักของแสนสิริ เพราะแสนสิริมองว่าผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ ท้องถิ่นเป็นผู้ที่ช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อชาวภูเก็ตร่วมกัน แต่ธุรกิจฝ่ายตรงข้ามที่คุณอภิชาติเองบอกว่า แสนสิริและผู้ประกอบการท้องถิ่นอาจต้องขึ้นสังเวียนเจอกันในอนาคต คือ กลุ่มธุรกิจนานาประเทศที่จะเข้ามาพร้อมกับการเปิด AEC มากกว่า

    “เอาจริง ๆ ผมไม่เคยกังวลกับการเปิด AEC แล้วมีกลุ่มธุรกิจข้ามชาติเข้ามาเลย คือ มาก็มา เราก็เก่ง เราก็ไหว เราไม่เคยกลัวอยู่แล้ว เพราะเรายังเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง มั่นใจในเทสต์ของตัวเอง คุณลองคิดง่าย ๆ เขาเป็นต่างชาติ แล้วเขาจะมารู้จักบ้านเราหรือกลุ่มลูกค้าคนไทยได้ดีกว่าเรายังไง”

    เพราะทุกวันนี้การเลือกซื้อบ้านหรือห้องพัก สำหรับใครหลายคนคงไม่ได้ต้องการที่จะซื้อแค่ที่ดินกับอาคารเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องการมีที่อยู่ไว้เพื่อใช้ชีวิตในแบบที่เขาชื่นชอบด้วย แบรนด์แสนสิริ ซึ่งไม่ได้ถูกเนรมิตขึ้นด้วยการใช้สื่อโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่มีการถ่ายทอดแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่ได้รับ สู่งานบริการทั้งบ้านตัวอย่าง บ้านจริง และเมื่อทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ การนำเสนอแบรนด์ผ่านตัวบุคคล ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย และการบอกปากต่อปากของลูกค้า Sansiri Family จนทำให้เกิดการตัดสินใจครั้งสุดท้าย ด้วยการจับจองแปะชื่อเป็นเจ้าของบ้าน จึงเป็นบทสรุปของการทำงานแบบมืออาชีพ และนี่คือ เทคนิคของผู้นำเทรนด์การออกแบบและการใช้ชีวิต อย่าง ‘แสนสิริ’ ที่จะมากระตุ้นให้วงการอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีสีสันมากขึ้น!





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink